My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

จีวร-เครื่องแบบ-เสื้อเหลือง “เปลือก” ที่หลายคนให้ความสำคัญ

13 ความเห็น

เมื่อศุกร์ที่แล้ว ออฟฟิศเราจัดงานทำบุญครั้งใหญ่
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า การทำบุญของออฟฟิศครั้งก่อนหน้านี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่
ที่แน่ๆ คือ เราอยู่ตรงนี้ ๓ ปีกว่าๆ เพิ่งเห็นเขานิมนต์พระมาสวดมนต์ในออฟฟิศเป็นครั้งแรก

10 โมงนิดๆ พระสงฆ์ ๙ รูปที่นิมนต์มาจากวัดในละแวกออฟฟิศเดินทางมาถึงโดยพร้อมเพรียง
และเข้าประจำตำแหน่งที่นั่งที่จัดไว้อย่างเรียบร้อย
พิธีการกำลังจะเริ่มต้น ผู้ใหญ่ของออฟฟิศตรงไปที่โต๊ะหมู่บูชา
โดยฉับพลันมีเสียงของรองผู้ใหญ่ถามหากล้องถ่ายรูป
เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง ใครๆ ก็อยากมีภาพถ่ายไว้ให้ระลึกถึง
และเป็นเราที่ต้องฉวยกล้องดิจิตอลของกองบก. มากดชัตเตอร์แบบไม่ได้ตั้งตัว

เราไม่ได้ทำงานในตำแหน่งช่างภาพ แต่หน้าที่นี้มักจะตกมาอยู่กับเราแทบทุกครั้งที่ออฟฟิศจัดงาน
มันเลยเหมือนเป็นคนถ่ายภาพประจำออฟฟิศไปโดยปริยาย ซึ่งเราก็ยินดี
แต่สำหรับวันนั้น บอกตามตรงว่า…ลืมจริงๆ สำหรับการปฏิบัติหน้าที่
คิดเพียงว่าตนเองเป็นเพียงผู้ร่วมงานบุญเท่านั้น

ไม่เป็นไร เพราะกล้องดิจิตอลถูกชาร์จแบตไว้พร้อมทำงานอยู่แล้ว
เราจึงเปิดกล้องได้ทันทีที่กล้องอยู่ในมือ
แต่ด้วยความเก่าแก่ของกล้องดิจิตอล…อาจจะเป็นเพราะรุ่นของมันด้วยก็ได้
เลยต้องเสียเวลาประมาณ ๒-๓ วินาที กว่ากล้องจะพร้อมสำหรับการบันทึกภาพแรก
ระหว่างที่เรารอให้กล้องพร้อม ผู้ใหญ่ของเราลงมือจุดธูปเทียนไปแล้ว
ในทันที เสียงไม่คุ้นหูก็ดังขึ้น
“อ้าว ช่างภาพจะถ่ายภาพ แต่ยังใช้กล้องไม่เป็นเลย”

คนทั้งออฟฟิศมีแค่ ๑๕ คน ทำไมเราจะจำเสียงของพวกเขาไม่ได้
ฉะนั้น นี่ไม่ใช่เสียงเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าอย่างแน่นอน
เราไม่ได้หันไปมองว่าพระสงฆ์คนไหนเป็นเจ้าของเสียง
(ขอใช้ลักษณะนามเป็น “คน” แล้วกัน เพราะเริ่มไม่รู้สึกศรัทธาแล้ว)
สายตายังจดจ้องอยู่กับจอภาพ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายต่อไปอย่างตั้งใจ
ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี การสวดมนต์ เลี้ยงพระ พรมน้ำมนต์ ครบถ้วนทุกกระบวนการงานบุญ

