เขียนถึงชูใจ

หมาสีดำตัวนี้ชื่อ ชูใจ
แต่ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องตามลำดับอาวุโส
คงต้องเติม “ป้า” เข้าไปด้วย
เพราะเธอกำลังจะครบ ๑๓ ขวบในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ป้าชูใจเป็นลูกที่เกิดจากการหนีเที่ยวนอกบ้านของแม่ดัลเมเชี่ยน
เผอิญว่า หล่อนไปหลงใหลหนุ่มลาบราดอร์สีดำ
ลูกของหล่อนเกือบ ๑๐ ตัวก็เลยมีทั้งลายจุดและสีดำล้วนคละกันไป
สำหรับชูใจ เธอเหมือนพ่อ ขนดำขลับสวยทีเดียว
แอบเหมือนแม่บ้างตรงช่วงอก ปลายเท้าหน้า และบริเวณรอบๆ ปาก
แต่ก็เป็นขนสีขาวแซมดำ ไม่ใช่ลายจุด
มองเผินๆ ก็ดูไม่ต่างจากหมาทั่วไป
ทั้งที่จริงๆ แล้ว ร่างกายของเธอเริ่มเสื่อมถอยตามอายุที่มากขึ้น
ตอนนี้เธอไม่มีมดลูก
เมื่อประมาณ ๒ ปีที่แล้ว มดลูกของเธออักเสบ
จึงต้องเข้ารับการผ่าตัด และมดลูกเจ้าปัญหาก็จากเธอไปอย่างถาวร
หลังจากแผลผ่าตัดหายดี เธอก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
เดินเหินสะดวก ไม่มีคอลลาร์มาสร้างความเกะกะรำคาญใจ
แต่แล้วสุขภาพของชูใจก็ต้องเจอปัญหาใหญ่ระลอกที่สอง
ตอนแรกยังไม่มีใครเอะใจว่าเธอกำลังป่วย
เพียงแต่สงสัยว่าทำไมชูใจหิวบ่อย กินอาหารเยอะขึ้น กินน้ำบ่อยขึ้น
ทว่าร่างกายกลับซูบผอมลงเรื่อยๆ จนเห็นซี่โครงขึ้นเป็นริ้ว
และเริ่มหน้าทิ่มหัวคะมำ เพราะก้าวพลาดตรงที่เป็นพื้นต่างระดับ
หรือไม่ก็เดินสะดุด เดินชนข้าวของที่วางไว้
และเมื่อพาไปหาหมอ
หมอแจ้งข่าวร้ายว่า..ชูใจเป็นเบาหวาน..
ส่วนที่เดินสะดุดหกล้มนั่นก็เป็นผลข้างเคียงจากเบาหวาน
คือเบาหวานขึ้นตา ตาเลยเป็นต้อ และพลอยทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจน
โลกของชูใจมืดหรี่กว่าครั้งใดๆ ในชีวิต
เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า หมาก็เป็นเบาหวานได้เหมือนกัน
หมอให้ข้อมูลเกี่ยวกับเบาหวานในสุนัขอย่างละเอียด
ก่อนจะปิดท้ายบทสนทนาว่า “ถ้าไม่รักษา เขาจะตายอย่างทรมาน”
โอย โอย พอได้ยินว่าตายอย่างทรมาน
พ่อ แม่ และเราก็ตัดสินใจพร้อมกันในทันที
ยกให้เป็นหน้าที่ของหมอในการรักษา
วิธีไหนก็ได้ที่ดีและเหมาะสมกับชูใจ
สุดท้ายก็มาลงเอยด้วยการฉีดอินซูลินควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ซึ่งอินซูลินที่ใช้ก็ต้องเป็นอินซูลินสำหรับหมาโดยเฉพาะ
ฉีดตอนเช้าหลังทานอาหาร ในเวลาเดิมทุกวัน
อาหารก็ต้องเป็นสูตรสำหรับหมาที่ป่วยเป็นเบาหวานด้วย
ช่วงแรกๆ ที่โดนฉีดอินซูลิน ชูใจมักจะดิ้นรนขัดขืน
สักพักเธอเริ่มคุ้นเคย จึงนั่งเฉยยอมให้ฉีดอินซูลินแต่โดยดี
ส่วนเรื่องตาที่มองเห็นไม่ดีเท่าเดิม ตอนแรกเราก็กังวลอยู่หน่อยๆ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ชูใจก็พิสูจน์ให้ทุกคนในบ้านเห็นว่า…
