My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

ความเป็นไปในขวบปีที่ ๑๕ ของมรดกโลกทางธรรมชาติชื่อ “ทุ่งใหญ่นเรศวร”

3 ความเห็น

๑.

      ด้วยเกิดไม่ทันยุคสมัยที่กลุ่มคนโฉดบุกเข้าไปล่าสัตว์แบบ “ยิงทิ้งยิงขว้าง” แล้วประสบอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่ จ.นครปฐม เรื่องราวของทุ่งใหญ่นเรศวรเมื่อแรกรู้จักจึงเป็นเพียงสิ่งที่เรารับรู้จากคำบอกเล่าเท่านั้น

      กระทั่งมูลนิธิสืบนาคะเสถียรจัดทริปชวนสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อสัมผัสความอุดมสมบูรณ์ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก ในวาระครบรอบ ๑๕ ปีของการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ เราจึงมีโอกาสร่วมเดินทางเข้าไปยังผืนป่าอนุรักษ์ที่ได้ชื่อว่า “เป็นอันดับ ๑” ของเมืองไทย

      …นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราต้องนั่งรถแบบมาราธอนเกือบ ๑๐ ชั่วโมง เพื่อไปกางเต้นท์ค้างแรม ณ หน่วยพิทักษ์ป่าทิคอง ในค่ำคืนแรกของเดือนธันวาคม…

      พื้นที่เกือบ ๑.๔ ล้านไร่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก ตั้งอยู่ใน ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ และ ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เมื่อผนวกรวมเข้ากับป่าอนุรักษ์ของอุทยานแห่งชาติ ๑๑ แห่ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอีก ๖ แห่งที่รายล้อม ก็จะเชื่อมต่อกันเป็น “ผืนป่าตะวันตก” เขตอนุรักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครอบคลุมพื้นที่ ๑๑.๗ ล้านไร่ ใน ๖ จังหวัด อันประกอบด้วย กาญจนบุรี กำแพงเพชร อุทัยธานี นครสวรรค์ สุพรรณบุรี และตาก

      เพียงอาณาบริเวณของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ๓ แห่งเท่านั้น คือ ทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก ทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันออก และห้วยขาแข้ง ที่มีดีกรีความสำคัญในระดับนานาชาติ เพราะได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการมรดกโลกแห่งองค์การยูเนสโก ให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของประเทศไทย ตั้งแต่เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔

      รตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เอ่ยถึงความหลากหลายทางพันธุ์พืชของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตกว่า “เป็นพื้นที่ที่มีเกือบครบทุกประเภทของป่าที่พบในประเทศไทย ขาดเพียงป่าชายหาดและป่าชายเลนเท่านั้น เพราะที่นี่ไม่ติดทะเล”

      เช่นเดียวกับความชุกชุมของสัตว์ป่าที่ เอิบ เชิงสะอาด หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก บอกเล่าว่า “ทุ่งใหญ่นเรศวร” น่าจะเป็นบริเวณที่พบกระทิงมากที่สุดในประเทศไทย เพราะสภาพพื้นที่เหมาะสม เป็นทุ่งที่มีต้นไม้โล่งๆ ขึ้นห่างๆ กัน ด้านล่างเป็นหญ้า

     ไม่ใช่แค่กระทิง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้ยังเป็นบ้านหลังใหญ่ของสัตว์ป่าอีกหลายชนิด อาทิ สมเสร็จ เก้งหม้อ เลียงผา วัวแดง ช้าง ฯลฯ รวมทั้งนักล่าอย่างเสือโคร่ง

      อากาศยามเช้าของวันที่ ๒ ธันวาคม เย็นเยียบและสดชื่นอย่างที่หาไม่ได้ในกรุงเทพฯ เมื่อรองท้องกันด้วยข้าวต้มร้อนๆ ทุกคนก็พร้อมที่จะออกสำรวจรอยตีนสัตว์ป่าตามโปรแกรมที่วางไว้

