มาบตาพุด…ยิ่งกว่าสำลักมลพิษ (ตอน ๒)

(กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม เอื้อเฟื้อภาพ)
ก๊าซส่วนเกินถูกเผาทิ้งบริเวณปากปล่องเป็นภาพที่เห็นได้ทั่วไปในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
แต่ที่สหรัฐฯ บางรัฐ เขาห้ามมีเปลวไฟบริเวณปากปล่องเลยทีเดียว
เพราะมันหมายถึงความผิดปกติของกระบวนการผลิตในโรงงาน
ภัยร้ายในอากาศ
มลพิษทางอากาศในพื้นที่มาบตาพุดเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงมากที่สุด
ซึ่งต้นตอของปัญหาแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม
กลุ่มแรกคือ สารอินทรีย์ระเหย (Volatile Organic Compounds: VOC)
จากการตรวจสอบตัวอย่างอากาศในช่วงเดือนตุลาคม ๔๘ ถึง มกราคม ๕๐
กรมควบคุมมลพิษรายงานว่า มีสารอินทรีย์ระเหยมากกว่า ๔๐ ชนิดปะปนอยู่ในอากาศบริเวณมาบตาพุด ทั้งที่มีกลิ่นเหม็นและไม่มีกลิ่น
ซึ่งประเภทที่ไร้กลิ่นมีอันตรายต่อร่างกายมากกว่า
และสารอินทรีย์ระเหย ๒๐ ชนิดจากทั้งหมดที่ตรวจพบจัดเป็นสารก่อมะเร็ง
ตั้งแต่ช่วงหลังเกิดเหตุย้ายโรงเรียนใหม่ๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กรมอนามัย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
ได้ทำการศึกษาเรื่องสารอินทรีย์ระเหยมาแล้วหลายครั้ง
แต่ไม่รู้ด้วยติดขัดอุปสรรคอันใด
จนแล้วจนรอดประเทศไทยก็ยังไม่มีค่ามาตรฐานของสารอินทรีย์ระเหยเหล่านี้เป็นของตัวเองเสียที
จนเมื่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติแต่งตั้ง
“คณะอนุกรรมการศึกษาความสัมพันธ์ของสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่มาบตาพุดกับปริมาณสารอินทรีย์ระเหยที่ปล่อยจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด” เมื่อ ๒๓ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
คณะอนุกรรมการชื่อยาวชุดนี้จึงต้องรับหน้าที่เป็นผู้กำหนดมาตรฐานปริมาณสารอินทรีย์ระเหยในอากาศ เพื่อเสนอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาและประกาศบังคับใช้ต่อไป
ระหว่างนี้หน่วยงานไทยก็ใช้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา ระดับเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ เป็นเกณฑ์อ้างอิงไปพลางๆ ก่อน
ซึ่งน่าตกใจมากที่สารอินทรีย์ระเหยในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจำนวน ๑๙ ชนิดจากทั้งหมด ๒๐ ที่เป็นสารก่อมะเร็งมีค่าสูงเกินมาตรฐานการเฝ้าระวังของสหรัฐอเมริกาหลายสิบหลายร้อยเท่า
เช่น อโครลีนสูงกว่าระดับเฝ้าระวัง ๖๙๓ เท่า เอทิลีน ไดคลอไรด์สูงกว่าระดับเฝ้าระวัง ๒๕๖ เท่า คลอโรฟอร์มสูงกว่าระดับเฝ้าระวัง ๒๓๘ เท่า ไวนิลคลอไรด์สูงกว่าระดับเฝ้าระวัง ๔๕ เท่า และเบนซีนสูงกว่าระดับเฝ้าระวัง ๓๑ เท่า
กลุ่มที่สองคือ การเผาไหม้เชื้อเพลิงของโรงงานและโรงไฟฟ้า
ซึ่งมักจะพ่นไนโตรเจนไดออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกมาด้วย
