My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

คุณรู้จัก “ตูวาลู” หรือไม่…มันกำลังจะหายไปจากแผนที่โลก

12 ความเห็น

tuvalu

ตูวาลู (Tuvalu) เป็นประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก
ถ้าเล็งจากแผนที่โลกจะเห็นว่า…
มันอยู่กึ่งกลางระหว่างประเทศออสเตรเลียกับมลรัฐฮาวาย
ถ้าใช้ google earth ซูมเข้ามามองมุมสูงแบบใกล้ๆ จะเห็นว่า…
เกาะทั้ง ๘ เกาะของตูวาลูมีลักษณะเป็นวงแหวนหรือคล้ายพระจันทร์เสี้ยว
ที่เป็นเช่นนี้เพราะทุกเกาะก่อเกิดขึ้นมาจากหินปะการัง หรือ Coral Atoll

ลักษณะเด่นของเกาะที่เกิดจากหินปะการัง คือ
เป็นเกาะแคบโค้งขนาดเล็กโผล่พ้นน้ำทะเลเพียงเล็กน้อย
ประเทศตูวาลูจึงมีพื้นที่เพียง ๒๖ ตารางกิโลเมตร
และจุดสูงที่สุดอยู่เหนือระดับน้ำทะเลแค่ ๔.๕ เมตรเท่านั้น !!!

ปัจจัยทางกายภาพดังกล่าวส่งผลให้ที่นี่ติดอันดับต้นๆ ของดินแดนที่มีระดับต่ำที่สุดในโลก
และสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการจมทะเลในยุคสมัยที่ผู้ร้ายชื่อ “โลกร้อน” กำลังแผลงฤทธิ์

ย้อนกลับไปเมื่อ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๐
อดีตนายกรัฐมนตรีของตูวาลู Bikenibeu Paeniu ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์
ในการประชุมร่างอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งจัดขึ้นที่เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น
เขาถ่ายทอดประสบการณ์เลวร้ายของชาวตูวาลู
ในการเผชิญหน้ากับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ลมกรรโชก พายุไซโคลนรุนแรง
อุทกภัย และการกัดเซาะชายฝั่งให้นานาประเทศรับรู้

Paeniu อธิบายว่า ประชาชนกว่า ๑๒,๐๐๐ คนของเขาได้รับผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนในระดับรุนแรงจนไม่สามารถจะทนทานได้อีกต่อไปแล้ว
พื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนเสียหายเกือบทั้งหมด
สุขภาพและความเป็นอยู่ของชาวตูวาลูจึงพลอยย่ำแย่ลงไปด้วย

เมื่อบรรดานักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องโลกร้อนคาดการณ์ว่า…
ประเทศตูวาลูจะโดนน้ำทะเลกลืนหายไปในอีก ๕๐ ปีข้างหน้า
ผู้นำตูวาลูไม่อาจนอนใจได้ว่า คนทั่วโลกจะสามารถช่วยกันหยุดยั้งการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกได้ทันเวลา
จึงร้องขอความอนุเคราะห์ไปยังประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๓
ให้ช่วยรับชาวตูวาลูเข้าประเทศ หากระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นจนเข้าขั้นวิกฤต
ในขณะที่รัฐบาลออสเตรเลียปิดประตูใส่หน้าชาวเกาะกลางทะเลด้วยการปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือ
รัฐบาลนิวซีแลนด์กลับยินดีต้อนรับชาวตูวาลูด้วยการจัดตั้งโครงการผู้อพยพขึ้น ภายใต้ชื่อ “Pacific Access Category” ในปี ๔๔

ทั้งนี้ รายงานภัยพิบัติโลกประจำปี ๔๔ ของสภากาชาดสากล ระบุว่า
ภัยพิบัติทางธรรมชาติเบียดแซงภัยจากการสงครามขึ้นมาเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผู้คนต้องตัดสินใจทิ้งบ้าน
เพื่อย้ายไปอยู่ในบริเวณที่ยังไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กันยายน ๔๕ ผู้นำตูวาลูคนใหม่ Tomasi Puapua ประกาศก้องในเวทีขององค์การสหประชาชาติ
“การให้ความช่วยเหลือชาวตูวาลูในฐานะผู้ลี้ภัยทางสิ่งแวดล้อม (Environmental refugee หรือ Climate refugee)
ไม่ใช่ทางออกเพื่อการแก้ปัญหาในระยะยาว
พวกเราต้องการให้แผ่นดินและความเป็นชาติของตูวาลูคงอยู่ต่อไป
ไม่ใช่จมทะเลเพราะผลพวงจากความโลภและการบริโภคทรัพยากรแบบตะกละตะกรามของเหล่าประเทศอุตสาหกรรม
เพื่อที่เด็กๆ ของเราจะได้เติบโตขึ้นมาในวิถีทางเดียวกับพวกเรา
บนแผ่นดินของตนเองและท่ามกลางวัฒนธรรมของตนเอง”

แต่เจตนารมณ์ของ Puapua ยังเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อม
เพราะถึงขณะนี้ พลเมืองของเขาทยอยเดินทางออกประเทศไปแล้วมากกว่า ๓,๐๐๐ คน
ชาวตูวาลูจึงเป็น “ผู้ลี้ภัยทางสิ่งแวดล้อม” กลุ่มแรกๆ ของโลกที่อพยพจากบ้านเกิดแบบไม่หวนกลับ
โดยมีระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทุกปีเป็นปัจจัยบีบบังคับ

ที่น่าเห็นใจกว่าการไม่มีแผ่นดินอยู่หรือไม่มีชาติเป็นของตนเอง ก็คือ
ผลของการวิจัยที่สรุปออกมาว่า…
ชาวเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นกลุ่มคนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ต้นตอของสภาวะโลกร้อน) น้อยที่สุดในโลก
คิดเป็น ๐.๐๖ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด
พวกเขามีส่วนร่วมในการสร้างผู้ร้ายที่ชื่อ “โลกร้อน” เพียงเศษเสี้ยว
แต่กลับต้องมารับผลกรรมไปเต็มๆ
ขณะที่ยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกายังสำราญใจกับการใช้พลังงาน
โดยไม่สนใจที่จะควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแม้แต่น้อย

คุณเเปิดไฟทิ้งไว้
คุณเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยไม่ได้เปิดใช้งาน
คุณขับรถส่วนตัวโดยไม่สนใจการจราจรที่ติดขัดบนท้องถนน
คุณเดินทางด้วยเครื่องบินเป็นประจำ
คุณหิ้วถุงพลาสติกใบใหม่เข้าบ้านทุกวัน
คุณทิ้งทุกอย่างลงถังขยะ แทนที่จะแยกขวดพลาสติก แก้ว กระดาษขายให้คนรับซื้อของเก่า

หากคุณมีพฤติกรรมที่ว่ามาแม้เพียง ๑ ข้อ ก็ยอมรับความจริงเถอะว่า…
คุณเองมีส่วนร่วมในการสร้าง “ผู้ร้าย” นายนี้ขึ้นมาเหมือนกัน
พึงระลึกไว้ว่ากรุงเทพฯ อยู่ในกลุ่มเสี่ยงด้วย เช่นเดียวกับเนเธอร์แลนด์ จาการ์ตา บอมเบย์ มะนิลา และเวนิส
เพียงแต่เราโชคดีกว่าประเทศตูวาลูอยู่นิดหน่อย ตรงที่ท้องทะเลยังกลืนกินมาไม่ถึงแผ่นดินบ้านเรา