      เริ่มต้นด้วยโป่งลุงหนมซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหน่วยพิทักษ์ป่าทิคองเท่าไรนัก เรานั่งขโยกขเยกบนรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อของกรมอุทยานฯ ที่มุ่งหน้าไปทางน้ำโจนโดยมีสีเขียวของป่าเบญจพรรณโอบล้อมไปตลอดสองข้างทาง

      ยังไม่ทันถึงจุดหมายแรกก็ต้องตื่นเต้นกับรอยตีนที่เสือโคร่งประทับไว้บนพื้นถนน ดินที่บุ๋มลงไปเป็นรอยลึกประมาณ ๑-๒ เซนติเมตรปรากฎเป็นภาพชัดของอุ้งเท้าและนิ้วทั้ง ๔ นิ้ว

      ใกล้ๆ กันมีรอยตีนของสมเสร็จ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าตกเป็นเหยื่อโอชะของนักล่าไปแล้วหรือยัง

      เมื่อถึงโป่งลุงหนม ร่องรอยของสัตว์ป่าจำนวนมากที่เข้ามาหากินเพิ่มความตื่นเต้นขึ้นเป็นทวีคูณ ผิวหน้าดินขรุขระเป็นหลุมขนาดกำปั้นกระจายทั่วบริเวณเพราะถูกเหยียบย่ำนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อสังเกตให้ดีจะพบว่า หลุมที่ลึกลงไปนั้นคือรอยตีนที่กระทิงฝากไว้

      ที่จุดนี้เรายังพบมูลของกระทิงและมูลของเม่นอีกด้วย

      ไม่ห่างจากโป่งลุงหนมมีการติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพเสือ (Camera Trap) 2 ตัวที่ต้นไม้ฝั่งซ้ายและขวาของถนน เป็นกล้องดิจิตอลในกล่องเหล็กแข็งแรงที่ติดอยู่กับโคนต้นไม้ในระดับสูงจากพื้นดินประมาณหัวเข่า ซึ่งจะบันทึกภาพโดยอัตโนมัติเมื่อมีเสือเดินผ่าน

      …นี่คือส่วนหนึ่งของการสำรวจประชากรเสือโคร่งที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ ด้านตะวันตก…

      หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับโครงการศึกษาประชากรและนิเวศวิทยาของเสือโคร่งในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จนได้ผลออกมาว่า ในพื้นที่อนุรักษ์ห้วยขาแข้งพบเสือประมาณ ๗๐-๙๐ ตัว คิดเป็นสัดส่วนเสือ ๒.๖ ตัวต่อพื้นที่ ๑๐๐ ตารางกิโลเมตร

      ศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำก็ย้ายอุปกรณ์และเครื่องมือมาสำรวจต่อที่นี่ โดยกล้องดักถ่ายภาพเสือทั้ง ๓๐ ตัวจะถูกติดตั้งใน ๑๕ จุดบริเวณรอบๆ หน่วยพิทักษ์ป่าทิคองที่พบว่าเป็นทางเดินของเสือ เมื่อครบกำหนด ๑๕ วัน จึงจะย้ายไปติดตั้งบริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าเซซาโว่

      เราย้อนกลับมาที่หน่วยพิทักษ์ป่าทิคองอีกครั้งเพื่อตั้งต้นเดินทางลึกเข้าไปในผืนป่าของทุ่งใหญ่นเรศวร โดยมีหน่วยพิทักษ์ป่ามหาราช (ชื่อเดิมคือหน่วยพิทักษ์ป่าซ่งไท้) เป็นจุดพักสำหรับมื้อกลางวัน

      ระหว่างทางขบวนรถของพวกเราต้องหยุดจอดเป็นระยะๆ เพื่อลงมาดูรอยตีนเสือบนถนน รอยหนึ่งที่ใหญ่มากๆ มีขนาด ๘ คูณ ๑๑ เซนติเมตรปรากฏชัดอยู่กลางถนน

 124-11.jpg

      และสิ่งที่มีโอกาสเห็นแค่ครั้งเดียวตลอดการเดินทางคือ “กองมูลเสือ” ซึ่งเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าบอกว่า เจ้าของมูลกองนี้เป็นเสือตัวโตเลยทีเดียว

      เพราะร่องรอยที่ถ่ายทิ้งไว้กว้าง ๕๓ เซนติเมตรและยาวถึง ๗๐ เซนติเมตร !!!

