My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์: พลังงานทางเลือกที่คนไทยต้องเลือก?

19 ความเห็น

ตามที่สัญญาไว้ในหน้าโน้น
เราขอบอกต่อด้วยประเด็นน่าสนใจซึ่งนำเสนอโดยคุณชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน
ในหัวข้อ “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์: พลังงานทางเลือกที่คนไทยต้องเลือก?”
.

มันมีมายาคติ 3 ประการของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่คนไทยโดนกรอกหูอยู่ในช่วงนี้
มายาคติประการแรกคือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์คือฮีโร่ที่จะช่วยให้เรารอดพ้นจากสภาวะโลกร้อน
แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย ในทางกลับกันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะทำให้เกิดปัญหาที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิม

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หยุดการเติบโตไประยะหนึ่งแล้ว
พอมีกระแสโลกร้อน อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ก็ฟื้นขึ้นมาอีก
ด้วยคำกล่าวอ้างที่ว่า มันไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศเหมือนโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน น้ำมันเตา)
(–นี่คือการพูดความจริงแบบไม่ครบถ้วน หรือจะเรียกว่าโป้ปดก็คงได้ เพราะระหว่างการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ การทำเหมืองยูเรเนียม การปรับปรุงคุณภาพยูเรเนียม การขนส่งยูเรเนียม และขั้นตอนอื่นๆ ล้วนต้องใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอีกมหาศาล)

หากมองกันให้ลึกจะพบว่า รากของปัญหาโลกร้อนไม่ใช่แค่การปล่อยก๊าซเรือนกระจก
แต่มันคือ การบริโภคและการผลิตแบบไม่มีที่สิ้นสุด รวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบไร้ขีดจำกัด กระทั่งธรรมชาติหลุดออกจากสมดุล

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ปล่อยฝุ่น ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ในระหว่างเดินเครื่องเพื่อผลิตไฟฟ้า)
แต่มันปล่อยสิ่งที่เชื้อเพลิงอื่นๆ ไม่ปล่อยออกมา
นั่นคือ กัมมันตภาพรังสี

การปล่อยสารกัมมันตรังสีเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
ในทุกขั้นตอนของกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงนิวเคลียร์
การทำเหมืองและการแต่งแร่ยูเรเนียมทำให้เกิดกากโคลนกัมมันตรังสี
เชื้อเพลิงใช้แล้วประกอบด้วยสารกัมมันตรังสี
อีกทั้งการนำเชื้อเพลิงใช้แล้วมาแปรรูปใหม่ก็ทำให้เกิดกากกัมมันตรังสี
เราจำเป็นต้องหาหนทางจัดเก็บกากเหล่านี้อย่างปลอดภัยตลอดอายุของมัน
ซึ่งยาวนานถึง 10,000 – 240,000 ปี !!!

มันแยกไม่ออกระหว่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และอาวุธนิวเคลียร์ เพราะ…
ทุกเตาปฏิกรณ์คือเครื่องผลิตวัตถุดิบสำหรับอาวุธนิวเคลียร์ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง
สารพลูโตเนียม (ผลพลอยได้จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์) ขนาดเท่าลูกเบสบอลสามารถผลิตระเบิดขนาดเดียวกับที่ใช้ถล่มเมืองนางาซากิได้
เพราะฉะนั้นอย่าไปเชื่อบทความในหนังสือพิมพ์เปลี๋ยนไป๋ที่เขียนว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์กับอาวุธนิวเคลียร์มันเป็นคนละเรื่อง มันไม่เกี่ยวข้องกัน

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นวิถีแห่งพลังงานที่รุนแรง แข็งกร้าว และร้าวฉาน “Hard Energy Path”
(เลือกสถานที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เมื่อไหร่ รับรองว่าประชาชนในพื้นที่ต้องออกมาค้านแน่)
ลำพังการเคลื่อนย้ายกากนิวเคลียร์ก็ต้องมีทหารอาวุธครบมือมาคอยอารักขาเลย
ก็อย่างที่บอกไง…มันสามารถนำไปผลิตเป็นอาวุธนิวเคลียร์ได้

มีการตั้งข้อสังเกตว่า…
ในช่วงเกือบ 50 ปีที่ผ่านมา นโยบายเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศไทย
มักถูกผลักดันในช่วงรัฐบาลทหารและถูกพับไปในช่วงที่ประชาธิปไตยกลับคืน
nuclear-graph.jpg
.