ก่อนหน้านี้มีการประเมินขีดความสามารถของพื้นที่มาบตาพุดด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์แล้วว่าจะรองรับมลพิษได้มากแค่ไหน
ซึ่งเมื่อใส่ตัวเลขจริงของการระบายไนโตรเจนไดออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากแต่ละปล่องของทุกโรงงานในพื้นที่มาบตาพุดก็พบว่า
ความเข้มข้นของก๊าซทั้งสองชนิดสูงเกินมาตรฐานคุณภาพอากาศ
ยิ่งถ้าแต่ละโรงงานระบายไนโตรเจนไดออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์
ในอัตราสูงสุดตามที่ได้รับอนุญาต ก็จะยิ่งทำให้ปริมาณมลพิษทางอากาศ
…กระฉูดเกินค่ามาตรฐานไปอีกหลายระดับ…
ร้ายที่สุดเห็นจะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ของบริษัท BLCP
เพราะปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์มากถึง ๑,๐๐๐ กรัมต่อวินาที
และปล่อยไนโตรเจนไดออกไซด์อีกประมาณ ๖๘๐ กรัมต่อวินาที
เป็นเช่นนี้วันละ ๒๔ ชั่วโมงต่อเนื่องปีละ ๑๑ เดือน
ยังโชคดีที่มีช่วงเวลาสำหรับการหยุดพักและซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าปีละ ๑ เดือน
.
.
.

(กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม เอื้อเฟื้อภาพ)

(กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม เอื้อเฟื้อภาพ)
น้ำบ่อดื่มไม่ได้ น้ำฝนทำลายพืชผลการเกษตร
ไนโตรเจนไดออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ปล่อยจากปล่องโรงงานและโรงไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ไม่ได้จางหายไปกับกระแสลมแรงริมทะเลอย่างที่บางคนคิด
มันยังลอยตัวอ้อยอิ่งอยู่ละแวกนั้นและพร้อมจะกลับมาเล่นงานชุมชนในรูปของฝนกรด
“ที่บอกว่าน้ำประปาสะอาดใส ขอโทษเถอะครับ บางวันควายยังไม่กินเลย”
คือเสียงสะท้อนจากชายชาวระยองวัยผมสีดอกเลาที่ลุกขึ้นแสดงความคิดเห็นในวงสัมมนา “ปัญหามลพิษในพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรรมภาคตะวันออก”
ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดขึ้นที่ศูนย์ราชการจังหวัดระยองเมื่อ ๑๐ มีนาคม ๕๐
เกษตรกรผมสีดอกเลาผู้ตั้งรกรากทำสวนอยู่ในจังหวัดระยองมาทั้งชีวิต
เล่าถึงผลกระทบจากอุตสาหกรรมที่มีต่อภาคเกษตรกรรมอันเป็นรากเหง้าของชาวระยองว่า
“ผลไม้ที่ออกช่อเล็กๆ ปลายกิ่ง เช่น มะม่วง ลิ้นจี่ ออกดอกแต่ไม่ติดผล
มะปรางออกดอกได้ ๓ วัน ดอกก็ดำหมด
อีกหน่อยคงเหลือแต่ผลไม้ที่ออกดอกใต้ร่มใบ เช่น ขนุน ทุเรียน
เมื่อเดือนที่แล้ว มีฝนโปรยลงมาเล็กน้อย
พืชใบอ่อนอย่างกะเพรา โหระพา ก็ใบไหม้ดำ เหมือนโดนน้ำร้อนลวก”
ไม่เพียงน้ำฝนที่ปะปนด้วยสิ่งแปลกปลอมจนไม่ชื่นใจใสสะอาดเหมือนครั้งอดีต
น้ำบ่อก็ใช้สำหรับการบริโภคไม่ได้เช่นกัน
การปล่อยน้ำทิ้งของโรงงานอุตสาหกรรมทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติเสื่อมโทรมลงอย่างมาก
ทั้งนี้ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำผิวดินโดยกรมควบคุมมลพิษ รายงานว่า
ปริมาณความสกปรกในรูปอินทรียสาร (BOD) และปริมาณความเข้มข้นของโลหะหนัก ๔ ชนิด ได้แก่ ทองแดง แมงกานีส นิเกิล สารหนู สูงเกินค่ามาตรฐาน