โดยบริสุทธิ์ใจ…เราไม่ได้ถือสาหรือคิดจะหาเรื่องพระที่เป็นเจ้าของคำพูดประโยคนั้นหรอก
เข้าใจว่าเขาอาจจะแซวเล่นเท่านั้น
แต่อีกซีกของสมองดื้อๆ ก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า
“มันเหมาะสมหรือเปล่า ที่พระสงฆ์จะพูดแบบนั้นออกมา”
เพราะเรารู้สึกว่ามันเป็นคำพูดที่ไม่รู้จะพูดออกมาทำไม พูดแล้วไม่เกิดประโยชน์
จัดรวมเข้าไปอยู่ในข่ายพูดเพ้อเจ้อได้ไหมเนี่ย

ความสงสัยยังคงวนเวียนอยู่ในหัว…
“เอ๊ะ เป็นพระสงฆ์ก็ต้องสำรวมกาย วาจา และใจมากกว่าปถุชนที่ยังเสพติดทางโลก มิใช่หรือ”
ปล่อยคำถามต่างๆ ให้คาใจตัวเองอยู่อย่างนั้น ด้วยเหตุผลง่ายๆ…ขี้เกียจหาคำตอบ

กระทั่งเมื่อวาน เราโหลดภาพถ่ายจากกล้องดิจิตอลลงคอมพิวเตอร์
เพื่อให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มาเลือก copy กันตามอัธยาศัย
ในวงสนทนาหน้าคอมมีคนอยู่ 4 คน รวมเราด้วย แต่ละคนก็พูดถึงงานทำบุญวันนั้น

เราโพล่งขึ้นว่า “วันนั้น ตอนที่เราหยิบกล้องมากำลังจะถ่าย
แม่งมีพระพูดว่า อ้าว ช่างภาพจะถ่ายภาพ แต่ยังใช้กล้องไม่เป็นเลย
เราไม่รู้ว่าคนไหน ไม่ได้หันไปมอง”
เพื่อนคนนึงหันขวับมาพร้อมแววตาที่ไม่ยอมรับกับคำพูดไม่เข้าหูของเรา

เพื่อนชื่อเอ (นามสมมติ) :โห ใช้คำว่าแม่งเลยเหรอนุ่น พระนะเว้ย
เรา : อ้าว ทำไมจะพูดไม่ได้ ก็เราไม่นับถือในการกระทำของเขาแล้วนี่นา
เป็นพระสงฆ์แทนที่จะสำรวม ดันพูดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
ไม่รู้จะพูดออกมาให้ได้อะไร พูดแล้วก็ไม่เห็นจะมีใครได้ประโยชน์

ไม่รอช้า นี่คือนาทีทองที่เราจะมีโอกาสอธิบายสิ่งที่เราคิดและรู้สึก
เรา : กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมไง
เป็นพระก็ต้องคิดมากกว่าปกติอยู่แล้วในการจะกระทำอะไรสักอย่าง
ไม่ใช่อยากพูดอะไรก็พูดออกมาเลย หรือว่าไม่จริง”

วงสนทนาเงียบลง เราเดินออกมา เพราะไม่รู้จะพูดอะไรต่อไป
เพื่อนชื่อเอ (นามสมมติ) คงไม่โกรธเราหรอก แค่ไม่พอใจนิดหน่อยเท่านั้นมั้ง

แล้วความคิดของเราก็ปั่นป่วนวนเวียนอยู่คนเดียวอีกรอบ
คราวนี้เป็นการตั้งคำถามว่า…การให้ความเคารพใครสักคนหนึ่ง เขาดูกันที่ “แก่น” หรือ “เปลือก”

สำหรับเรา “เปลือก” เป็นแค่สิ่งห่อหุ้ม เป็นแค่การสร้างภาพเท่านั้น
จะตัดสินใจว่าใครเป็นอย่างไร
จำเป็นต้องมองให้ลึกกว่าที่สายตาเห็นและต้องใช้เวลาพิจารณากันสักหน่อย
พูดง่ายๆ ต้องมองทะลุให้ถึงแก่น