มายาคติประการที่สองคือ เราเลือกได้
แต่จริงๆ แล้วโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คือสิ่งที่เราถูกบังคับให้เลือก

พี่ชมบอกว่า…การตีกรอบให้ “เลือก” ระหว่าง ถ่านหิน นิวเคลียร์ ก๊าซ และเขื่อน
มันก็เหมือนกับ เราต้องเลือกระหว่างโรคอหิวาต์กับโรคห่า
อ้าว แต่ตูไม่อยากขี้ไหลนี่หว่า…ขอโทษที่ใช้คำไม่สุภาพ

ที่ผ่านมาเราไม่มีโอกาสเลือก
ไม่มีแม้สิทธิที่จะออกเสียง
เพราะทั้งหมดนี้ถูกบังคับโดย PDP 2007

หรือแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2550-2564
หรือ Power Development Plan เรียกสั้นๆ ว่า PDP 2007 คือ…
แผนการลงทุนในกิจการไฟฟ้าที่กำหนดว่าโรงไฟฟ้าประเภทใด จะถูกสร้างเมื่อไหร่ โดยใคร และมีกี่โรง
ชงโดย กฟผ. เสนอเรื่องโดยกระทรวงพลังงาน และอนุมัติโดยรัฐบาลของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์

รายละเอียดของ PDP ฉบับนี้ระบุว่า
- การใช้ไฟฟ้าสูงสุดของระบบจะเพิ่มขึ้น 132% ในเวลา 15 ปี
- ใช้งบลงทุน: กว่า 2 ล้านล้านบาท โดยที่ประชาชนมีส่วนร่วมน้อยมากๆ
- กำลังการผลิตใหม่ ส่วนใหญ่เป็นก๊าซ (26 โรง x 700 MW ถ่านหิน (4 โรง x 700 MW) ไฟฟ้านำเข้า (5090 MW) นิวเคลียร์ (4 โรง x 1000 MW)

ในแผน PDP กำหนดทางเลือกเอาไว้ 9 ทาง
ทุกทางเลือกมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4,000 เมกะวัตต์ซ่อนอยู่ทั้งสิ้น
แล้วมาบอกว่าเรามีทางเลือกได้อย่างไร
.

มายาคติประการที่สามคือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นสิ่งจำเป็นของประเทศไทย
ประเทศไทยจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
มีการให้เหตุผล 4 ข้อเพื่อสนับสนุนมายาคติข้อนี้

เหตุผลที่ 1 “ต้องเลือก” นิวเคลียร์ มิเช่นนั้นเราจะล้าหลัง
ซึ่งพี่ชมแย้งว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ใช่ดัชนีชี้ความเป็นอารยะ
ประเทศที่พึ่งพาพลังงานจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากที่สุดในโลกคือลิทัวเนีย
การที่เดนมาร์ค และนอร์เวย์ไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ไม่ได้แปลว่าประเทศเหล่านี้ล้าหลัง
ในทางกลับกัน ไทยไม่ได้ล้าหลังเวียดนาม หากไม่ได้สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
“ปมด้อยทางเศรษฐกิจและการเมืองของ (คน)ไทย (บางคน) ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์”

เหตุผลที่ 2 “ต้องเลือก” นิวเคลียร์ มิเช่นนั้นเราจะถูกล้อม
- เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ไม่ใช่อาวุธที่สร้างความมั่นคง อุ่นใจให้กับคนไทย
- ไทยถูกล้อมด้วยเพื่อนบ้านอย่างจีน เวียดนาม อินโดนีเซีย ซึ่งล้วนมีแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หากมีข้อผิดพลาดประเทศไทยเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- หากรัฐบาลไม่มีแผนในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ การตั้งโรงไฟฟ้าในไทยไม่ได้ช่วยลดข้อกังวลต่อภัยอันตรายจากอุบัติเหตุในประเทศเพื่อนบ้านแต่อย่างใด

เหตุผลที่ 3 “ต้องเลือก” นิวเคลียร์ มิเช่นนั้นไฟฟ้าแพง
กฟผ. และรัฐบาลอ้างว่า ไฟฟ้าที่ได้จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มีต้นทุนอยู่ที่ 2.08 บาทต่อหน่วย
แต่…
- เป็นการอ้างที่ไม่มีที่มาที่ไปของการคำนวณ
- ขาดความน่าเชื่อถือและไม่สอดคล้องกับข้อมูลจากต่างประเทศ
- เป็นไปได้เฉพาะในกรณีที่ “ไม่รวมการอุดหนุนจากภาษีประชาชน” หรือ “มีการลดมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อประหยัดต้นทุน”

เพราะเมื่อพิจารณารวมต้นทุนทั้งระบบ นิวเคลียร์ไม่ถูกอย่างที่คิด
ที่บอกว่าถูกอย่างนั้น ถูกอย่างนี้ เป็นการพูดถึงต้นทุนแค่ส่วนเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น ยูเรเนียมคุณภาพดีซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ
เพราะฉะนั้นราคายูเรเนียมกำลังจะสูงขึ้น (ต้นทุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วยใช่ไหม)
ถ้ารัฐบาลมั่นใจว่าถูกจริง ควรเปิดเผยสมมติฐานการคำนวณเพื่อพิสูจน์ข้อกังขา