เธอปรับตัวเข้ากับชีวิตในโลกหม่นมัวได้ดีกว่าที่คิด
ขอเพียงไม่เปลี่ยนตำแหน่งการวางข้าวของเท่านั้น
เธอสามารถใช้ทักษะส่วนตัวในการกะระยะได้อย่างดีเยี่ยม
ชูใจจะรู้ว่า…
เดินมาประมาณนี้แล้วจะเจอถังพลาสติกใส่น้ำดื่ม
เดินมาถึงตรงนี้แล้วจะต้องลงบันได ๒ ขั้น
เดินมาจนสุดพื้นปูนแล้วจะเจอกับพื้นดิน ซึ่งเป็นห้องน้ำของเธอ
และ อื่นๆ อีกมากมาย
ขอสารภาพว่า…จริงๆ แล้วเราเป็นคนลำเอียง
รักหมาไม่เท่ากัน เอ่อ คือ เรารักหมูแฮมมากที่สุด
แต่เหตุการณ์ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับชูใจทำให้เราต้องพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง
คือ หันมาใส่ใจดูแลป้าชูใจให้มากขึ้น
เหมือนเป็นการชดเชยความผิดของตัวเองที่มัวแต่หัวปักหัวปำรักหมูแฮมมากกว่า มาเป็นเวลานาน
ที่สำคัญ ชีวิตของป้าชูใจเป็นบทเรียนที่สอนเราว่า..อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง..
เห็นไหม ขนาดชูใจมองไม่เห็นแล้ว เธอยังใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมานานเป็นปี
และดูเหมือนจะมีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ
เธอไม่เคยแสดงอาการย่อท้อต่อร่างกายที่ร่วงโรย
ตรงกันข้าม เธอพยายามทำกิจวัตรทุกอย่างเหมือนเดิม
แม้ช่วงแรกๆ จะชนเสา ชนรั้ว ชนประตูกรงบ้าง
แต่สุดท้ายเธอก็เอาชนะอุปสรรคนั้นไปได้
ลองคิดสิ ถ้าเป็นคนที่ต้องสูญเสียการมองเห็น
เราจะยังใช้ชีวิตเป็นปกติเหมือนเดิมอย่างที่ชูใจทำได้หรือเปล่า
ต่อให้การเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้ชีวิตเราย่ำแย่ลงกว่าเดิม
แต่ถ้านาฬิกาชีวิตยังไม่หยุดเดิน
เราก็ต้องพยายามใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ต่อไปตามวิถีของตนเอง
…ดังเช่นที่ป้าชูใจกำลังเป็นอยู่ในขณะนี้…
5 comments so far
Leave a reply
อ่านแล้วชอบ…เรื่องของชูใจ
ชอบนี่ด้วย
ต่อให้การเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้ชีวิตเราย่ำแย่ลงกว่าเดิม
แต่ถ้านาฬิกาชีวิตยังไม่หยุดเดิน
เราก็ต้องพยายามใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ต่อไปตามวิถีของตนเอง
สู้ต่อไปนะ ซาซึเกะเอ๋ย…
ชอบครับน่ารักดี ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบสุนัข เจ้าตัวที่บ้าน ชื่อ เจ้าเคี้ยว เจ้ามะพร้าว และ อีนังมะยมตัวแสบ 555
มาบอกว่าอีกสักพักใหญ่ๆ จะได้เข้ามาเม้นต์บ่อยๆ
ตอนนี้ เปลี่ยนงาน เปลี่ยนบ้าน ปรับตัว…
กำลัง “งง” กับชีวิตอยู่เลย
น่าสงสารชูใจจังเลยคับ น้องหมาที่บ้านผมเอก็คงใกล้เป็นลุงเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่าตามันไม่ดีรึป่าว แต่เท่าที่รู้เหม็นมากๆ 55 ฝากกำลังใจไปถึงชูใจด้วยนะคับ
บ่อยครั้งที่สุนัขให้แง่คิดดีๆนะ