กระนั้นก็ไม่ควรเย็นใจ เพราะการใช้ชีวิตที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากๆ
ย่อมเพิ่มพลังให้ผู้ร้าย “โลกร้อน” แผลงฤทธิ์ได้มากและเร็วขึ้น
…หรือคุณอยากตามรอยเส้นทางที่ประเทศตูวาลูกำลังจะเดินนำไป…

ดัดแปลงจากที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์
ฉบับวันศุกร์ที่ ๘ – พฤหัสบดีที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๙

Advertisements

12 thoughts on “คุณรู้จัก “ตูวาลู” หรือไม่…มันกำลังจะหายไปจากแผนที่โลก

  1. ทำไมไม่มีคน comment เลย
    แค่หายใจไปวัน ๆ เนี่ย
    ก็สร้างความเดือดร้อนใ้ห้คนอื่นมากมายเหมือนกันเนอะ

  2. ไม่รู้จะคอมเมนต์อะไร
    รู้แต่ว่านี่เป็นความรู้ใหม่ที่ไม่เคยรู้

  3. สงสารอ่ะ ไม่อพยพมาประเทศไทยบ้างเหรอ เหอๆ

    แต่ก็นะ รณรงค์กัน ไม่นานเดี๋ยวก็เลิก

    เราว่ามันเหมือนเป็นช่วงๆอ่ะ ไม่ค่อยจริงจัง

    เป็นพักๆ แล้วก็หายไป เห็ฯได้เลยว่ามีช่วงนึง

    ที่รายการไหนๆก็พูดว่าหยุดโลกร้อนเหอะ แนวๆนี้

    แล้วตอนนี้ เป็นไง หายเงียบ อาจจะมีบ้าง แต่ก็เงียบๆ

    ไม่ได้รณรงค์กันจริงๆจังๆ สักเท่าไร

  4. …………………………
    ……………………อาไรวา
    ….[~-~]

  5. นักดาราศาสตร์พบโครงสร้างประหลาดคล้ายหางของดาวหางรอบดาวฤกษ์โด่งดังดวงหนึ่ง

    ภาพไมร่าในระยะประมาณ 3 ปีแสงจากดาวและโครงสร้างต่างๆ รอบไมร่า:

    นักดาราศาสตร์ที่ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศของนาซ่า Galaxy Evolution Explorer หรือ GALEX ได้พบโครงสร้างยาวที่คล้ายหางของดาวหางเบื้องหลังดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง ดาวดวงนั้นมีชื่อว่า ไมร่า เป็นคำภาษาละติน แปลว่า มหัศจรรย์ เป็นวัตถุที่เป็นที่นิยมของนักดาราศาสตร์ตั้งแต่เมื่อ 400 ปีก่อน แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นหางอย่างนี้

    GALEX ได้สำรวจดาวฤกษ์ดวงนี้ในระหว่างการสำรวจท้องฟ้าทั้งหมดในช่วงแสงอุลตราไวโอเลต จากนั้นนักดาราศาสตร์ก็สังเกตเห็นสิ่งที่ดูคล้ายดาวหางดวงหนึ่งที่มีหางยาวมากๆ ในความเป็นจริงแล้ว สสารที่ถูกผลักออกจากไมร่าก่อตัวเป็นรอยทางที่ยาว 13 ปีแสงหรือมากกว่าระยะทางเฉลี่ยจากพลูโตถึงดวงอาทิตย์ประมาณ 2 หมื่นเท่า ไม่เคยพบเห็นโครงสร้างอย่างนี้รอบดาวฤกษ์ดวงใดๆ มาก่อน

    Christopher Martin จากแคลเทค กล่าวว่า ผมตกใจเมื่อเห็นหางที่ไม่คาดว่าจะมีอยู่เบื้องหลังดาวที่เป็นที่รู้จักกันดีดวงนี้ มันน่าพิศวงที่หางของไมร่าพาดผ่านพื้นที่ขนาดใหญ่ในลักษณะเหมือนกับไอพ่นจากเครื่องบินเจทหรือระลอกคลื่นจากเรือเร็ว Martin เป็นหัวหน้าโครงการ GALEX และเป็นผู้เขียนนำรายงานที่เผยแพร่การค้นพบนี้ใน Nature ฉบับวันที่ 16 สิงหาคม

    นักดาราศาสตร์บอกว่าหางของไมร่าให้โอกาสพิเศษในการศึกษาว่าดาวอย่างดวงอาทิตย์ของเราตายและส่งวัสดุสารให้กับระบบสุริยะใหม่ๆ อย่างไร ไมร่าเป็นดาวฤกษ์เก่าแก่มากกว่าที่เรียกว่า ดาวยักษ์แดง ซึ่งกำลังสูญเสียมวลสารจากพื้นผิวจำนวนมหาศาล เมื่อไมร่าเดินทางไป หางของมันก็จะทิ้งคาร์บอน, ออกซิเจน และธาตุสำคัญอื่นๆ ซึ่งจำเป็นต่อการก่อตัวดาวฤกษ์, ดาวเคราะห์และแม้แต่ชีวิตใหม่ๆ วัสดุสารในหางซึ่งเห็นได้เป็นครั้งแรกนี้ถูกปล่อยออกมาเมื่อ 3 หมื่นปีก่อน

    Martin กล่าวว่า ถ้ามนุษย์นีแอนเดอธัลมีตาที่เห็นยูวีและสามารถมองทะลุชั้นบรรยากาศได้ เขาก็จะเห็นช่วงเริ่มก่อตัวหางนั้น นักวิจัยคิดว่าหางของไมร่าอาจจะเคยยาวมากกว่านี้ มันอาจจะเป็นไปได้ว่าหางนั้นค่อยๆ จางไปตามเวลาและเราก็แค่ไม่เห็นมันเพราะว่ามันอยู่เกินระดับความไวของ(เครื่องมือ) เรา หรือไม่ ดาวก็อาจจะเคลื่อนที่ไปในบริเวณอวกาศที่มีสสารระหว่างดวงดาวหนาแน่นมากกว่าและทำให้หางนี้กลืนหายไป

    Mark Seibert จากหอสังเกตการณ์ของสถาบันคาร์เนกี้แห่งวอชิงตัน ในพาซาดีน่า ผู้เขียนร่วมรายงาน กล่าวว่า นี่เป็นปรากฏการณ์ประหลาดสำหรับเราโดยแท้ และเราก็ยังอยู่ในขั้นตอนที่จะเข้าใจฟิสิกส์ที่เกี่ยวข้องกับมัน เราหวังว่าจะสามารถอ่านหางของไมร่าได้เหมือนแผ่นสติกเกอร์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับชีวิตของมัน

    เมื่อหลายพันล้านปีก่อน ไมร่าก็เหมือนดวงอาทิตย์ของเรา เมื่อเวลาผ่านไป มันก็เริ่มพองตัวออกกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า ดาวยักษ์แดงแปรแสง(variable red giant) ซึ่งเป็นดาวที่บวมพองเป็นจังหวะจากมืดจนสว่างเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่าในช่วงเวลา 330 วัน ไมร่าจะยังคงทิ้งวัสดุสารที่ยังเหลืออยู่ออกสู่อวกาศ ก่อตัวเป็นเปลือกก๊าซที่เรียกว่า เนบิวลาดาวเคราะห์ เนบิวลาประเภทนี้จะจางแสงไปตามเวลา เหลือไว้แต่แกนกลางที่มอดของดาวฤกษ์ดั่งเดิมที่จะเรียกว่า ดาวแคระขาว