ไม่ใช่สักแต่สวมจีวรแล้วเราจะต้องเคารพเขาเสียทุกคน
พระสงฆ์ที่เป็นของเก๊ก็มีให้เห็นเกลื่อนเมือง เมาเหล้าบ้างล่ะ มั่วสีกาบ้างล่ะ
ล่าสุดที่เห็นในรายการหลุมดำ คือบรรดาคนนุ่งห่มผ้าเหลืองจากวัดหมอชิต

ไม่ใช่แค่จีวรนะ คนในเครื่องแบบก็เช่นกัน เราเจอมาหลายรายแล้ว
พอเห็นคนในเครื่องแบบตำรวจ-ทหารเข้าหน่อยก็เกรงอกเกรงใจ อ่อนน้อม ถ่อมตน
แล้วลดระดับของตนเองลงไปเป็นลูกกระจ๊อกเขาซะงั้น
โธ่ ตำรวจเลว ทหารชั่วมันก็มีให้เห็นอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์
เครื่องแบบไม่ได้ฟอกให้คนผุดผ่องขึ้นมาทันทีตั้งแต่แรกสวมใส่หรอกนะ

หรืออย่างพนักงานขายสินค้าตามห้าง ก็มักจะเอาใจแต่ลูกค้าที่แต่งตัวเนี้ยบหรือหิ้วกระเป๋ายี่ห้อแพง
ลองลากแตะคีบเข้าไปในร้านกุชชี่ ปราดาสิ
อยากรู้ว่าจะมีพนักงานขายสักกี่คน
ที่เข้ามาต้อนรับและถามไถ่ด้วย “จิตบริการ” ในระดับเดียวกับคนที่สวมเปลือกให้ตัวเองดูมีฐานะดี

สำหรับยุคนี้ อีกเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ เสื้อเหลือง
เป็นกระแสต่อเนื่องที่ยังแรงดีไม่มีตกมาจากช่วงกลางปีที่แล้ว
“ใส่เสื้อเหลืองเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อในหลวง”

บอกไว้ก่อน เราไม่ใช่พวกแอนตี้ระบบกษัตริย์ เราก็รัก-เทิดทูนในหลวงเหมือนกัน
และมีเสื้อเหลืองอยู่ ๑ ตัว เป็นตัวที่อาซื้อมาฝาก เพราะเราไม่คิดจะซื้อมาใส่อยู่แล้ว
จะปฏิเสธก็ไม่ได้ น้ำใจของผู้ให้คือสิ่งที่ผู้รับต้องถนอม

เมื่อแรกรับมายังลังเลว่าจะใส่ดีไหม กระทั่งขึ้นรถเมล์วันจันทร์แล้วรู้สึกซ้ำไปมาหลายครั้งว่า
เราแปลกแยกจากพนักงานขับรถ พนักงานเก็บค่าโดยสาร
และเพื่อนร่วมทางคนอื่นๆ มากเกินไปหรือเปล่า
จึงได้หยิบขึ้นมาใส่บ้าง เพื่อสร้างความรู้สึกอุ่นใจและเป็นพวกพ้องเดียวกัน
แต่นับรวมๆ แล้วก็ไม่เกิน ๕ ครั้ง ในช่วงประมาณครึ่งปีตั้งแต่มีเสื้อเหลืองเป็นของตัวเอง

การโปรโมท “สีเหลือง” จนปรากฏในทุกซอกหลืบของสังคม
พานทำให้เราคิดเชื่อมโยงไปเอง (คิดคนเดียวอีกแล้ว) ว่า
แสดงความจงรักภักดี —-> ใส่เสื้อเหลือง. —-> ประพฤติตนเป็นคนดี
(อาจไม่ต้องดีเลิศเลอ แค่มีน้ำใจ เคารพระเบียบวินัยและกฎจราจรก็เหลือเฟือแล้ว)
ไหนๆ จะจงรักภักดีแล้วก็ควรพ่วงการทำดีเพื่อพ่อเข้าไปด้วย เพื่อให้เป็นแพ็กเกจที่สมบูรณ์