เหตุผลที่ 4 “ต้องเลือก” นิวเคลียร์ มิเช่นนั้นไฟฟ้าไม่พอใช้
เหตุการณ์ไฟฟ้าไม่พอใช้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อก็ต่อเมื่อสมมติฐานในแผน PDP เป็นจริง
สมมติฐานในแผน PDP ได้แก่
- ราคาน้ำมันดูไบ 55-60 ดอลล่าร์ต่อบาเรล คงที่ถึงปี 2564
- เศรษฐกิจไทยขยายตัว 85% ภายใน 15 ปีข้างหน้า
- การใช้ไฟฟ้าเพิ่ม 132% ภายใน 15 ปี
- จำกัดเพดาน SPP ใหม่ไว้ที่ไม่เกิน 1700 MW ตลอด 15 ปีข้างหน้า
- การจัดการด้านการใช้ (DSM) โครงการใหม่ประหยัดไฟได้ 330 GWh/ปี หรือ 0.2%/ปี
- VSPP พลังงานหมุนเวียนและระบบ cogeneration รวมมีกำลังการผลิตต่ำกว่า 1100 MW ในปี 2564

สมมติฐานเหล่านี้ไม่ค่อยเป็นกลาง
ตอนนี้เราเริ่มเห็นแล้วว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้
เพิ่มขึ้นเพียง 3.5% ในขณะที่ PDP ทำนายไว้ 6.14%
เป็นการพยากรณ์ที่คลาดเคลื่อนค่อนข้างสูง+เกินจริงไปเกือบเท่าตัว

พี่ชมทิ้งท้ายไว้ว่า…
“ตื่นตัวตั้งแต่วันนี้ ดีกว่าจะต้องตื่นตระหนกเพราะกัมมันตภาพรังสีในวันพรุ่งนี้”
nuclear-cartoon.gif
Source: Croall & Kaianders, “The Anti-Nuclear Handbook” 1978.

มี PowerPoint File ให้ Download ไปอ่านแบบเต็มๆ ที่นี่เลย

หมายเหตุ 1 ข้อความที่โดนขีดฆ่าและอยู่ในวงเล็บเป็นการแสดงความคิดเห็นและอธิบายข้อมูลเพิ่มเติมโดยเจ้าของบล็อก

หมายเหตุ 2 ชื่นชม สง่าราศรี กรีเซนเป็นอีกหนึ่ง “ตัวช่วย” ที่จะทำให้คนไทยรู้เท่าทันเรื่องพลังงาน
เรารู้จักชื่อนี้เป็นครั้งแรกในปี 48 ช่วงที่นโยบายแปรรูปกิจการพลังงานไฟฟ้ากำลังเป็นประเด็นร้อน
และเมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งระงับการกระจายหุ้นก่อนที่บริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) จะเปิดให้จองหุ้นเพียงวันเดียว เราก็เลยมีโอกาสติดสอยห้อยตาม บก. ไปสัมภาษณ์พี่ชมด้วย

เธอได้ทุนเล่าเรียนหลวงไปเรียนปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม
ที่ Dartmouth Collage ประเทศสหรัฐอเมริกา
และศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ด้านพลังงานและทรัพยากร (Energy and Resources Group)
ที่ University of California Berkeley ด้วยทุนรัฐบาลกลาง

กลับมาเมืองไทยในปี 2542 เพื่อทำงานในตำแหน่ง นักวิเคราะห์นโยบายไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นเป็นสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)
หลังจากสัมผัสชีวิตในระบบราชการอยู่ประมาณ 4 ปีก็ผันตัวเองมาเป็นนักวิจัยอิสระที่จับประเด็นพลังงานของประเทศไทยภายใต้สังกัด “กลุ่มพลังไท

About these ads

19 thoughts on “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์: พลังงานทางเลือกที่คนไทยต้องเลือก?

  1. ขอบคุณมากๆ ที่เอาข้อมูลดีๆ อย่างนี้มาแบ่งปันให้อ่านกัน
    อืม..อ่านแล้วเกิดคำถามว่า
    คนที่ให้เลือก ก้บ คนที่ต้องเลือก เคยคุยกันเป็นจริงเป็นจัง
    แบบลงรายละเอียด..กันบ้างหรือยัง

  2. หลายครั้งก็ไม่เข้าใจว่าทางกลุ่มต่างๆจะเสนอแนวทางอย่างไร นอกเหนือไปจากการต่อต้าน ผมเองก็ไม่ค่อยรู้ว่าตัวเลขต่างๆในข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่ได้เข้าไปอ่านในเวบกลุ่มพลังไท ทั้งไฟล์ที่ทำลิงค์ไว้ และไฟล์อื่นๆอีกเล็กน้อย เลยลองหยิบข้อมูล จากหน้าที่ 5 ในสไลด์ http://www.palangthai.org/docs/ThamasartPDP.ppt มาลองคำนวณหาอัตราการเติบโตของการใช้ไฟ โดยใช้ตัวเลขปี 1992 ที่ 9000 และปี 2006 ที่ 21000 จากการคำนวณก็เห็นว่า ในช่วงระหว่างปี 1992 ถึง 2006 อัตราการเติบโตของการใช้ไฟอยู่ที่เฉลี่ยปีละ 6.239% คราวนี้ถ้าใน 15 ปีข้างหน้า การใช้ไฟในประเทศยังเติบโตเท่าเดิม อัตราการใช้ไฟก็จะอยู่ที่ 52057.11958 หรือโตขึ้นประมาณ 148% โดยประมาณ ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขของที่ทางข้อสมมติฐานตั้งไว้คือ – การใช้ไฟฟ้าเพิ่ม 132% ภายใน 15 ปี