    เมื่อเปรียบเทียบกับดาวยักษ์แดงอื่นๆ ไมร่ากำลังเดินทางด้วยความเร็วที่สูงมากอันเนื่องมาจากการเร่งความเร็วผ่านแรงโน้มถ่วงจากดาวดวงอื่นที่ผ่านเข้ามาใกล้ ขณะนี้มันพุ่งผ่านอวกาศด้วยความเร็ว 130 กิโลเมตรต่อวินาที ที่วิ่งตามไมร่ามาด้วยก็คือดาวข้างเคียงขนาดเล็กดวงหนึ่งที่อาจเป็นดาวแคระขาวหรือไม่ก็ดาวฤกษ์อย่างดวงอาทิตย์แต่มีขนาดเล็กกว่า ดาวคู่นี้ซึ่งมักเรียกกันว่าไมร่า เอ(Mira A คือดาวยักษ์แดง) และ ไมร่า บี(Mira B คือดาวแคระขาว) จะโคจรไปรอบกันและกันอย่างช้าๆ เมื่อพวกมันเดินทางไปด้วยกันทั่วกลุ่มดาววาฬ(Cetus) ด้วยระยะห่างจากกันประมาณ 90 AU และอยู่ไกลจากโลก 350 ปีแสง

    นอกจากจะพบหางของไมร่าแล้ว GALEX ยังพบแนวกระแทกรูปโบว์(bow shock) ซึ่งเป็นแนวก๊าซร้อนหน้าดาวฤกษ์ และกระแสธารวัสดุสารที่ไหลออกจากหน้าและหลังดาวฤกษ์ นักดาราศาสตร์คิดว่าก๊าซร้อนในแนวกระแทกรูปโบว์กำลังอุ่นก๊าซที่เป่าออกจากดาว ทำให้มันเรืองแสงอุลตราไวโอเลต จากนั้นวัสดุสารที่เรืองขึ้นจะหมุนรอบไปรอบๆ อยู่ด้านหลังของดาว เหมือนคลื่นปั่นป่วนรูปร่างคล้ายหางขึ้น กระบวนการนี้คล้ายคลึงกับการที่เรือเร็วทิ้งระลอกคลื่น หรือรถไฟไอน้ำสร้างควันไว้

    Barry F. Modore นักดาราศาสตร์วิจัยอาวุโสที่หอสังเกตการณ์คาร์เนกี้ กล่าวว่า GALEX มีความไวต่อยูวีที่สูงมากและมันก็มีมุมมองที่กว้างที่จะสำรวจท้องฟ้าเพื่อหากิจกรรมยูวีที่ไม่เคยพบมาก่อนหน้านี้เลย ความจริงที่ว่าหางของไมร่าเรืองแต่เฉพาะในช่วงยูวีอาจจะอธิบายว่าเพราะเหตุใดกล้องโทรทรรศน์อื่นๆ จึงไม่พบมันได้ Seibert กล่าวว่า เราไม่เคยจะทำนายระลอกความปั่นป่วนเบื้องหลังดาวฤกษ์ที่เรืองแต่เฉพาะในช่วงยูวีเลย ปฏิบัติการการสำรวจอย่าง GALEX สร้างเรื่องอัศจรรย์ใจได้หลายอย่าง

  6. อ่านๆๆๆความรู้…(_~_)zzZZห้ามหลับนะ

  7. ดาวหางลีเนียร์ (C/2002 T7 LINEAR)

    ดาวหางลีเนียร์ถูกค้นพบด้วยกล้องโทรทรรศน์ในโครงการลีเนียร์ (Lincoln Laboratory Near Earth Asteroid Research) เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2545 มีวงโคจรเป็นรูปไฮเพอร์โบลา (ภาคตัดกรวยชนิดหนึ่ง คล้ายวงรีที่มีความรีมากๆ) ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาดาวหางส่องสว่างด้วยโชติมาตร 6.5 (เกือบจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า) หลังจากนั้นจนถึงปัจจุบัน ดาวหางลีเนียร์มีตำแหน่งอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์จึงถูกบดบังโดยแสงสว่างจ้าของดวงอาทิตย์ แต่คาดว่าความสว่างของมันจะเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ
    จากข้อมูลวงโคจรของดาวหาง คาดว่าคนในประเทศไทยจะมีโอกาสมองเห็นดาวหางลีเนียร์ทางทิศตะวันออกในเวลาเช้ามืด ในช่วงตั้งแต่หลังเทศกาลสงกรานต์ ดาวหางลีเนียร์จะมีตำแหน่งอยู่ไม่สูงจากขอบฟ้ามากนัก ขณะเริ่มมองเห็นได้ในราวกลางเดือนเมษายน อาจมีโชติมาตรประมาณ 4-5 ซึ่งยังมองเห็นได้ยากด้วยตาเปล่า แต่สามารถมองเห็นได้ดีด้วยกล้องสองตาและกล้องโทรทรรศน์ หากรู้ตำแหน่งที่ดาวหางปรากฏ หลังจากนั้นความสว่างจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในวันที่ 23 เมษายน ด้วยระยะห่าง 0.61 หน่วยดาราศาสตร์ (ประมาณ 92 ล้านกิโลเมตร)
    นับจากกลางเดือนเมษายน เราจะเห็นดาวหางดวงนี้ในเวลาเช้ามืดต่อไปทุกวันจนถึงประมาณวันที่ 14 พฤษภาคม (วันนั้นดาวหางจะมีโชติมาตร 2-3) ตลอดระยะเวลาที่เห็นดาวหางลีเนียร์ปรากฏในเวลาเช้ามืดนี้ ดาวหางลีเนียร์จะอยู่สูงจากขอบฟ้าไม่มาก มองเห็นได้ลำบากสำหรับคนในเมืองใหญ่ หรือในสถานที่ๆ ท้องฟ้าด้านตะวันออกไม่เปิดโล่ง และควรส่องดูด้วยกล้องสองตา
    ดาวหางลีเนียร์จะเข้าใกล้โลกที่สุดในวันที่ 19 พฤษภาคม ด้วยระยะห่าง 0.266 หน่วยดาราศาสตร์ (ประมาณ 40 ล้านกิโลเมตร) แต่เป็นเวลาที่ดาวหางมีตำแหน่งใกล้ดวงอาทิตย์จึงมองไม่เห็น จากนั้นดาวหางลีเนียร์จะกลับมาปรากฏทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเวลาหัวค่ำตั้งแต่ประมาณวันที่ 21 พฤษภาคม เป็นต้นไป โดยจะเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วเข้าสู่กลุ่มดาวหมาใหญ่ ผ่านใกล้ดาวซีริอัสในวันที่ 22-23 พฤษภาคม ด้วยระยะห่างประมาณ 4-5o จึงมองเห็นได้พร้อมกันในกล้องสองตา (ดาวหางยังคงส่องสว่างด้วยโชติมาตรประมาณ 3) แล้วเคลื่อนเข้าสู่กลุ่มดาวท้ายเรือและกลุ่มดาวงูไฮดรา วันที่ 1 มิถุนายน ดาวหางจะมีโชติมาตรประมาณ 5 แล้วลดลงไปอยู่ที่ 7 ในวันที่ 10 มิถุนายน ขณะเข้าสู่เขตของกลุ่มดาวเซกซ์แทนต์ กล้องสองตาอาจสามารถติดตามดาวหางลีเนียร์ได้ต่อไปจนถึงกลางเดือนมิถุนายน