แต่หลายเหตุการณ์ในสังคมที่ปรากฎกับเรา ช่วยทำให้เราตาสว่าง
มันบอกโดยไม่ต้องใช้คำพูดว่า “สมการที่เราคิดเองเออเองมันเป็นเท็จ”
เขาใส่เสื้อเหลืองแค่แสดงความจงรักภักดีเท่านั้น

เอ็งไม่ต้องไปคิดแทนคนอื่นว่าการใส่เลื้อเหลืองจะกินความรวมถึงการประพฤติตนเป็นคนดีด้วย
สมการมันหยุดแค่ แสดงความจงรักภักดี —-> ใส่เสื้อเหลือง. เท่านั้น
เอ็งสังเกตดีๆ สิ เห็นไหมว่าหลัง งอ งู มีจุด fullstop เล็กๆ อยู่นะเฟ้ย
มันจบประโยคแค่ตรงเสื้อเหลืองเท่านั้น

จึงไม่น่าประหลาดใจที่จะเห็น…

คนขับมินิบัสสวมเสื้อเหลือง ขับรถซิ่งชิบอ๋าย ปาดซ้าย ปาดขวา
ถนนมี 3 เลน แล่นมันครบทุกเลน แถมยังพ่นควันดำปี๋

ป้าคนนึงสวมเสื้อเหลืองแซงคิวซื้อตั๋วขึ้นรถไฟฟ้า BTS หน้าตาเฉย
ปล่อยให้เรายืนเหวออยู่คนเดียว …อึ้งในวิทยายุทธชั้นสูงที่แกแซงคิวเราได้อย่างแนบเนียน

ลุงใส่เสื้อเหลืองก็ยังทิ้งขยะลงบนพื้นถนน ทิ้งแบบจงใจทิ้ง
เฮ้ย เราว่ามันโบราณมากเลยนะ ทิ้งขยะไม่ลงถังเนี่ย ยังมีกิริยาแบบนี้ในสังคมอีกเหรอ

แม่ค้าในตลาดสองคน ทะเลาะกันเสียงดังแย่งลูกค้า ทั้งคู่ใส่เสื้อเหลือง
และอื่นๆ อีกมากมาย บรรยายไม่ไหว

ล่าสุดวัยรุ่นชายที่ฆ่าแฟนสาวยังนั่งให้ปากคำกับตำรวจในชุดเสื้อเหลืองกางเกงยีนส์เลย

แล้วที่นายกฯ บอกว่า…
ผู้ไม่หวังดีที่วางระเบิดป่วนกรุงเทพฯ ในช่วงวันสิ้นปี เป็นคนในเครื่องแบบหนะ

เราว่าเผลอๆ เขาอาจจะสวมเสื้อเหลืองในวันที่ลงมือปฏิบัติการก็เป็นได้


ถึงแม้สมการเรื่องเสื้อเหลืองของเราจะเป็นเท็จไปแล้ว เราก็ยังแอบหวังลึกๆ ว่า
คงมีคนไทยอีกจำนวนไม่น้อยที่จะสวม “เปลือก” เข้าไปถึง “แก่น” ได้อย่างแท้จริง

Advertisements

13 thoughts on “จีวร-เครื่องแบบ-เสื้อเหลือง “เปลือก” ที่หลายคนให้ความสำคัญ

  1. เห็นด้วยกับการที่คนใส่เสื้อเหลืองไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีครับ
    รักในหลวง แต่การกระทำไม่ได้เป็นอย่างที่บอกเลย
    ที่พบเห็นมากที่สุดก็คือ การจราจรบนท้องถนน ที่ผู้ขับขี่ขับได้แย่มาก…

  2. เรื่องเสื้อเหลือง เห็นด้วยอย่างแรง

    แต่เรื่องพระพูดแซว (รึเปล่า) อย่าไปคิดมากเลยนะ ขำๆน่า นะ

  3. มองโลกในแง่ดี ไม่ได้ทำให้เสียเวลาเพิ่มขึ้นเลย
    บางครั้งถ้าเรามองแล้ว เป็นทุกข์ ก็กลับด้าน มองมุมใหม่…