    คำถามที่น่าจะถามมากกว่า คือ การที่สมมติว่า การเติบโตของการใช้ไฟของไทยใน 15 ปีข้างหน้า จะเหมือนกับการเติบโตของการใช้ไฟในอดีต 14 ปีที่ผ่านมาหรือไม่

    การหยิบตัวเลขเติบโตประมาณปีละ 6% ในระยะเวลา 15 ปี แล้วพูดที่ผลลัพธ์ของการทบต้นที่ 132% หรือ 148% ในกรณีที่ผมคำนวณ บางทีอาจเห็นภาพไม่ชัด

    และในภาพเดียวกันสำหรับกรณีตัวเลขเศรษฐกิจไทยขยายตัว 85% ภายใน 15 ปีข้างหน้านั้น ก็แปลว่า เศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยทุกปีที่ 4.19%

    ณ จุดนี้ ถ้าถามผม ผมก็เชื่อว่า มีโอกาสเป็นไปได้สูงมากที่ เมืองไทยใน 15 ปีข้างหน้าจะมีการใช้ไฟเพิ่มขึ้น 132%

    ปล. ถ้าหากคุณคิ้วหนารู้จักกับทางกลุ่มพลังไท ช่วยรบกวนถามว่า มี Investment Model ของ VSPP มั้ย พยายามหาตัวอย่างที่ทางกลุ่มหรือในเมืองไทยทำแล้วผลเป็นอย่างไร ถ้าหากอยากจะทำบ้าง ต้องทำอย่างไร แล้วผลตอบแทนเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันและอัตราการแลกเปลี่ยนที่ระดับต่างๆ

  3. ถึง Khun T
    โอ้ว…คำถามของคุณลึกซึ้งและเฉพาะทางมากๆ
    เราจึงต้องขอความช่วยเหลือจากพี่ชม
    ให้มาช่วยอธิบายประเด็นดังกล่าวด้วยตนเอง
    โปรดอดใจรอนิดนึงนะ เดี๋ยวคำตอบจะมาแล้ว

    ปล. ขอบคุณสำหรับข้อสงสัยที่นำไปสู่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น :-)

  4. ข้อมูลแน่นมากครับ
    เปรียบเทียบได้เห็นภาพดี
    อย่างนี้ต้องเข้ามาอ่านบ่อยๆ

  5. ถึงขลุกขลิก
    เชิญแวะเข้ามาอ่าน ด้วยความยินดี

  6. ขอบคุนมากมายค่ะ
    กะลังหาข้อมูล (เชิงลึก) ทำรายงานอ่ะคะ
    เรื่องการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทยนี่แหละค่ะ
    หาจนมึน
    โดยเฉพาะ นโยบาย และยุทธศาสตร์การดำเนินงานของรัฐ
    เม้มสุดฤทธิ์
    เฮ้อออ หาจนเหนื่อยแล้วอ่ะ
    ได้ข้อมูลมาเพิ่มอีกหน่อยแระ ขอบคุนนะคร๊า

  7. ถึงคุณ sine
    ไม่รู้ว่ารายงานของคุณมีกำหนดส่งเมื่อไหร่

    ถ้าเป็นหลังปีใหม่
    ขอแนะนำให้ไปพลิกดูนิตยสารโลกสีเขียว ฉบับที่ 96 เดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2551
    เพราะเป็นฉบับที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เยอะพอสมควร
    เขียนกันประมาณ 25 หน้า เพิ่งปิดต้นฉบับส่งเข้าโรงพิมพ์ไปเมื่อวานนี้เอง
    จะวางแผงประมาณต้นเดือนมกราคมค่ะ

    หากต้องการข้อมูลแบบเร่งด่วน
    ยังมีเอกสารอีกเล่มนึงที่น่าสนใจ ชื่อ “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ : อย่าปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ”
    จัดพิมพ์โดย กรีนพีชเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมูลนิธินโยบายสุขภาวะ
    เขียนโดย อ.เดชรัต สุขกำเนิด, ธารา บัวคำศรี และศุภกิจ นันทะวรการ
    เราไม่แน่ใจว่าเอกสารเล่มนี้วางขายที่ไหน ลองติดต่อไปที่กรีนพีซดูแล้วกันนะจ๊ะ