    ดาวหางลีเนียร์ (C/2002 T7 LINEAR) ในเวลาเช้ามืด (ทางทิศตะวันออก)
    วันที่ โชติมาตร* เวลาขึ้น มุมเงย
    ณ เวลา 5.00 น. กลุ่มดาว หมายเหตุ
    14 เม.ย. 4.7 4.32 น. 6o ปลา –
    16 เม.ย. 4.6 4.25 น. 8o ปลา –
    17 เม.ย. 4.5 4.21 น. 9o ปลา จันทร์เสี้ยว
    ผ่านมาทางขวามือ
    18 เม.ย. 4.4 4.17 น. 10o ปลา –
    22 เม.ย. 4.2 4.04 น. 13o ปลา เข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด
    ในวันที่ 23 เม.ย.
    26 เม.ย. 4.1 3.53 น. 16o ปลา –
    30 เม.ย. 3.9 3.45 น. 18o ปลา –
    5 พ.ค. 3.6 3.45 น. 18o ปลา ก่อนเช้ามืดวันนี้
    เกิดจันทรุปราคาเต็มดวง
    ทำให้สามารถมองเห็นดาวหาง
    และจันทรุปราคาได้พร้อมกัน
    10 พ.ค. 3.1 4.04 น. 13o ซีตัส –
    12 พ.ค. 3.0 4.22 น. 9o ซีตัส ดาวพุธอยู่ห่างมาทางซ้ายมือ
    13 พ.ค. 2.9 4.35 น. 5o ซีตัส –
    14 พ.ค. 2.7 4.51 น. 2o ซีตัส –

    ดาวหางลีเนียร์ (C/2002 T7 LINEAR) ในเวลาหัวค่ำ (ทางทิศตะวันตก)
    วันที่ โชติมาตร* เวลาตก มุมเงย
    ณ เวลา 19.30 น. กลุ่มดาว หมายเหตุ
    21 พ.ค. 2.8 20.01 น. 6o กระต่ายป่า วันนี้จะเห็นจันทร์เสี้ยว
    ใกล้ดาวศุกร์
    22 พ.ค. 3.0 20.30 น. 13o หมาใหญ่ ใกล้ดาวซีริอัส, ค่ำวันนี้
    ดวงจันทร์ผ่านใกล้ดาวเสาร์
    และดาวอังคาร
    23 พ.ค. 3.2 20.56 น. 18o หมาใหญ่ ใกล้ดาวซีริอัส
    24 พ.ค. 3.4 21.17 น. 23o หมาใหญ่ –
    25 พ.ค. 3.7 21.35 น. 27o ท้ายเรือ ใกล้กระจุกดาวเปิดเอ็ม 46 และเอ็ม 47
    26 พ.ค. 3.9 21.49 น. 30o ท้ายเรือ –
    28 พ.ค. 4.4 22.10 น. 35o งูไฮดรา –
    1 มิ.ย. 5.2 22.31 น. 41o งูไฮดรา –
    5 มิ.ย. 5.9 22.38 น. 43o งูไฮดรา ใกล้ดาวฤกษ์โชติมาตร 2
    9 มิ.ย. 6.6 22.38 น. 43o งูไฮดรา –

    * ประมาณจากความสว่างของดาวหางที่วัดได้ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – ปลายเดือนเมษายน 2547 (จากข้อมูลของสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล) ค่านี้จากต่างจากค่าที่แสดงในวารสารทางช้างเผือกฉบับมีนาคม 2547

    ดาวหางนีต (C/2001 Q4 NEAT)

    ดาวหางนีตถูกค้นพบเป็นครั้งแรกโดยหอดูดาวพาโลมาร์ในสหรัฐฯ ภายใต้โครงการนีต (Near-Earth Asteroid Tracking) ของนาซา เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2544 ขณะค้นพบดาวหางอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 10.1 หน่วยดาราศาสตร์ (ประมาณ 1,510 ล้านกิโลเมตร) มีวงโคจรเป็นรูปไฮเพอร์โบลาเช่นเดียวกับดาวหางลีเนียร์ ข้อมูลความสว่างและวงโคจรแสดงว่าคนในซีกโลกใต้จะเริ่มเห็นดาวหางนีตด้วยตาเปล่าก่อนคนในซีกโลกเหนือ โดยดาวหางนีตจะเริ่มสว่างกว่าโชติมาตร 5 ในช่วงกลางเดือนเมษายน
    ประเทศไทยจะเริ่มเห็นดาวหางนีตได้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเวลาหัวค่ำตั้งแต่ประมาณวันที่ 27 เมษายน เป็นต้นไป โดยมีจุดสังเกตที่ดาวคาโนปัส ดาวฤกษ์สว่างในกลุ่มดาวกระดูกงูเรือ ดาวหางนีตจะเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วผ่านกลุ่มดาวนกเขาและเข้าสู่กลุ่มดาวหมาใหญ่ ขณะผ่านกลุ่มดาวหมาใหญ่นี้ ดาวหางนีตจะมีโชติมาตรประมาณ 3 และผ่านใกล้ดาวซีริอัสมากที่สุดในวันที่ 6 พฤษภาคม ด้วยระยะห่างประมาณ 9o นอกจากนี้ดาวหางนีตยังใกล้โลกมากที่สุดในคืนวันนี้ด้วยระยะห่าง 0.321 หน่วยดาราศาสตร์ (ประมาณ 48 ล้านกิโลเมตร) หลังจากนั้นดาวหางนีตจะเข้าสู่กลุ่มดาวยูนิคอร์น กลุ่มดาวหมาเล็ก ผ่านใกล้ดาวโปรซิออนมากที่สุดในวันที่ 10 พฤษภาคม ด้วยระยะห่างประมาณ 7o
    ดาวหางนีตยังคงเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วเข้าสู่กลุ่มดาวปู ผ่านใกล้กระจุกดาวรังผึ้งในวันที่ 15 พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดาวหางนีตใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดด้วยระยะห่าง 0.96 หน่วยดาราศาสตร์ (ประมาณ 144 ล้านกิโลเมตร) ดาวหางดวงนี้จะเริ่มเคลื่อนที่ช้าลงเมื่อเข้าสู่กลุ่มดาวแมวป่า และจะมีความสว่างลดลงไปอยู่ที่โชติมาตร 4-5 ขณะเข้าสู่เขตของกลุ่มดาวหมีใหญ่ในวันที่ 28 พฤษภาคม หลังจากนั้นดาวหางนีตจะมีความสว่างลดลงอย่างต่อเนื่องจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า (แต่อาจติดตามดูด้วยกล้องสองตา) นับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน
    ดาวหางนีต (C/2001 Q4 NEAT) ในเวลาหัวค่ำ (ทางทิศตะวันตก)
    วันที่ โชติมาตร* เวลาตก มุมเงย
    ณ เวลา 19.30 น. กลุ่มดาว หมายเหตุ
    27 เม.ย. 3.7 20.01 น. 4o ขาตั้งภาพ –
    28 เม.ย. 3.6 20.20 น. 6o ขาตั้งภาพ –
    29 เม.ย. 3.4 20.38 น. 9o ขาตั้งภาพ ใกล้ดาวคาโนปัส
    30 เม.ย. 3.3 20.56 น. 12o ท้ายเรือ –
    2 พ.ค. 3.1 21.29 น. 20o นกเขา –
    4 พ.ค. 3.0 22.00 น. 28o หมาใหญ่ ใกล้ดาวฤกษ์โชติมาตร 1.5
    คืนนี้เกิดจันทรุปราคาเต็มดวง
    6 พ.ค. 3.0 22.26 น. 37o หมาใหญ่ ใกล้ดาวซีริอัส
    และเข้าใกล้โลกที่สุด
    7 พ.ค. 3.0 22.38 น. 41o ท้ายเรือ ใกล้กระจุกดาวเปิด
    เอ็ม 46 และเอ็ม 47
    8 พ.ค. 3.0 22.49 น. 45o ยูนิคอร์น –
    10 พ.ค. 3.1 23.08 น. 52o หมาเล็ก ใกล้ดาวโปรซิออน
    12 พ.ค. 3.2 23.24 น. 56o ปู ใกล้ดาวฤกษ์โชติมาตร 3.5
    14 พ.ค. 3.4 23.37 น. 58o ปู –
    15 พ.ค. 3.5 23.42 น. 58o ปู ใกล้กระจุกดาวรังผึ้ง
    และเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด
    16 พ.ค. 3.6 23.48 น. 58o ปู –
    18 พ.ค. 3.9 23.56 น. 57o ปู –
    22 พ.ค. 4.3 00.05 น. 55o แมวป่า –
    26 พ.ค. 4.7 00.13 น. 52o แมวป่า –
    30 พ.ค. 5.1 00.16 น. 49o หมีใหญ่ –
    3 มิ.ย. 5.5 00.16 น. 47o หมีใหญ่ –
    7 มิ.ย. 5.8 00.14 น. 44o หมีใหญ่ –
    11 มิ.ย. 6.1 00.10 น. 42o หมีใหญ่ –