ยิ่งไปกว่ากว่านั้น ผลการศึกษาการปนเปื้อนโลหะหนักในแหล่งน้ำชุมชนเขตเทศบาลมาบตาพุด
ของ ดร. อาภา หวังเกียรติ อาจารย์สาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรังสิต ยังพบว่า
ในทุกตัวอย่างน้ำที่เก็บมาจากบ่อน้ำตื้น น้ำสระ และน้ำบาดาล รวม ๘๐ ตัวอย่าง
มีปริมาณโลหะหนักอย่างน้อย ๑ ชนิดสูงเกินค่ามาตรฐาน
สำหรับค่าการปนเปื้อนของโลหะหนักสูงสุด เป็นดังนี้
แคดเมียมสูงเกินค่ามาตรฐาน ๖ เท่า สังกะสีสูงเกินค่ามาตรฐาน ๑๐ เท่า
แมงกานีสสูงเกินค่ามาตรฐาน ๓๔ เท่า ตะกั่วสูงเกินค่ามาตรฐาน ๔๗ เท่า และเหล็กสูงเกินค่ามาตรฐาน ๑๕๑ เท่า !!!
…เหล่านี้ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า แหล่งน้ำจากธรรมชาติไม่เหมาะสมต่อการบริโภคโดยสิ้นเชิง…
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม
ซึ่งคลุกวงในประเด็นมลพิษมาบตาพุดมาเกือบ ๑๐ ปี ให้ความเห็นว่า
มลพิษในแหล่งน้ำเป็นเรื่องใหญ่ เพราะน้ำเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิต
การที่ชุมชน ๒๕ แห่งในพื้นที่มาบตาพุดต้องซื้อน้ำดื่มและไม่มีน้ำประปาใช้
สะท้อนให้เห็นความไม่เป็นธรรมในสังคม
หรือการที่ชาวบ้านจะต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบนายทุน
ได้กลายเป็นธรรมเนียมปกติของสังคมไทยไปเสียแล้ว
25 comments so far
Leave a reply
เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเกิดโรค
ของชุมชนมาบตาบุตแล้วมันร้ายแรงจิง
เราจะเป็นส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่ง ในการติดตามการทำงาน
ของภาครัฐ
อ่านแล้วไม่ยากไปทำงานแถวนั้นเลยคะ
ยังไงก็เป็นกำลังใจให้คณะกรรมการ ทำการควบคุมดูแลได้ลุล่วง เพื่อชุมชนบริเวณนั้นๆ
ถึงเวลาต้องเอาจริงแล้ว
สิ่งแวดล้อมเลวร้าย..จริง
มลพิษรุนแรง..จริง
ชาวบ้านเดือดร้อน..จริง
แต่เพราะมาบตาพุดเป็นเหมือนถังเงินของประเทศ
อุตสาหกรรมจึงต้องเดินหน้าต่อไป
อืมม..น้องชายผมก็ทำงานแถวนั้น กลับบ้านทีไรสิวเต็มหน้าทุกทีครับ
คงต้องยอมรับแล้วครับว่า เราปล่อยให้อุตสาหกรรมทำลายสิ่งแวดล้อมมากเกินไปแล้ว ถ้าจะคิดภาษีมลพิษเพิ่มจากผู้ประกอบการ…เขาก็ขึ้นราคาสินค้าอีกนั่นแหละ
เฮ้อ…ทุนนิยมหนอ ทำไมเจ้าใจดำจัง
ทุนนิยมครองประเทศไปแล้ว
พลเมืองแห่งลัทธิไม่นิยมทุนอย่างเรา..เศร้าใจ
ผมเป็นคนหนึ่งที่ทำงานในนิคมมาบตาพุด
อ่านบทความแล้วก็รู้สึกสะท้อนใจ กลัว และเสียใจ
ด้วยตำแหน่งอันต่ำต้อยที่มี ไม่รู้จะำทำไรได้บ้าง
ใครมีความคิดเห็นจะแนะนำผมบ้าง ช่วยบอกหน่อยนะคับ
ถ้ามีโอกาสเปลี่ยนงานได้ ก็เปลี่ยนเถอะคุณป้อง
จะไปทนทู่ซี้อยู่กับมลพิษทำไม
สุขภาพของคุณสำคัญกว่ากำไรของนายทุนอยู่แล้ว
[...] ยังขโมยรูปไปใช้โดยไม่มีการอ้างอิงที่มา ซึ่งภาพนี้เราใช้ประกอบบทความเรื่องมาบตาพุด…ยิ่งกว่าสำลักมลพิษ (ตอน ๒…พร้อมอ้างอิงไว้ใต้ภาพว่า… “กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม เอื้อเฟื้อภาพ” [...]