    หรืออยากได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม ทิ้งคำถามไว้ที่นี่แล้วกันนะ
    ถ้าเรามีข้อมูลหรือพอจะให้คำตอบได้ ก็ยินดีช่วยเหลือเต็มที่

  8. ตามมาอ่านครับ
    ผมคิดว่า..เราถูกบังคับให้เลือกว่าควรจะบริโภคอย่างไร ใครเป็นผู้กำหนด
    มีทางเลือกอื่นไหมนอกจาก พลังงานนิวเคลียร์ เขื่อน ก๊าซธรรมชาติ…
    เฮ้อ…นี่หรือคือประชาธิปไตยของเรา

  9. ข่าวที่ว่า กฟผ.จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่หมู่ที่ 1 ต.ตะกรบ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี นั้นจริงเท็จแค่ไหน ถ้าจริงจะต้องใช้พื้นที่เป็นบริเวณทั้งหมดอย่างน้อยประมาณเท่าไร และน่าจะมีผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อม เช่น ดิน น้ำ ทะเล พืช สัตว์ และ คน อย่างไรบ้างครับ ?

  10. ถึงชะมวง
    สำหรับแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของ กฟผ. ที่สุราษฯ
    ไม่ทราบข้อมูลหรือความชัดเจนค่ะ..หากรู้แล้วจะส่งข่าวถึงชะมวงแล้วกันนะคะ

    สำหรับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
    ในขั้นตอนการก่อสร้างหรือดำเนินการคิดว่าไม่กระทบรุนแรงอะไร
    แต่หากเกิดอุบัติเหตุหรือข้อขัดข้องขึ้นมาระหว่างการใช้งานโรงไฟฟ้า
    …มีผลกระทบแน่นนอนค่ะ
    แต่จะวงกว้างมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอุบัติเหตุค่ะ
    และที่แน่ๆ ก็คือ เสียหายแล้วเรียกกลับคืนมาไม่ได้แน่นอน

    ความเสี่ยงซึ่งผู้คนที่อาศัยอยู่ในละแวกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องแบกรับนี่เอง
    ทำให้พวกเขามิอาจใช้ชีวิตได้อย่างสนิทใจเหมือนเดิม..เหมือนก่อนการก่อสร้าง

  11. แล้วคนที่ต่อต้านนิวเคลียร์มีทางออกให้ประเทศอย่างไรบ้างครับ โรงไฟฟ้าอย่างอื่นก็เห็นต่อต้านทั้งหมด

    จะบังคับให้ลดการใช้ไฟฟ้าอย่างเดียวเลยเหรอ

    ผมว่า นั่นคือ Harder Path เลยล่ะ อุดมคติสุดๆ

    • เมื่อตุลาคมที่ผ่านมา กฟผ. สำรวจความคิดเห็นเบื้องต้นของคนไทยเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
      ผลปรากฏว่า…
      ร้อยละ 64 เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย
      ร้อยละ 32 ไม่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย
      ร้อยละ 24 เห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในชุมชนของตนเอง
      ร้อยละ 66 ไม่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในชุมชนของตนเอง
      ไม่รู้คุณ Dekisugi จัดตัวเองอยู่ในกลุ่มใด :)

      สำหรับเรา เป็นหนึ่งในร้อยละ 32
      เพราะยืนยันชัดเจน ไม่เอานิวเคลียร์ด้วยเหตุผลสำคัญ…

      1. ไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัย
      เทคโนโลยีตอนนี้คงดีกว่าเชอร์โนบิลเยอะ น่าจะพอเชื่อมั่นได้บ้าง
      แต่ไม่ไว้วางใจระบบการก่อสร้า่งที่ “กิน” กันมหาศาลของไทย
      (สนามบินสุวรรณภูมินั่นไง ขนาดเป็นหน้าเป็นตาของประเทศยังเละตั้งแต่เริ่มเปิด)
      และไม่ไว้วางใจความรอบคอบในการทำงานของบุคลากร
      (รถไฟฟ้าใต้ดินยังขับให้ชนกันได้มาแล้ว)

      2. ไม่คิดว่าชุมชนใดสมควรจะต้องเสียสละแบกความเสี่ยงตายเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ
      โรงไฟฟ้านิวเคลียร์สร้างใหม่จะป้อนไฟฟ้าให้ใคร
      ให้นิคมอุตสาหกรรม หรือให้ห้างสรรพสินค้าขนาดเท่ากับหลายสนามฟุตบอล
      ชุมชนโดยรอบไม่ได้ประโยชน์เลย มีแต่เสียกับเสี่ยง
      (ดูอย่างนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดสิ ทำให้ชุมชนผู้เสียสละตายไปไม่รู้กี่ชีวิตแล้ว)
      เพราะเวลามีโครงการเสี่ยงอันตรายแบบเนี้ย
      มันไม่เคยไปตั้งใกล้บ้านคนที่ตัดสินใจอนุมัติโครงการเลย…ผับพ่า