    * ประมาณจากความสว่างของดาวหางที่วัดได้ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – ปลายเดือนเมษายน 2547 (จากข้อมูลของสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล) ค่านี้จากต่างจากค่าที่แสดงในวารสารทางช้างเผือกฉบับมีนาคม 2547

    ความสว่างของดาวหาง

    ดาวหางลีเนียร์ – ข้อมูลความสว่างของดาวหางลีเนียร์ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงการชะลอความสว่างลงอย่างชัดเจน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการมองเห็นดาวหางลีเนียร์ในเวลาเช้ามืดที่มีขึ้นในช่วงกลางเดือนเมษายน-กลางเดือนพฤษภาคม ปัจจัยร่วมในเรื่องของมุมเงยของดาวหางจากขอบฟ้าที่ต่ำกว่า 20o ทำให้การมองเห็นดาวหางลีเนียร์ในช่วงเวลานั้นทำได้ยากขึ้น เราอาจสามารถมองเห็นดาวหางลีเนียร์ในเวลาเช้ามืดได้ตั้งแต่หลังเทศกาลสงกรานต์ไปแล้ว และควรสังเกตด้วยกล้องสองตา นอกจากนี้ช่วงเวลาดังกล่าว ดาวหางลีเนียร์อาจไม่มีหางให้เห็นชัดเจนนัก ส่วนในช่วงที่ดาวหางลีเนียร์มาปรากฏในเวลาหัวค่ำ มันอาจมีความสว่างลดลงค่อนข้างเร็ว แต่ยังคงสว่างกว่าดาวหางนีตอยู่เล็กน้อยในวันที่ปรากฏในท้องฟ้าพร้อมๆ กัน และน่าจะเห็นหางได้ชัดเจนกว่าที่เห็นในเวลาเช้ามืด
    แอนดรีแอส แคมเมอเรอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านดาวหาง พยากรณ์ว่าดาวหางลีเนียร์อาจส่องสว่างสูงสุดที่โชติมาตร 1.5 ในวันที่ดาวหางเข้าใกล้โลกที่สุด (19 พฤษภาคม) ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากประเทศไทยแต่เห็นได้ในซีกโลกใต้ หัวดาวหางหรือโคมาอาจมีขนาดราว 0.9o และมีหางยาวประมาณ 18o ส่วน จอห์น บอร์เทิล นักดาราศาสตร์ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับดาวหางอีกท่านหนึ่งซึ่งเขียนเรื่องดาวหางให้กับนิตยสาร Sky & Telescope คาดว่าดาวหางลีเนียร์อาจสว่างสูงสุดที่โชติมาตร 2.3 ในส่วนของผู้เขียนใช้สมการที่สร้างจากข้อมูลความสว่างของดาวหางในช่วงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ – 9 เมษายน 2547 ที่เผยแพร่โดยสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล แล้วใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (พัฒนาโดยเซะอิชิ โยชิดะ) ประกอบกับการคาดหมายสัมประสิทธิ์ของสมการที่ใช้กับดาวหางที่เพิ่งเข้าใกล้ดวงอาทิตย์เป็นครั้งแรก ได้ความสว่างสูงสุดที่โชติมาตร 1.9 (ตัวเลขที่ใช้ในวารสารฉบับมีนาคมได้ค่า 1.0) ผลการวิเคราะห์ความสว่างนี้ ทำให้โชติมาตรคาดหมายของดาวหางลีเนียร์จางลงประมาณ 1 เมื่อเทียบกับตัวเลขในตารางแสดงโชติมาตรที่ตีพิมพ์ในวารสารทางช้างเผือกฉบับมีนาคม
    ดาวหางนีต ปลายเดือนกุมภาพันธ์ แอนดรีแอส แคมเมอเรอร์ พยากรณ์ว่าดาวหางนีตอาจส่องสว่างสูงสุดที่โชติมาตร 1.2 ในต้นเดือนพฤษภาคม โคมาอาจมีขนาดราว 1o และมีหางยาวประมาณ 20o อย่างไรก็ดี จากแนวโน้มถึงปลายเดือนมีนาคมเขาคาดว่าดาวหางนีตจะสว่างน้อยกว่านี้ แต่ผลการวิเคราะห์ล่าสุดยังไม่เสร็จสิ้น ส่วน จอห์น บอร์เทิล คาดว่าดาวหางนีตอาจสว่างสูงสุดที่โชติมาตร 2.5 ในส่วนของผู้เขียนใช้สมการที่สร้างจากข้อมูลดาวหางในช่วงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ – 9 เมษายน 2547 ได้ความสว่างสูงสุดที่โชติมาตร 2.6 ซึ่งใกล้เคียงกับของจอห์น บอร์เทิล ผลการวิเคราะห์ความสว่างล่าสุดนี้ ทำให้โชติมาตรคาดหมายของดาวหางนีตจางลงประมาณ 0.5 จากตัวเลขในวารสารฉบับมีนาคม
    แม้มีแนวโน้มว่าดาวหางลีเนียร์และดาวหางนีตจะมีความสว่างลดลงกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ สิ่งที่ต้องนึกถึงเสมอคือดาวหางมีความไม่แน่นอนอยู่ในตัวสูง มันอาจเกิดปะทุความสว่างขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล หรืออาจลดความสว่างลงไปอีกได้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้กับดาวหางทุกดวง
    28 เม.ย. – ล่าสุด แอนดรีแอส แคมเมอเรอร์ คาดหมายว่าดาวหางลีเนียร์จะสว่างสูงสุดด้วยโชติมาตร 1.5-2.0 หัวดาวหางมีขนาดเชิงมุม 0.8-0.9 องศา หางยาว 10-20 องศา ในส่วนผู้เขียน ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าความสว่างของดาวหางลีเนียร์ดูจะน้อยกว่าที่คาดไว้อีก ดาวหางลีเนียร์มีแนวโน้มจะสว่างที่สุดในวันที่ 19 พฤษภาคม ด้วยโชติมาตร 2.5
    สำหรับดาวหางนีต แอนดรีแอส แคมเมอเรอร์ คาดว่าจะสว่างที่สุดด้วยโชติมาตร 2.7 หัวดาวหางมีขนาดเชิงมุม 0.7 องศา หางยาว 10 องศา ในส่วนของผ้เขียน ข้อมูลการสังเกตการณ์ดาวหางนีตจากทั่วโลกในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน แสดงการชะลอความสว่างลงอีก คาดว่าดาวหางนีตจะสว่างที่สุดในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมด้วยโชติมาตร 3.0 ซึ่งยังสามารถมองเห็นได้ดีในกล้องสองตา

    คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับดาวหางลีเนียร์และดาวหางนีต

    1. ดาวหางคืออะไร

    ดาวหางเป็นวัตถุขนาดเล็กที่โคจรรอบดวงอาทิตย์เช่นเดียวกับโลกและดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ดาวหางมี “นิวเคลียส” หรือใจกลางที่มีขนาดเพียง 1-10 กิโลเมตรเท่านั้น รู้จักกันว่าเป็น “ก้อนหิมะสกปรก” จากการที่ดาวหางมีองค์ประกอบของน้ำแข็ง ฝุ่น และก้อนหิน ขณะที่ดาวหางอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ที่รอบนอกของระบบสุริยะ ดาวหางจะมีปฏิกิริยาเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อมันเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ รังสีจากดวงอาทิตย์จะทำให้ดาวหางอุ่นขึ้น น้ำแข็งที่ปกคลุมดาวหางจะระเหิดนำพาฝุ่น ก๊าซ และโมเลกุลต่างๆ พุ่งออกมารอบๆ เกิดเป็นหัวดาวหาง (coma) หรือบรรยากาศของดาวหาง หัวดาวหางอาจมีขนาดนับพันหรือนับล้านกิโลเมตร นอกจากนี้ยังเกิดหางที่เป็นกระแสของฝุ่นและก๊าซทอดออกไปในทิศทางตรงข้ามกับดวงอาทิตย์
    2. ดาวหางกับดาวตกเหมือนกันหรือไม่

    ดาวหางกับดาวตกไม่ใช่วัตถุอย่างเดียวกัน ดาวตกเกิดจากการที่สะเก็ดดาวพุ่งเข้ามาในบรรยากาศโลกมองเห็นได้เป็นเวลา 1-2 วินาทีต่อครั้ง แต่ดาวหางอยู่ห่างออกไปนับล้านกิโลเมตร มีการขึ้น-ตกคล้ายกับดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ และดาวฤกษ์
    3. ดาวหางลีเนียร์และดาวหางนีตมีชื่อสามัญว่าอะไร

    นักดาราศาสตร์กล่าวถึงดาวหางลีเนียร์และดาวหางนีตในภาษาอังกฤษว่า “C/2002 T7 (LINEAR)” และ “C/2001 Q4 (NEAT)” ตามลำดับ ชื่อดาวหางจะตั้งตามผู้ค้นพบ ส่วน “C/2002 T7” หมายถึง ดาวหางดวงที่ 7 ที่ค้นพบในปักษ์แรกของเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 2002 ตัวอักษรตามหลังปีจะบอกว่าดาวหางถูกค้นพบในปักษ์ใด เช่น “A” หมายถึงวันที่ 1-15 มกราคม “B” หมายถึงวันที่ 16-31 มกราคม เรื่อยไป (ข้ามตัว “I”) ส่วน “C/” หมายถึงดาวหางคาบยาว (มีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์มากกว่า 200 ปี)
    4. ดาวหางอยู่ห่างไกลแค่ไหน

    กรณีของดาวหางลีเนียร์ ขณะที่ค้นพบดาวหางอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 6.9 หน่วยดาราศาสตร์ (1,030 ล้านกิโลเมตร) ห่างจากโลก 6.5 หน่วยดาราศาสตร์ (973 ล้านกิโลเมตร) ดาวหางลีเนียร์จะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในวันที่ 23 เมษายน ด้วยระยะห่าง 0.61 หน่วยดาราศาสตร์ (92 ล้านกิโลเมตร) และจะเข้าใกล้โลกที่สุดในวันที่ 19 พฤษภาคม ด้วยระยะห่าง 0.266 หน่วยดาราศาสตร์ (ประมาณ 40 ล้านกิโลเมตร) กรณีของดาวหางนีต ขณะที่ค้นพบดาวหางอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 10.1 หน่วยดาราศาสตร์ (1,510 ล้านกิโลเมตร) ห่างจากโลก 9.7 หน่วยดาราศาสตร์ (1,440 ล้านกิโลเมตร) ดาวหางนีตจะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในวันที่ 16 พฤษภาคม ด้วยระยะห่าง 0.96 หน่วยดาราศาสตร์ (144 ล้านกิโลเมตร) ใกล้โลกมากที่สุดในวันที่ 6 พฤษภาคม ด้วยระยะห่าง 0.321 หน่วยดาราศาสตร์ (48 ล้านกิโลเมตร)
    5. เราทราบระยะห่างและการเคลื่อนที่ของดาวหางได้อย่างไร

    นักดาราศาสตร์ทราบระยะห่างของดาวหางจากการคำนวณหาตำแหน่งโลกและดาวหางในอวกาศ เมื่อมีการวัดตำแหน่งดาวหางที่เวลาต่างๆ กัน เขาจะสามารถคำนวณได้ว่าดาวหางมีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นอย่างไร
    6. ดาวหางจะมีหางยาวหรือไม่

    ดาวหางมีหางอยู่ 2 ประเภท คือ หางก๊าซและหางฝุ่น หางก๊าซเกิดจากการเรืองแสงของไอออน พบได้ในดาวหางส่วนใหญ่ก็จริงแต่มักไม่ค่อยสว่าง และมีสีน้ำเงินหรือเขียวซึ่งดวงตามนุษย์เห็นสีเหล่านี้ได้ไม่ดีนัก เราสามารถมองเห็นหางฝุ่นได้ชัดเจนกว่าเพราะมันเกิดจากการสะท้อนแสงกับแสงอาทิตย์ ดาวหางมักปรากฏหางฝุ่นยืดยาวและสว่างเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ภายในระยะ 1 หน่วยดาราศาสตร์ หากเป็นไปตามนี้ ดาวหางทั้งสองดวงน่าจะเริ่มมีหางฝุ่นให้เห็นชัดเจนได้นับตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนถึงตลอดเดือนพฤษภาคม ส่วนความยาวของหางนั้น หากดาวหางทั้ง 2 ดวง มีความสว่างและพฤติกรรมคล้ายกับดาวหางดวงที่สว่างๆ โดยทั่วไป หางก๊าซของมันอาจยืดยาวได้หลายองศาในช่วงที่ใกล้โลกที่สุด
    7. คนทั่วไปที่ไม่มีความรู้เรื่องดาราศาสตร์จะมองเห็นดาวหางได้หรือไม่

    หากดาวหางลีเนียร์ และ/หรือ ดาวหางนีต มีความสว่างเป็นไปตามที่คาดไว้ คนทั่วไปอาจประสบปัญหาในการค้นหาดาวหางลีเนียร์ในเวลาเช้ามืดก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น (ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน-กลางเดือนพฤษภาคม) เพราะดาวหางลีเนียร์อยู่ใกล้ขอบฟ้า แสงไฟจากบ้านเรือนและภูมิประเทศมีส่วนทำให้มองเห็นดาวหางได้ยากขึ้น ส่วนในช่วงที่ดาวหางสว่างที่สุดขณะปรากฏในเวลาหัวค่ำของเดือนพฤษภาคม ให้มองไปในท้องฟ้าทิศตะวันตก ดาวหางจะต่างจากดาวฤกษ์ตรงที่มันจะมีลักษณะเป็นดวงขมุกขมัว มีขนาดใหญ่กว่าดาวฤกษ์ที่เป็นจุดแสงและน่าจะมีหางให้เห็นได้จางๆ โดยจะมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นหากดูด้วยกล้องสองตา คนในใจกลางกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่จะมองเห็นดาวหางทั้งสองดวงได้ลำบากหรืออาจมองไม่เห็น เนื่องจากฝุ่นควันและแสงสว่างจากตัวเมือง
    ศัพท์ควรรู้