    น่าจะสนุกกับการ “คิดสนุก” มากขึ้น

  4. คล้อยหลังเกิดเหตุได้ไม่กี่วัน
    เราก็ปล่อยเรื่องนี้ไปกับสายลมกาลเวลา

  5. ผมเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์เพียงแต่ฟังที่คุณเล่ามาคุณเพียงได้ยินเสียงแต่ไม่เห็นว่าใครพูด คนในออฟฟิศ15คนที่คุณว่าจำเสียงเขาได้ทุกคน คุณเองจะยืนยันแน่นอนได้อย่างไร ผมไม่ได้มาเถียงว่าพระไม่ได้พูด แต่ถ้าพระพูดจริงแน่นอนว่าไม่เหมาะสม แต่ถ้ามันไม่ชัดเจนพอจะสรุปลงไปได้ว่าเป็นพระพูดก็อย่าพึ่งกล่าวโทษใครไปจะดีกว่าเพราะบางทีถ้าไม่เป็นอย่างที่เข้าใจสิ่งที่คุณพูดให้ใครๆฟัง จะทำให้คุณกลายเป็นคนไร้เหตุผลในการพินิจพิเคราะห์ ใช้หูตัดสินมากกว่าตาก็ได้ครับ คนที่บวชพระแต่พฤติกรรมแย่ๆผมเองก็ไม่ศรัทธาเช่นกัน การจะกล่าวโทษใครต่อสารธารณะชนก็ขอให้เป็นสิ่งที่แน่นอนชัดเจนกว่านี้หน่อยจะดีกว่านะครับ

  6. เฮ้อ…จริงๆ เรื่องก็ผ่านมาเป็นเดือนแล้วนะ
    เราเองเลิกใส่ใจมันไปแล้ว
    แต่พอคุณ Shokobo มาคอมเม้นต์
    ก็เลยต้องมาอธิบายเพิ่มเติมว่า คำพูดนั้นเป็นของพระสงฆ์จริงๆ
    (ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าคุณจะเข้ามาอ่านอีกหรือเปล่า)

    ออฟฟิศเรามีคน 15 คน เกือบทั้งหมดเป็นผู้หญิง
    ในจำนวนนั้นเป็นชายเพียง 3 คน (เสียงผู้ชายแค่ 3 คนทำไมเราจะจำไม่ได้)
    ขณะเกิดเหตุพี่ชาย 1 คน นั่งอยู่ใกล้โต๊ะหมู่บูชา เพื่อทำหน้าที่นำสวดมนต์บทต่างๆ
    เขาไม่ได้พูดอย่างแน่นอน เพราะกำลังง่วนกับการเตรียมตัว
    เขาไม่ได้หันมองมาทางเราด้วยซ้ำ
    ส่วนน้องชาย (ออกสาว) 1 คน และพี่ชายอีก 1 คน นั่งอยู่ทางซ้ายมือของเรา
    แต่เสียงพูดดังมาจากทางขวามือ ซึ่งเป็นแถวที่นั่งของพระสงฆ์

    กรุณานึกภาพตามว่าพระและฆราวาสนั่งเรียงแถวหันหน้าเข้าหากัน
    เราอยู่กึ่งกลางระหว่างคน 2 กลุ่ม
    ทางซ้ายเป็นคนในออฟฟิศ ทางขวาเป็นพระ
    เมื่อเสียงพูดนี้ดังมาจากทางขวามือ หูขวาได้ยินแจ่มชัด
    ไม่ต้องเหลือบตาไปมองก็มั่นใจได้ว่า..พระพูด

    อธิบายแค่นี้น่าจะชัดเจนเพียงพอว่า เราไม่ได้ไร้เหตุผลในการพินิจพิเคราะห์
    ส่วนคุณจะเชื่อที่เราเขียนหรือไม่ก็ตามใจ มันเป็นสิทธิของคุณ