ทำไมนิคมอุตฯมาบตาพุดน่ากลังค่ะ
มาบตาพุดเป็นแหล่งอุตสาหกรรมหนักที่ทุกคนต้องยอมรับและทำความเข้าใจกับสิ่งที่มีอยู่ ทุกคนที่ทำงานก็หวังจะมีรายได้และชีวิตที่ดีทั้งนั้น ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นมานั้นเราต้องมองไปที่ผู้ประกอบการและส่วนภาครัฐที่จะเข้ามาดูแลอย่างจริงจังเสียที เพราะประชาชนตาดำก็คือส่วนหนึ่งของสังคมมาบตาพุด
น้ำเสียจากโรงงานส่วนใหญ่มีโลหะหนักทองแดงอยู่เท่าไร
ตอบคุณ phon
ไม่รู้จริงๆ เพราะข้อมูลในรายละเอียดเช่นนี้คงต้องค้นคว้าจากงานวิจัยมากกว่า
ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วคิดว่า ทองแดงที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำเสียของแต่ละโรงงาน
ย่อมมีปริมาณมากน้อยแตกต่างกันไปตามลักษณะของกิจกรรมภายในโรงงานนั้นๆ
คงไม่สามารถประมาณเป็นค่าเฉลี่ยของทุกโรงงานได้นะคะ
ถึงมาบตาพุดจะเป็นยังไงผมก็รักมาบตาพุดเพราะคือบ้านเกิดของผม เด็ก3/2โรงเรียนเทศบาลมาบตาพุด
รักครูเทศบาลมาบตาพุดทุกคนเลย
รักจังมาบตาพุด เป็นกำลังใจให้เธอ
ตอบผมหน่อยว่ารู้สึกยังไงกับมาบตาพุด
โดยส่วนตัวแล้ว…เห็นใจชาวมาบตาพุดมากๆ
พวกเขาเดือดร้อน เพราะผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาของรัฐ
รัฐมีรายได้ก้อนโตจากโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม
แต่ชาวบ้าน…ชีวิตเปลี่ยน สุขภาพเปลี่ยน ผังเมืองเปลี่ยน
เราคิดว่าไม่คุ้มเลยจริงๆ
ขอบคุณ
ชาวมาบตาพุดถูกผลกระทบจากโลหะหนักทั้งทางดิน น้ำ อากาศ น่ากลัวมาก อันตรายมาก รัฐบาลไม่เห็นเอาจริงเลย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ทำลวกๆ ไม่เอาจริง หรือผลประโยชน์บังหน้า อย่างนี้น่ากลัวที่สุด กฎหมายไทยอ่อนมาก ไม่เด็ดขาด ขนาดจับคนร้ายเข้าคุก ออกจากคุกก็ทำผิดซ้ำสอง ซ้ำสามอีก
เป็นเรื่องที่ต้องหาข้อยุติกันให้ได้ซึ่งต้องเลือกกันล่ะครับว่าระหว่างรายได้ที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตของชาวระยอง โดยส่วนตัวแล้วผมเป็นกำลังใจให้ชาวบ้านครับเพราะถ้าหากเราไม่มีคนถึงได้เงินมาแต่คนเป็นมะเร็งกันหมดก็ไม่รู้ว่าจะมีมันทำไม