    ระยะเชิงมุม: นักดาราศาสตร์ใช้หน่วยของมุมสำหรับบอกระยะห่างระหว่างวัตถุท้องฟ้า ระยะทางระหว่างขอบฟ้าถึงจุดเหนือศีรษะมีค่า 90o ดวงจันทร์มีขนาดเชิงมุมประมาณครึ่งองศา
    มุมเงย: มุมที่วัดจากขอบฟ้าตั้งฉากขึ้นไปถึงวัตถุท้องฟ้าที่เราสนใจ
    หน่วยดาราศาสตร์: ระยะทางเฉลี่ยระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ มีค่าประมาณ 149.6 ล้านกิโลเมตร
    โชติมาตร หรือ อันดับความสว่าง: มาตราที่นักดาราศาสตร์ใช้บอกความสว่างของวัตถุต่างๆ ในท้องฟ้า ค่ายิ่งน้อยแสดงว่ายิ่งสว่างมาก ดาวฤกษ์ที่สว่างน้อยที่สุดที่ตาคนเราจะมองเห็นภายใต้ท้องฟ้าที่มืดสนิทและแจ่มใสมีค่าประมาณ 6.5 ส่วนในเมืองใหญ่อาจมองเห็นดาวฤกษ์ที่มีโชติมาตรเพียง 2-3 ดาวซีริอัส ดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในท้องฟ้ามีโชติมาตร -1.5 ดาวศุกร์มีโชติมาตรประมาณ -4 ดวงจันทร์เต็มดวงมีโชติมาตร -13 และดวงอาทิตย์มีโชติมาตร -26 วัตถุที่มีโชติมาตรต่างกัน 1 โชติมาตรจะมีความสว่างต่างกัน 2.5 เท่า ในกรณีของดาวหางจะหมายถึงความสว่างของทุกๆ ส่วนของดาวหางรวมกัน ดังนั้นดาวหางที่ส่องสว่างที่โชติมาตร 6 จะมองเห็นได้ยากกว่าดาวฤกษ์ที่มีโชติมาตรเท่ากัน (เพราะเราเห็นดาวฤกษ์เป็นจุดของแสง)
    วงโคจร: เส้นทางการเคลื่อนที่ของวัตถุหนึ่งรอบอีกวัตถุหนึ่ง ในกรณีนี้คือเส้นทางการเคลื่อนที่ของดาวหางรอบดวงอาทิตย์

    การถ่ายภาพดาวหาง

    เราสามารถใช้กล้องถ่ายภาพชนิดเลนส์เดี่ยว (SLR) ถ่ายภาพดาวหางโดยตั้งกล้องบนขาตั้งกล้อง จัดดาวหางให้อยู่ในกรอบของภาพ และใช้สายลั่นชัตเตอร์กดชัตเตอร์เพื่อหลีกเลี่ยงการสั่นไหว การปรับโฟกัสให้ปรับไปที่ระยะอนันต์ เปิดหน้ากล้องให้กว้างที่สุด และพยายามใช้ฟิล์มที่มีความไวแสงสูง กล้องถ่ายภาพที่ใช้ถ่ายควรมีปุ่ม “B” หรือ “T” เพื่อสามารถกดชัตเตอร์ค้างไว้ให้เปิดหน้ากล้องเป็นเวลานาน เช่น 10 วินาทีขึ้นไป แต่ไม่ควรเปิดนานเกิน 20 วินาที เพราะภาพดาวหางที่ได้จะเบลอเนื่องจากดาวหางมีตำแหน่งเปลี่ยนไปตามการหมุนรอบตัวเองของโลก

    วันที่ เวลา ตำแหน่งดาวหางกับวัตถุที่น่าสนใจ
    28-30 เม.ย. หัวค่ำ ดาวหางนีตอยู่ทางขวามือของดาวคาโนปัส 6o-7o (ใกล้ขอบฟ้า)
    5-6 พ.ค. หัวค่ำ ดาวหางนีตอยู่ทางซ้ายมือของดาวซีริอัส 9o
    7 พ.ค. หัวค่ำ ดาวหางนีตอยู่ทางขวามือของกระจุกดาวเปิดเอ็ม 46 และเอ็ม 47 ระยะ 1o
    8-14 พ.ค. เช้ามืด ดาวหางลีเนียร์อยู่ทางขวามือของดาวพุธ 16o-19o (ใกล้ขอบฟ้า)
    9 พ.ค. หัวค่ำ ดาวหางนีตอยู่ทางขวามือของกระจุกดาวเปิดเอ็ม 48 ระยะ 6o
    10-11 พ.ค. หัวค่ำ ดาวหางนีตอยู่ทางซ้ายมือของดาวโปรซิออน 7o
    15 พ.ค. หัวค่ำ ดาวหางนีตอยู่ทางซ้ายมือของกระจุกดาวรังผึ้ง 1o
    22-23 พ.ค. หัวค่ำ ดาวหางลีเนียร์ ดาวซีริอัส และกระจุกดาวเปิดเอ็ม 41 มีตำแหน่งทำมุมกันเป็นรูป 3 เหลี่ยม ห่างกัน 4o
    24-25 พ.ค. หัวค่ำ ดาวหางนีตอยู่ทางขวามือของดวงจันทร์ 18o
    25 พ.ค. หัวค่ำ ดาวหางลีเนียร์อยู่ทางซ้ายมือของกระจุกดาวเปิดเอ็ม 46 และเอ็ม 47 ระยะ 3o

    จันทรุปราคากับดาวหาง

    ขณะที่เกิดจันทรุปราคาในคืนวันที่ 4 ถึงเช้ามืดวันที่ 5 พ.ค. ดาวหางลีเนียร์จะขึ้นทางทิศตะวันออกตั้งแต่เวลาประมาณ 4.00 น. นั่นหมายความว่าหากดาวหางสว่างอย่างที่คาดไว้ เราจะมีโอกาสเห็นดาวหางและจันทรุปราคาด้วยตาเปล่าในเวลาเดียวกัน! (รายละเอียดของจันทรุปราคาเต็มดวงจะนำเสนอในเร็วๆ นี้)

  8. ดาวหาง (comet) คือ วัตถุชนิดหนึ่งในระบบสุริยะ มีส่วนที่ระเหิดเป็นไอ เมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดชั้นฝุ่นและก๊าซที่ฝ้ามัวล้อมรอบ และทอดเหยียดออกไปภายนอกจนดูเหมือนหาง

    ดาวหางประกอบด้วยสามส่วนใหญ่ ๆ คือ นิวเคลียส โคม่า และหาง

    นิวเคลียสของดาวหางเป็น “ก้อนน้ำแข็งสกปรก” ประกอบด้วยน้ำแข็ง คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน แอมโมเนีย และมีฝุ่นกับหินแข็งปะปนอยู่ด้วยกัน

    เมื่อดาวหางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ความร้อนจากดวงอาทิตย์ จะทำให้น้ำแข็งระเหิดเป็นไอ และปล่อยก๊าซออกมาเกาะกลุ่มเป็นทรงกลมขนาดมหึมาล้อมรอบนิวเคลียส เรียกว่า โคม่า ซึ่งโคม่าอาจมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางถึงหลายล้านกิโลเมตรก็ได้