    อ้อ…การใช้หูตัดสินบางทีก็ดีกว่าการใช้สายตานะ
    ถ้าใช้สายตาตัดสินแล้วเป็นเหมือนโฆษณา 100 ปี ธนาคารไทยพาณิชย์
    ที่ชายหนุ่มวิ่งมาขึ้นลิฟต์เกือบไม่ทัน แล้วหันไปขอบคุณผู้หญิงคนที่แต่งตัวดี
    ทั้งๆ ที่เธอเป็นคนกดปิดประตูลิฟต์…เราก็ไม่เห็นด้วย

    เคยได้ยินไหม..อย่าเชื่อสายตาตัวเอง อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น

  7. แต่ผมว่านะ..แค่ประโยคว่า ช่างภาพ ยังถ่ายรูปไม่เป็นเลยเนี่ยะ..จะไปตัดสินพระท่านว่าไม่ดี ก็ยังไงอยุ่นะครับ

    พระท่านอาจตั้งใจจะให้งานดูเป็นกันเองมากกว่านะครับ

    จะหาว่าพระท่านพูดเจ้อเจ้อก็ออกจะแรงไป

    ถ้าจะฟังแต่คำที่เป็นประโยชน์อย่างเดียว ไม่มีคำที่เป็นกันเองบ้าง ตลกบ้าง สนุกบ้าง ก็คงจะเครียดแย่นะครับ

  8. ไม่เข้าใจว่า ผ้าเหลือง หรือจีวรพระ มีความสำคัญมากตั้งแต่เมื่อไหร่ กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทุกสิ่ง ที่ห่มผ้าเหลืองกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถึงแม้ว่าจะทำการที่เป็นบาปในขณะที่ห่มผ้าเหลือง ศาสนาพุทธ ได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งสติปัญญาไม่ใช่หรือ ทำไมถึง กังวลนักกับคำพูดหรือความคิดคนอื่น ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบหนังสือ รูปภาพ ฯลฯ เห็นด้วยกับพระพยอม ในเรื่องภาพวาด ภิกษุอีกา แทนที่จะไปต่อต้านหาว่าเขาทำศาสนาเสื่อม ของจริง ของแท้ไม่มีเสื่อม และไม่เสื่อมเพราะคำพูดหรือการกระทำของคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่าเอาศาสนาไปยึดติดกับสิ่งที่เสื่อมทรามอยู่เสมอเช่นความคิดหรือการกระทำของมนุษย์ หรือวัตถุ เช่น ผ้าเหลือง รูปปั้น รูปภาพ ทำไมไม่ใข้สติปัญญา และช่วยกันสอดส่อง คนที่ใช้ผ้าเหลืองหากิน หรือเหลือบของศาสนา
    ใช้ศาสนาหากิน น่าเป็นห่วงศาสนาจริง ๆ หากคุณรู้จักตัวเองมั่นใจในความดี ความประพฤติของตัวเอง หรือเช่นเดียวกัน ของของเราดีจริง ศาสนาเราดีจริง จะไปห่วงทำไม ว่าใครจะพูดหรือทำอะไรกับเราหรือศาสนาของเรา เราต้องเป็นไปตามคำพูดหรือการกระทำของเขาหรือ? หรือเราควรมั่นใจในสิ่งที่เราเป็น และไม่หวั่นไหวกับสิ่งใด หากวันหนึ่งมีคยวิพากษ์วิจารณ์คุณร้อยคน คุณคงต้องเปลี่ยนร้อยหน คิดให้ดีค่ะ เห็นต่างกันได้ แต่ต้องยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นด้วย