124-2.jpg

ตีพิมพ์ครั้งแรกในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์
ฉบับวันศุกร์ที่ ๑๕- วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ ธันวาคม ๔๙

๒.

      ช่วงบ่ายที่แดดแรงจนเหงื่อซึม เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่านำทางพวกเราลัดเลาะฝ่าดงหนามเข้าไปยังโป่งต้นไทร โป่งแห่งนี้มีลักษณะแตกต่างจากโป่งลุงหนมที่เห็นในช่วงเช้า เพราะนี่คือโป่งน้ำซับซึ่งมีน้ำซึมขึ้นมาจากข้างล่าง

      กระทิง เก้ง กวาง และสมเสร็จพากันเข้ามากินทั้งดินและน้ำในโป่งต้นไทร พวกมันทิ้งรอยตีนมากมายบนพื้นดินไว้ให้ดูต่างหน้า

125-1.jpg

      จากโป่งต้นไทรพาหนะของเราต้องแล่นผ่านเส้นทางหฤโหด ทั้งค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นถนนที่สูงชันและเต็มไปด้วยหินก้อนใหญ่ๆ เร่งเครื่องผ่านแอ่งดินนุ่มจนโคลนกระจาย และแล่นข้ามลำธารบริเวณห้วยดงวี่ ฯลฯ

      มือทั้งสองข้างต้องหาที่ยึดเกาะให้มั่น ไม่เช่นนั้นจะอาจหล่นลงไปนอนจุกอยู่ข้างทางโดยไม่รู้ตัว

      ประมาณ ๕ โมงเย็น เราขึ้นมายืนอยู่บนยอดเขาอันเป็นที่ตั้งของสถานีวิทยุสื่อสารแม่ข่ายทุ่งใหญ่ “เขาพระฤๅษี” จากมุมนี้สามารถเห็นระบบนิเวศแบบป่าทุ่ง-ทุ่งหญ้า ซึ่งมีลักษณะเฉพาะและพบได้เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย

      …แดดยามเย็นส่องทั่ว “ทุ่งใหญ่นเรศวร” สะท้อนเป็นสีเหลืองทองอย่างสวยงาม…

      ในแผนที่ดาวเทียม ระบบนิเวศทุ่งหญ้าจะปรากฏเป็นสีเขียวอมฟ้าไม่ต่างจากพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่รอบนอกผืนป่า บางคนที่ไม่มีความรู้ ไม่เข้าใจลักษณะของระบบนิเวศทุ่งหญ้า เมื่อมองจากมุมสูงจะบอกว่า “นี่คือป่าเสื่อมโทรม”

      ทั้งๆ ที่ความจริง ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สลับเนินเขาซึ่งตั้งอยู่กลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตกคือหัวใจสำคัญของพื้นที่อนุรักษ์แห่งนี้

125-2.jpg

      รตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร อธิบายว่า พื้นที่ตรงนี้ปรากฏเป็นระบบนิเวศทุ่งหญ้าเพราะดินตื้น ด้านล่างเป็นแผ่นหินหรือหินปูน ต้นไม้ใหญ่ไม่สามารถหยั่งรากลงได้ จึงมีเพียงต้นปรงและต้นเป้งเป็นพรรณไม้เด่นที่ขึ้นอยู่ห่างๆ แทรกขึ้นมาเหนือพรมของทุ่งหญ้า