      ทางออกที่เราสนับสนุน ไม่ใช่แค่ลดการใช้ไฟฟ้า
      การจัดการพลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพเป็นหนึ่งหัวใจสำคัญ
      แต่มันยังมีองค์ประกอบอื่นๆ อีก อาทิ

      1 การกระจายศูนย์โรงไฟฟ้า
      แทนที่จะสร้างโรงใหญ่ๆ ความเสี่ยงภัยสุขภาพและมลพิษสิ่งแวดล้อมสูง
      ก็ทำเป็นโรงไฟฟ้าขนาดย่อย กระจายอยู่ตามชุมชนทั่วประเทศ

      2 การเปิดช่องทางให้กับพลังงานสะอาดขนาดเล็กมาก (VSPP) โดยเฉพาะในทางปฏิบัติ
      กฟผ. กระทรวงพลังงาน ไม่จริงจังกับพลังงานสะอาดอย่างที่ควรจะเป็น
      ทำฟาร์มโซลาร์เซลล์หรือกังหันลม ก็หน่อมแน้ม แบบแค่ได้ภาพว่าทำแล้วนะ
      ขณะเดียวกับก็พยายามสร้างมายาคติให้สังคมเชื่อว่า
      ประเทศไทยไม่มีศักยภาพด้านพลังงานลมหรือพลังงานแสงอาทิตย์
      ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ไม่มีความรู้หรือเทคโนโลยีในกา่รผลิต

      มีใครรู้บ้างว่า…ปัจจุบันประเทศไทยผลิตโซลาร์เซลล์ได้เอง
      โดยไม่ต้องพึ่งพาความรู้จากต่างประเทศ
      มันสมองและความสามารถของวิศวกรไทยล้วนๆ
      แถมยังผลิตเพื่อส่งออกไปขายยังสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปซึ่งเป็นตลาดหลัก

      มีใครรู้บ้างว่า…ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ของเอกชน ที่ผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์และเชื่อมต่อเข้าระบบกริดเพื่อขายไฟฟ้าได้แล้ว จำนวน 6 โรง
      วิศวกรที่รับผิดชอบโครงการเหล่านั้นบอกเองเลยว่า…
      ยุ่งยากมากที่สุดก็คือขั้นตอนการยื่นขออนุญาตต่างๆ รอนานเป็นปี
      ทั้งที่ใช้เวลาสร้าง+ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ + เชื่อมต่อระบบ ประมาณ 3-4 เดือนเท่านั้น
      โดยประเมินว่าจะคุ้มทุนภายใน 10 ปี หลังจากนั้นก็กำไร

      เรื่องแบบนี้สังคมไม่ค่อยรู้หรอก เพราะหน่วยงานด้านพลังงานไม่ค่อยประชาสัมพันธ์
      ก่อนนี้เราเคยหลงเชื่อไปกับคำพูดกรอกหูของเค้าเหมือนกัน
      แต่หลังจากไปสัมภาษณ์บริษัทเอกชนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล
      และเลือกลงทุนกับพลังงานสะอาด
      ตั้งแต่ผลิตโซลาร์เซล์ไปจนถึงสร้างโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ของตัวเอง
      ก็ตาสว่างใสแจ๋วขึ้นมาทันที

      บอกตามตรง…ขี้เกียจฟังพวกที่พล่ามว่า ประเทศไทยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากโรงไฟฟ้าถ่านหินกับนิวเคลียร์เต็มทน :(

    • ขอแสดงความเห็นเพิ่มเติมอีกหน่อย
      เรื่องที่บอกว่า…”โรงไฟฟ้าอย่างอื่นก็เห็นต่อต้านทั้งหมด”

      เห็นด้วยว่า โรงไฟฟ้าไม่ว่าจะไปโผล่ที่ไหนก็โดนต่อต้าน
      ล่าสุดก็เห็นชาวบ้านออกมาค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ฉะเชิงเทรา
      แต่คิดว่าสาเหตุของการออกมาต่อต้าน มิใช่คำว่า “โรงไฟฟ้า”
      แต่น่าจะเป็นการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าขนนาดใหญ่แต่ไหนแต่ไรมา
      มิเคยจะสนใจใยดีผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน
      ก่อนสร้างก็สัญญารับปากโง้นงี้
      สร้างเสร็จแล้วอีกเรื่องนึง พอเกิดปัญหา เรียกร้องความเป็นธรรมขึ้นมา
      กว่าจะได้รับการชดเชย ต้องรอไปอีกนานโดยไม่รู้ผลจะออกมาเป็นอย่างไร
      ประสบการณ์แย่ๆ เหล่านี้ทำให้ชาวบ้านขยาดที่จะให้โรงไฟฟ้ามาเฉียดใกล้บ้านตัวเอง