เอ็นจีโอ จะมา ปิดถนน ที่ มาบตาพุดใน วันที่ 9 กันยายน2552 นี้ จริงหรือ
mppjpp
มิทราบค่า
ผมเป็นคนกรุงเทพ ไปทำงานที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยอง ประมาณ 2 ปี คือ ตั้งแต่ี ปลายปี 49 ถึง ปลายปี 51 ตอนทำงานอยู่กรุงเทพ ร่างกายผมปกติดีทุกอย่าง ไม่มีสิ่งผิดปกติอะไรเกิดขึ้นในร่างกาย
ช่วงประมาณ ปลายปี 50 ช่วงลำตัวของผมเกิดปานดำ บาง ๆ ขึ้นเล็กน้อย ผมก็ไม่ได้สนใจ
แต่ผ่านมา 4 – 5 เดือน ปานที่ว่านี้ เริ่มขยายนูนขึ้น และขยายออกข้าง ๆ ทีละเล็ก ละน้อย
ก็ได้ไปหาปรึกษาหมอที่ รพ. แต่คิดว่าคงไม่เป็นอะไระมาก เลยไม่สนใจ
ตอนนี้ ผมกลับมาทำงานที่กรุงเทพแล้ว ปานดำที่เป็นตอนไปทำงานอยู่ที่ระยอง ก็ขยายออก
ข้าง ๆ และมีอาการคันบ้าง เล็กน้อย ผมเลยตัดสินใจไปหาหมอทันที
หมอที่รพ. ทำการตัดปานดำที่ขึ้นช่วงลำตัวของผมไปตรวจ
ผลการตรวจออกมาว่า “ผมเป็น มะเร็งผิวหนัง” ชนิดของโรคคือ Malignant melanoma
ระยะที่ 1
หลังจากที่ได้อ่านบทความแล้ว ผมมานั่งทบทวนตัวเองดูว่า ผมใช้ชีวิตผิดพลาดอะไรหรือเปล่าในระหว่างที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ผมไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ แต่เจ้า
โรคมะเร็งนี้ ก็ยังมาเกิดกับผมจนได้ หรืออาจจะเป็นสภาวะแวดล้อม สภาพอากาศ อาหาร
การกิน ที่ชาวระยองส่วนใหญ่เป็นห่วงกันอยู่ในตอนนี้
ตัวอย่างของผมที่เล่ามานี้ ผมก็ยังไม่สามารถสรุป หรือ วิเคราะห์อะไรได้ ตอนนี้ผมกำลังรอฟังผลการผ่าตัดครั้งที่ 2 ของผมอยู่ว่า จะเป็นอย่างไรต่อไป
ด้วยความเป็นห่วงชาวระยอง และผู้ที่ต้องทำงาน อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ต่าง ๆ ณ ขณะนี้
ไม่อยากให้เป็นเหมือนผม ขอให้มีสุขภาพที่ดี กันถ้วนหน้าทุกคนน่ะครับ
รัก และ ห่วงใย
คนต่างถิ่น
เมื่อวานมีข่าวโรงงานผลิตสีไฟไหม้ชาวบ้านแถวนั้นโวยใหญ่เลย
กลัวสารเคมีน่าสงสารเค้าจังทำไมมาเปิดแถวชุมชนด้วย
ณ.วันนี้…ศาลก็ได้ตัดสินแล้วและเป็นที่น่าพอใจส่วนตัวและของชาวบ้านที่แท้จริงอีกจำนวนหนึ่งเท่านั้น ต้องคออยดูว่ารัฐจะเดินหน้าหาประชาชนหรือเดินหน้าเข้าหานายทุน เป็นกำลังใจให้คนที่พอใจกับคำตัดสินของศาลทุกท่าน ถ้ามีอะไรที่พอจะช่วยได้ขอให้บอก