      เมื่อผ่านพ้นฤดูกาลของไฟป่า หญ้าระบัดใบใหม่คือแม่เหล็กชั้นดีที่ดึงดูดให้สัตว์เท้ากีบกินพืช เช่น กระทิง เก้ง กวาง ลงมาทะเล็มอย่างสำราญใจ

      ในขณะเดียวกันก็ทำให้เสือตามลงมาล่าเหยื่อ “ทุ่งใหญ่นเรศวร” จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ขาดไม่ได้ของชีวิตสัตว์ป่า และช่วยให้ห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศร้อยเรียงได้อย่างครบสมบูรณ์

      แม้ว่าการเดินทางจากก้าวแรกจนมาถึงขวบปีที่ ๑๕ ของตราประทับที่ยกย่องให้เป็นมรดกโลก ป่าสีเขียวแห่งนี้จะยังคงความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์และสัตว์ป่าไว้ได้มาก

      แต่เส้นทางของการดูแลรักษาและปกป้องผืนป่าก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกไม้ เพราะยังต้องเผชิญกับปัจจัยคุกคามระดับนโยบายที่สวนกระแสเข้ามาเป็นระยะๆ

      ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันให้ตัดถนนผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรไปยัง อ.อุ้มผาง จ.ตาก หรือความพยายามที่จะฟื้นชีพเหมืองแร่ที่ตั้งอยู่ติดชายแดนพม่า ซึ่งต้องใช้รถบรรทุกขนแร่แล่นบนถนนดินสายเล็กๆ ที่ตัดผ่านใจกลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก เป็นระยะทางกว่า ๙๐ กิโลเมตรออกมานอกพื้นที่อนุรักษ์

      ส่วนปัจจัยคุกคามสามัญที่เกิดขึ้นกับเขตอนุรักษ์อื่นๆ ก็แผลงฤทธิ์ในพื้นที่คุ้มครองระดับพิเศษด้วยเช่นกัน

      คำบอกเล่าของ เอิบ เชิงสะอาด หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก ทำให้เรารู้ว่า การลักลอบล่าสัตว์ป่าและแปรรูปไม้ยังไม่หมดไปจากทุ่งใหญ่นเรศวร เมื่อไม่นานมานี้ก็เกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับกลุ่มผู้ลักลอบล่าสัตว์ป่าที่บริเวณทุ่งฤๅษี ส่วนขบวนการแปรรูปไม้มักเกิดขึ้นใกล้ๆ กับด่านเจดีย์สามองค์ หน่วยพิทักษ์ป่าตะเคียนทอง

      แต่เนื่องจากกำลังเจ้าหน้าที่มีน้อย จึงต้องแก้ปัญหาด้วยการทำรายงานขอกำลังสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถตรวจดูแลพื้นที่เสี่ยงต่อการกระทำผิดได้อย่างเข้มข้นขึ้น

      คารานวานออฟโรดที่แห่เข้ามากันมากๆ ก็ส่งผลกระทบสัตว์ป่าด้วยเช่นกัน แม้กรมอุทยานฯ จะออกประกาศตั้งแต่ปี ๔๗ ให้ปิดเส้นทางการท่องเที่ยวในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก ระหว่างวันที่ ๑ มิถุนายนถึง ๓๐ พฤศจิกายน เพื่อให้ป่าได้ฟื้นฟูตัวเองในเทศกาลแห่งสายฝน

      แต่นับจากนี้เส้นทางที่รองรับการทดสอบสมรรถนะเจ้ารถล้อโตจะหดสั้นลงกว่าเดิม ด้วยเหตุผลของงานสำรวจประชากรเสือ ซึ่งจำเป็นต้องตั้งกล้องดักถ่ายภาพเสือบนถนนด้วยเช่นกัน

      เอิบ ชี้แจงว่า…

      “เมื่อก่อนออฟโรดสามารถขับวนได้รอบเขตฯ เข้าทางหน่วยพิทักษ์ป่าทินวยไปออกทางหน่วยพิทักษ์ป่าสะเนพ่อง รวมระยะทางกว่า ๒๐๐ กิโลเมตร