    จากการศึกษาดาวหางในย่านความถี่อัลตราไวโอเลต พบว่า มีชั้นของไฮโดรเจนห่อหุ้มดาวหางอีกชั้นหนึ่ง ไฮโดรเจนเหล่านี้เกิดจากไอน้ำที่แตกตัวอันเนื่องมาจากรังสีจากดวงอาทิตย์

    ก๊าซและฝุ่นพุ่งเป็นลำออกจากนิวเคลียสในด้านที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์ หลังจากนั้นจะถูกลมสุริยะพัดให้ปลิวออกไปทางด้านหลัง

    หางของดาวหางยังแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ หางก๊าซ หรือ หางพลาสมา หรือ หางอิออน ประกอบด้วยอิออน และโมเลกุลที่ส่องสว่างโดยการเรืองแสง ถูกผลักออกไปโดยสนามแม่เหล็กในลมสุริยะ ดังนั้นความผันแปรของลมสุริยะ จึงมีผลต่อการเปลี่ยนรูปร่างของหางก๊าซด้วย หางก๊าซจะอยู่ในระนาบวงโคจรของดาวหาง และชี้ไปในทิศเกือบตรงข้ามดวงอาทิตย์พอดี หางอีกชนิดหนึ่งคือ หางฝุ่น ประกอบด้วยฝุ่นหรืออนุภาคอื่น ๆ ที่เป็นกลางทางไฟฟ้า ถูกผลักออกจากดาวหางด้วยแรงดันของรังสี ในขณะที่ดาวหางใกล้ดวงอาทิตย์ หางของมันอาจยาวได้ถึงหลายร้อยล้านกิโลเมตร

    ดาวหางแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ ดาวหางคาบสั้น(short period comet)เป็นดาวหางที่มีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์น้อยกว่า 200 ปี เช่น ดาวหางฮัลลีย์(Halley)ซึ่งมีคาบการโคจร 76 ปี และดาวหางคาบยาว(long period comet) เป็นดาวหางที่มีคาบการโคจรมากกว่า 200 ปี

  9. ในระบบสุริยะจักรวาลของเราอาจมีวัตถุลึกลับมากมายเป็นพันๆ ซ่อนอยู่ ตามที่นักดาราศาสตร์คำนวณไว้ มันอาจเต็มไปด้วยดาวหางที่มองไม่เห็น และดาวเหล่านั้นทำให้เพิ่มความเสี่ยงที่มันจะนำหายนะมาสู่โลกมากขึ้น วัตถุเหล่านี้ไม่เคยถูกพบมาก่อน แต่นักดาราศาสตร์กล่าวว่า ดาวเคราะห์ลึกลับเหล่านี้ จะเป็นเหมือนคำอธิบายสำหรับปริศนาทางดาราศาสตร์ เราสามารถเห็นเพียงแค่ชิ้นส่วนเล็กๆ ของดาวหางที่ทฤษฎีทำนายไว้

    นักดาราศาสตร์คิดว่าดาวหางหลายดวงมาจากกลุ่มหมอกที่ชื่อ Oort ซึ่งเป็นที่อยู่ของวัตถุที่เป็นน้ำแข็งเป็นพันๆ ล้านอัน ที่อยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มากกว่าโลก 100,000 เท่า มันถูกระบุว่าเป็นของเขตด้านนอกของระบบสุริยะจักรวาล วัตถุที่เป็นน้ำแข็งในกลุ่มหมอกนี้บางครั้งก็ถูกทำให้เคลื่อนที่เข้าหาดวงอาทิตย์ โดยแรงดึงดูดซึ่งก่อกำเนิดจากดาวมากมายในกาแลกซี่ เมื่อมันเกิดขึ้นกับดาวหางทำให้มันมาโคจรรอบดวงอาทิตย์ทุก 20-200 ปี ในมุมเดียวกับที่ดาวเคราะห์โคจร จากขนาดของ Oort นักดาราศาสตร์ได้คำนวณว่ามีดาวหางประมาณ 3,000 ดวงในวงโคจรนี้ ซึ่งมีมากกว่าที่ได้สำรวจพบ 400 เท่า

    Bill Napier นักดาราศาสตร์อาวุโส ซึ่งทำงานอยู่ที่ Amagh Observatory ประเทศไอร์แลนด์เหนือ ได้มีคำอธิบายสำหรับจำนวนดางหางที่คำนวณได้กับที่สำรวจพบไม่ตรงกันนั้นว่า ดาวหางมีการกระจายตัวเป็นก้อนที่เล็กลงอย่างรวดเร็ว หลังจากที่โคจรได้ 1 หรือ 2 รอบ ถ้าการคำนวณทางคณิตศาสตร์ของเขาเป็นจริง เศษซากของดาวหางเหล่านี้จะทำให้มีเศษหินที่ตกลงมาบนโลกมากกว่าที่เราพบ อาจมากถึง 30 อันต่อปี “Sedna” เป็นดาวหางที่อยู่ไกลที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล Sedna อาจเป็นสมาชิกดวงหนึ่งของ Oort เมื่อมันถูกขับออกมา ดาวหางนี้จะดูดแสง และเหลือสิ่งปกคลุมในความมืด

    ยานอวกาศ Stardust ขององค์การ NASA ซึ่งกำลังนำตัวอย่างฝุ่นละอองจากดาวหางดวงหนึ่งกลับมายังโลก อาจจะมีได้ข้อมูลซึ่งสนับสนุนความคิดของ ศ.Napier โดยในเดือนมิถุนายนยาน Stardust ได้รายงานว่าสสารจำนวนมากพ่นออกมาจากดาวหางอาจจะมีสารประกอบคาร์บอนอยู่ด้วย แต่อย่างไรก็ตามคงจะต้องมีการตรวจสอบอีกมากเพื่อที่จะยืนยันข้อมูลเหล่านี้ (อ้างอิงจาก 2)

    ดาวหางที่มองไม่เห็นเหล่านี้จะเป็นความท้าทายอันยิ่งใหญ่ของนักดาราศาสตร์ที่จะค้นหาวัตถุจากฟากฟ้าที่อาจมาชนโลก วัตถุเหล่านี้ออกมาจากความมืด และอาจพุ่งเข้าชนโลกโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า มันเป็นอันตรายที่คนอาจคิดไม่ถึง อย่างไรก็ตามดาวหางเหล่านี้จะเรืองแสงความร้อนออกมา ซึ่งเห็นเป็นรังสีอินฟราเรด กล้องโทรทัศน์ Infrared Spitzer Space ซึ่งทำงานในวงโคจรของโลกมามากกว่า 1 ปี ไม่เคยสำรวจพบดาวหางเหล่านี้เลย แต่อาจเป็นเพราะมันโฟกัสไปที่จุดเล็กมากๆ ในส่วนที่ไกลออกไปมาก เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานี้ NASA ประกาศว่าจะเริ่มปล่อยกล้องโทรทัศน์ชนิดใหม่ชื่อว่า Wide-field Infrared Survey Explorer (WISE) สู่วงโคจร ซึ่งมันจะสำรวจในพื้นที่ที่กว้างขึ้น ถ้าใช้เวลามากพอมันอาจสามารถตรวจพบดาวหางในความมืดได้

  10. นักดาราศาสตร์คิดว่าดาวหางขนาดกลาง เช่น ดาวหางฮัลเล (Halley’s comet) มาจากกลุ่มหมอก Oort และดาวหางที่เกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ในเวลาน้อยกว่า 20 ปี เกิดมาจาก Kuiper belt (บริเวณถัดไปจากวงโคจรของดาวเนปจูน)

  11. ดีดี…..เรา…ไม่รุจาเขียนไรล่ะ(เหนือย)…..บาย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s