      หรือแม้แต่โรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์
      ที่ลอดช่องโหว่กฎหมายสบายๆ เพราะไม่กำหนดให้ทำ EIA
      ระยะหลังก็โดนต่อต้านเยอะ
      จริงๆ ชีวมวลก็ดีกว่าพวกถ่านหินเพราะปล่อยมลพิษน้อยกว่าเยอะ
      แต่ก็มีปัญหาเรื่องฝุ่น ซึ่งจัดการง่ายกว่า
      อยู่ที่เจ้าของโรงไฟฟ้าชีวมวลนั่นแหละ ว่าจะยอมลงทุนจัดการให้มันดีหรือเปล่า

      ไม่ว่ารัฐหรือเอกชนที่เข้ามาลงทุนโรงไฟฟ้า
      หากไม่จัดการผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้ดี
      ก็ยากจะกู้ความเชื่อมั่นไว้ใจของชุมชนได้
      เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
      โครงการที่มีแนวโน้มสร้างผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
      แทบไม่เคยจริงใจและจริงจังกับประเด็นเหล่านี้
      จะมากู้วิกฤตศรัทธาในชั่วข้ามคืน…เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

      ถามคุณ Dekisugi หน่อยแล้วกัน
      หากมีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลังบ้านคุณ
      คุณจะอ้าแขนรับด้วยความยินดี…อย่างนั้นเลยเหรอ
      (ไม่รู้ว่าคุณจะกลับมาอ่านหน้านี้อีกหรือเปล่า แต่ถ้าแวะมาทิ้งคำตอบไว้หน่อยนะ)

  12. คิ้วหนามาตอบตลอดๆ เลยนิ ขยันดี น่าเอาอย่าง แต่แค่อัพบลอกยังขี้เกียจเลยเรา
    รฟฟ นิวเคลียร์ก็เงียบๆ ไปหน่อย แต่ก็กลับมาใน PDP2010 อีกละ
    ส่วนพลังงานหมุนเวียนก็พอเริ่มๆ โต ก็กะลังโดนบอนไซเสียอีก เพราะทั่นผู้มีอำนาจ “ขอพินาดูก่อนว่ามีความเป็นไปได้อย่างไร” (ในการหาผลประโยชน์จากโครงการ รฟฟ เซลล์แสงอาทิตย์ ที่ตอนนี้โผล่มาเยอะยังกะทุ่งดอกทานตะวัน)

  13. ต่ออีกหน่อยนะ
    จะบอกว่าชอบงานของพี่ชม มีมุมมองดี และเห็นภาพชัดดี
    เสียดาย dekisuki ไม่กลับมา ท่าทางจะได้คุยกัน
    เพราะว่าเห็นด้วยว่า การ “ลดการบริโภค” หรือที่หลายคนเลี่ยงๆ ไปเรียก “การบริโภคอย่างยั่งยืน” เพราะไม่ต้องลดอย่างเดียว แต่ยังบริโภคมากๆ ได้ ถ้าสิ่งที่บริโภคเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือผ่านมาจากระบบ “การผลิตอย่างยั่งยืน” นั่นเอง
    ที่ว่าเห็นด้วยคือ การลด หรือ ถ้าเป็นเมืองไทยยุคนี้ ก็ต้อง ความพอเพียง เป็นเรื่อง ยากกกกก
    แต่ ไม่เห็นด้วยว่า ทำไม่ได้ และคิดว่า ต้องทำ

    ส่วนคุณ T ก็ไม่รู้มาอีกมั๊ย เพราะข้อมูลเรื่อง VSPP มีมากมายครับ

  14. มาแล้วครับ คุณเต้ไปชวนมา

    ถ้าจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่หลังบ้านผม ผมสนับสนุนเต็มที่ครับ

    ของทุกอย่างล้วนมีอันตรายทั้งสิ้น มันขึ้นอยู่กับว่าประโยชน์ของมันคุ้มค่ากับความเสี่ยงรึเปล่า
    ไม่ใช่ว่าถ้ามีอันตรายแม้เพียงเล็กน้อย ต้องห้ามใช้ทันที เพราะถ้าอย่างนั้น เราคงต้องเลิกข้ามถนนไปเลย เพราะการข้ามถนนก็มีความเสียงที่เราจะถูกรถชนตายได้

    ในแต่ละปี มีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นจำนวนที่มากมายมหาศาลมากกว่าจำนวนคนที่เคยเสียชีวิตเพราะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รั่วอย่างเทียบกับไม่ได้เลย

  15. มาแล้วครับคุณเต้

    รู้สึกคำถามผมที่เคยวางไว้ยังไม่ได้คำตอบ “คำถามที่น่าจะถามมากกว่า คือ การที่สมมติว่า การเติบโตของการใช้ไฟของไทยใน 15 ปีข้างหน้า จะเหมือนกับการเติบโตของการใช้ไฟในอดีต 14 ปีที่ผ่านมาหรือไม่”