      แต่ปีนี้เราเริ่มสำรวจประชากรเสือจึงต้องปิดถนนบางส่วน ยอมให้ออฟโรดแล่นได้เพียง ๓ เส้นทาง คือ จากหน่วยพิทักษ์ป่าสะเนพ่องไปยังหน่วยพิทักษ์ป่าเกาะสะเดิ่ง ระยะทาง ๑๕ กิโลเมตร จากหน่วยพิทักษ์ป่าทินวยไปยังหน่วยพิทักษ์ป่ามหาราช ระยะทาง ๓๐ กิโลเมตร และจากหน่วยพิทักษ์ป่าตะเคียนทองไปยังหน่วยพิทักษ์ป่าสาละวะ ระยะทาง ๑๒ กิโลเมตร

      และเพิ่มมาตรการควบคุมจำนวนรถออฟโรดโดยอนุญาตให้เข้ามาในเขตฯ ได้ไม่เกิน ๑๕ คันต่อวันและพักค้างแรมได้แค่ ๒ คืน ๓ วันเท่านั้น”

      ตอนสายๆ ของวันที่ ๓ ธันวาคม รถขับเคลื่อนสี่ล้อของกรมอุทยานฯ พาเราออกจากหน่วยพิทักษ์ป่ามหาราช การดื่มด่ำธรรมชาติสีเขียวสิ้นสุดลง ได้เวลาหวนคืนสู่ความวุ่นวายในกรุงเทพฯ

      เราทิ้งป่าสมบูรณ์ผืนใหญ่ไว้เบื้องหลังแล้วย้อนกลับมาบนเส้นทางเดิม โดยมีขบวนรถโฟร์วีลทยอยแล่นสวนทางเข้าไปมากกว่า ๑๐ คัน
      …และไม่รู้อีกจำนวนเท่าไหร่ที่กำลังจะแล่นตามเข้าไปรบกวนวิถีชีวิตของสัตว์ป่า เพราะยังเหลือเวลาตั้งเกือบ ๖ เดือนกว่าจะถึงการปิดเส้นทางการท่องเที่ยวครั้งต่อไป…

ตีพิมพ์ครั้งแรกในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์
ฉบับวันศุกร์ที่ ๒๒- วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ ธันวาคม ๔๙

Advertisements

3 thoughts on “ความเป็นไปในขวบปีที่ ๑๕ ของมรดกโลกทางธรรมชาติชื่อ “ทุ่งใหญ่นเรศวร”

  1. ขอยกย่องในภาระกิจของท่าน ขอคารวะด้วยใจจริง จากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี หากสิ่งใดที่ทางคณะบริหารธุรกิจ คลองหกจะช่วยสนับสนุนท่านใด้ขอให้ติดต่อได้ที่ chanongkornkun@yahoo.com

  2. อยากทำงานอย่างนี้จังเลยครับอยากทราบว่าต้องใช่วุฒอะไรในการสมัครอะงับผมพึ่งจบ ม.6มะอะคับ

  3. ถึงน้อง one
    ที่บอกว่า “อยากทำงานอย่างนี้จังเลย” เนี่ย หมายถึงงานแบบไหน
    ถ้าต้องการเป็นสื่อที่นำเสนอเรื่องราวด้านสิ่งแวดล้อมผ่านทางงานเขียนอย่างที่เราทำ
    ก็ควรจะไปเรียนเพิ่มเติมด้านนิเทศศาสตร์หรือสื่อสารมวลชนให้จบระดับปริญญาตรีเสียก่อน

    แต่ถ้าหมายถึงงานอนุรักษ์แบบลงที่ต้องลงไปคลุกคลีอยู่ในพื้นที่
    วุฒิ ม. 6 อาจจะพอใช้ได้ ลองติดต่อไปที่มูลนิธิสืบฯ นะ..เอาใจช่วยให้ได้ทำงานในแบบที่ตั้งใจไว้แล้วกัน