  9. ลืมอธิบายค่ะ ความคิดเห็นของเราเนื่องมาจากรายการ “จับเข่าคุย” เมื่อคืนวันที่ 13 ต.ค 07
    เรื่องภาพวาดของศิลปืนกับศาสนา เข้าใจว่าเป็นอาจารย์จาก ม.ศิลปากร ท่านหนึ่งกับ ศิลปินท่านหนึ่ง พยายามอย่างยิ่งที่จะอธิบายให้ สองท่านที่เป็นฝ่ายค้าน ไม่เห็นด้วยกับภาพวาดนั้น ด้วยท่านมองว่าถ้ามีผ้าเหลืองเมื่อไหร่ เป็นการไม่สมควร เพราะผ้าเหลืองหมายถึงพระสงฆ์ (นี่ดิฉันสรุปเองค่ะ) แล้วพระสงฆ์ก็หมายถึงศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้นอะไรที่ไม่สมควรกับพระสงฆ์ ก็เป็นการไม่สมควรกับศาสนาพุทธ ตรงนี้ที่ดิฉันเป็นห่วง ถ้าพวกคุณเอาศาสนาไปผูกติดกับมนุษย์ หรือวัตถุ น่าเป็นห่วงมากค่ะ ศาสนาก็คงเสื่อมทุกวินาที เพราะไม่มีจุดยืน

  10. ก่อนที่จะไปศรัทธาคนอี่น ควรทำตัว ให้ตัวเองศรัทธาก่อนจะดีกว่า ที่คุณพูดมา คุณคิดหรือไม่ว่า เราควรศรัทธาในคำพูดของเราหรือไม่ ขนาดเพื่อนร่วมงานยังรับไม่ได้ คุณพบเห็นคนที่คุณไม่ศรัทธา คุณน่าจะนำสิ่งที่คุณไม่ศรัทธา มาบอกเล่ากับเพื่อนร่วมงานโดยใช้วาจาแบบสุภาพ เพื่อให้เพื่อนร่วมงานศรัทธาในตัวคุณ แต่ตรงกันข้าม คุณเองก็พูดจาออกมาไม่น่าศรัทธาเช่นกัน จะศรัทธาใครหรือไม่ ไม่สำคัญ ตัวเราเองสร้างศรัทธาให้ตัวเอง ก็พอแล้ว

  11. อืม..เราไม่เคยเรียกร้องให้ใครมาศรัทธาในตัวเราเลย
    ยิ่งจะมาศรัทธาเราเพราะคำพูดแล้ว ยิ่งไม่ต้องการแม้แต่เศษเสี้ยวธุลี
    แต่ถ้าจะมาศรัทธาเรา เพราะการกระทำของเรา..นั่นเป็นอีกเรื่อง
    (แต่ก็ไม่เคยเรียกร้องให้ใครมาศรัทธาการกระทำของเราอยู่แล้ว)

    คำพูดที่สุภาพหรือไม่สุภาพ ไม่มีผลต่อความศรัทธาของเราเลย
    สำหรับเรา “การกระทำ” สำคัญกว่าคำพูดไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า

    ถ้าคุณ “คนไทย” เลือกที่จะศรัทธาคนจากคำพูดที่สุภาพเพียงอย่างเดียว
    ก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล และเราเคารพในวิธีการคิดของคุณ

    แค่อยากถามว่า..
    แล้วพระที่พูด “กู” “มึง” ล่ะ
    แล้วนักการเมืองที่พูดไพเราะเสนาะหู …แต่โกง อิ๋บอ๋าย ล่ะ

  12. คุณรู้สึก “ไม่ศรัทธา” กับพระรูปนั้น หรือ “คุ่นเคือง” กันแน่!?

    แล้วสิ่งที่คุณ มองว่าไม่มีประโยชน์ สำหรับคุณ!! มันอาจจะมีประโยชน์สำหรับคนอื่นๆ ก็ได้

    มีพระเคยเทศน์ให้ฟังว่า “ให้ตัวเราเอง มองตัวเราเอง วิเคราะห์ตัวเราเอง ทำให้ได้ก่อนที่จะมองคนอื่น”

    “เปิดใจ รับฟังความคิดเห็น และมองโลกในมุมกว้างๆ ดีกว่าคับ”

    Ps.ผมแค่ผ่านมาเท่านั้นเองคับ ^ ^