    คุณเต้ช่วยโพสลิ้งค์ VSPP หน่อยครับ จะได้ตามไปดู

    เรื่องพลังงานสะอาด โซล่าเซล เมืองไทยผลิตได้จริงหรือ? หรือเป็นแค่ผู้ประกอบ ข้อนี้จริงๆผมก็ไม่รู้และไม่เข้าใจลึกซึ้ง จริงๆก็มีผลเพราะมีหุ้นในตลาด 2 ตัวที่ทำโซล่าเซล SET:AKR กับ SET:SOLAR

    แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่แน่ใจว่า การผลิตไฟฟ้าด้วย โซล่าเซล นั้น โดยภาพรวมดีกว่าการผลิตไฟฟ้าประเภทอื่นๆหรือไม่

    เท่าที่เห็นแผนธุรกิจโรงไฟฟ้าโซล่าเซล เป็นการใช้พื้นที่สูงมาก 1 เมกกะวัตต์ ต้องใช้ที่ดิน 4-5 ไร่ และน่าจะเป็นสัดส่วนผันแปรโดยตรงไปเรื่อยๆ เช่น ถ้าจะผลิต 1,000 เมมกะวัตต์ ก็ต้องใช้พื้นที่ 4,000 ไร่ เมื่อเทียบกับ โรงไฟฟ้าแบบอื่น ที่ขนาด 20-50 ไร่ ก็ผลิตไฟได้มากกว่ามาก

    และไม่แน่ใจว่าเคยเห็น โซล่าเซลฟาร์ม หรือไม่ มันคือทะเลกระจกแท้ๆ ไม่มีต้นไม้ ไม่มีอะไรเลย

    อีกอย่างสถานที่ที่ก่อสร้างโซล่าเซลฟาร์ม ในทางปฏิบัติ ก็เป็นการใช้พื้นที่ดิน (ที่ราบ) ที่สามารถนำไปใช้ในทางเกษตรได้ เช่น โครงการของบางจาก ก็ใช้พื้นที่ในจังหวัดอยุธยา เป็นต้น

    ปล.ผมไม่ค่อยชอบคนเสียงดังในสังคมที่แค่ออกมาพูดให้ความคิดเห็น แต่ไม่ใช้ข้อมูล เพราะเรื่องที่พูดนั้นสามารถนำข้อมูลมาเสนอได้ด้วย มันไม่แปลกที่เรื่องที่มีเหตุผล แต่เราอาจจะชอบหรือไม่ชอบ แต่การพูดโดยใช้ความชอบและความเชื่ออย่างเดียวนั้น ไม่มีประโยชน์

    ปล ของ ปล ข้อมูลคือข้อเท็จจริง มีตัวเลขมีการศึกษา ไม่ใช่ข้อมูลหรือหลักฐานแบบที่สังคมในหน้าหนังสือพิมพ์วันนี้ ที่บอกว่ามีข้อมูล เพราะไปสัมภาษณ์ (ความคิดเห็น) บุคคลที่เกี่ยวข้อง และบุคคลนั้นๆให้ข้อมูล (ความคิดเห็น) แล้วก็มีคนหยิบบทนี้ไปใช้แล้วบอกว่าเป็นหลักฐาน

  16. ต่อไปในอนาคต ทางเลือกของแต่ละบ้านคือ ยอมที่จะมีแผ่นโซล่าเซลบนหลังคาบ้านตัวเอง เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในตัวบ้าน หรือ อาคาร โดยบ้านที่ไม่มีต้นทุนซื้อระบบโซล่าเซลล์ ทางรัฐฯ หรือ การไฟฟ้าฯจะออกค่าใช้จ่ายให้ก่อน และผ่อนเอาได้ หรือ เก็บเป็นค่าบริการบวกเสริม

    ปล.ถ้ามีโครงการไฟฟ้านิวเคลียร์มาอยู่ในจังหวัดบ้านเรา เราคงไม่ยอม ผลเสียมากกว่า ผลดีแน่นอน นิวเคลียร์พลังงานโบราณ เก่า รุ่นเดอะ พลังแสงอาทิตย์สิไม่มีวันหมด

    ถ้าเดินทางในประเทศไทยหลายๆ พื้นที่ ยังมีพื้นที่ว่างเปล่าที่ไม่ได้ทำประโยชน์อีกเยอะ

    ลองให้มีคนเสนอให้สร้างโรงผลิตไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ ที่กรุงเทพสิ จะมีคนยอมมั๊ย

  17. แล้วมีพลังงานอะไรบ้างที่มีให้คนไทยใช้พอกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นทุกวันละทุกวันนี่เรายังต้องไปขอซื้อก๊ากธรรมชาติจากพม่าอยู่เลยเขาปิดซ่อมแซมท่อก๊ากไทยเราก็ออกมาประกาศวิกิตพลังแล้วแค่ผลิตในบ้างเมืองก็ไม่พอใช้ทางเลือกมีแต่กลัวนั้นกลัวนี่ กลับไปจุดตะเกียงแบบคนสมัยก่อนนะก็จะดีกว่านะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 477 other followers