My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

ปัดฝุ่นบทความที่ว่าด้วย “An Inconvenient Truth”

6 ความเห็น

103-1.jpg
source: http://www.climatecrisis.net

An Inconvenient Truth ฝีมือการกำกับของเดวิส กักเทนไฮม์
คือภาพยนตร์แนวสารคดี ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการรณรงค์เกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนอย่างจริงจังของอัล กอร์

เนื้อหาของภาพยนตร์พุ่งเป้าไปยังความน่าสะพรึงกลัวของปัญหาสภาวะโลกร้อน
โดยสะท้อนผ่านภาพที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
อาทิ ภาวะอุทกภัยในเมืองนิวยอร์ก น้ำที่ไหลบ่าเข้าท่วมรัฐฟลอริดา
พายุเฮอริเคนที่เกรี้ยวกราดมากขึ้น ความแห้งแล้งรุนแรงเกินเยียวยา
ธารน้ำแข็งและภูเขาน้ำแข็งที่ละลายหายไป
ซึ่งทั้งหมดนั้นได้รับการตรวจสอบแล้วว่า เป็นข้อมูลที่มีความถูกต้องระดับ ๕ ดาวตามหลักการทางวิทยาศาสตร์

…และถ้าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นความจริง ก็หมายความพวกเราทุกคนกำลังใช้ชีวิตอยู่บนระเบิดเวลาลูกกลมๆ นั่นเอง…

สำนักข่าวเอพีสอบถามความคิดเห็นจากนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศโลกที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้
เกือบทั้งหมดรู้สึกประทับใจอย่างยิ่งที่กอร์สามารถถ่ายทอดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ได้ถูกต้อง
โดยเฉพาะแก่นของเรื่องที่ว่า…
“โลกกำลังร้อนขึ้น โดยมีการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์เป็นต้นเหตุของหายนะ”

103-3.jpg
source: http://www.climatecrisis.net

แม้ว่ากอร์จะโด่งดังไม่แพ้ดาราฮอลลีวูด
แต่นั่นก็ไม่ช่วยให้สารคดีเรื่องนี้ออกฉายแพร่หลายทั่วสหรัฐฯ เหมือนภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องอื่นๆ
ตรงกันข้าม An Inconvenient Truth ซึ่งลงโรงช่วงสัปดาห์สุดท้ายในเดือนพฤษภาคม ๔๙
ถูกจำกัดการฉายไว้ที่โรงภาพยนตร์ ๔ แห่งในนิวยอร์กและลอสแอนเจลิสเท่านั้น !!!
แต่ในระยะเวลาเพียง ๔ วันแรก มันกลับโกยเงินถึง ๓๖๕,๗๘๗ ดอลลาร์สหรัฐฯ

ผ่านไป ๑ สัปดาห์ จำนวนโรงภาพยนตร์ที่ฉาย An Inconvenient Truth เพิ่มขึ้นเป็น ๗๗ แห่ง
สอดคล้องกับรายได้รวมซึ่งทะยานไปอยู่ที่ ๑.๙ ล้านเหรียญ
และข้อมูลเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม มีโรงภาพยนตร์จำนวน ๕๖๒ แห่งที่ฉายสารคดีของกอร์
โกยเงินไปมากกว่า ๑๕ ล้านเหรียญ จากระยะเวลาการฉาย ๗ สัปดาห์

นานาประเทศทั่วโลกเพิ่งจะตระหนักถึงหายนะจากสภาวะโลกร้อนอย่างจริงจังเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
มีการประชุมนานาชาติเพื่อกำหนดข้อตกลงร่วมกันในลดใช้พลังงานที่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
หลายประเทศโดยเฉพาะในแถบยุโรปให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
แต่สหรัฐอเมริกาซึ่งสร้างคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลกกลับเฉยเมยที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว

ก่อนจะสร้างหนังเรื่องนี้ กอร์เองก็มีชื่อเสียงในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว
แนวคิดเรื่องโลกร้อนของเขาเป็นขั้วตรงข้ามกับจอร์ช ดับยา. บุช
เพราะประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบันมักอ้างถึงสภาวะโลกร้อนว่า…
“มลพิษทางอากาศที่เพิ่มขึ้นถือเป็นเรื่องปกติ พยายามลดอย่างไรก็ไม่เป็นผลเท่าใดนัก
จะเชื่อได้อย่างไรว่าอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นจากการกระทำของมนุษย์จะนำไปสู่หายนะ”
จึงไม่น่าแปลกใจถ้าบรรดากลุ่มอุตสาหกรรมที่พ่นมลพิษจะพากันหลงใหลในแนวคิดของจอร์ช ดับยา. บุช

บางคนมองว่า ภาพยนตร์ของกอร์ผลักอเมริกันชนเข้าสู่ความกลัว
พร้อมกับพยายามสร้างกระแสให้สภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องฉุกเฉินระดับโลก
ที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนโดยหวังผลทางด้านการเมือง
แต่กอร์ออกมายืนยันว่า เขาไม่สนใจที่จะลงรับสมัครเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานนาธิบดีสหรัฐฯ
โดยจะใช้เวลาที่เหลือกับการรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก

103-4.jpg
source: http://www.climatecrisis.net

ข้อความบางส่วนในหนังสือ An Inconvenient Truth ของกอร์ เขียนเอาไว้ว่า
“ไม่ว่าคุณจะเป็นเดโมแครตหรือรีพับลิกัน ผมหวังจะให้คุณรับรู้ว่า
เป้าหมายของผมคือการแบ่งปันความรู้สึกที่ผมมีต่อโลกและความห่วงใยในชะตากรรมของโลก
นักวิทยาศาสตร์กว่า ๒๐๐ คนจากร้อยประเทศทั่วโลกทำงานเก็บข้อมูลเรื่องนี้มานานกว่า ๒๐ ปี
เห็นตรงกันว่าทุกประเทศทั่วโลกจะต้องร่วมกันเพื่อทำให้หลุดพ้นจากวิกฤตที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่
วิกฤตนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องของจริยธรรม”

และเขายังกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า…
“ผมอยากผลักดันให้ประเทศของเราก้าวออกจากการแข่งขันของพรรคการเมือง ๒ ฝ่าย
เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาร่วมกันอย่างจริงจังและจริงใจ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมมือกันจริงๆ”

ในประเทศไทย An Inconvenient Truth เข้าฉายที่สกาลาเพียงแห่งเดียว
เราไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้ช่วงปลายเดือนกันยายน ๔๙ หลังจากที่มันเข้าฉายมาแล้วเกือบเดือน
รอบ ๑๔.๐๐ น. ของวันนั้น มีผู้ชมภาพยนตร์บางตา คาดประมาณว่าคงไม่เกิน ๕๐ คน

ควรจะคิดแง่บวก…มันเข้ามานาน คนส่วนใหญ่เขาดูกันไปหมดแล้ว
หรือจะยอมจำนนกับความจริงที่ว่า…เรื่องของสิ่งแวดล้อมไม่ใช่กระแสหลักของสังคมไทย
(อาจเข้าขั้น “ไม่อยู่ในกระแสสังคม” เพราะประเด็นนี้มักเป็นเรื่องท้ายๆ ที่คนไทยจะคิดถึง)
คนที่ตั้งใจจะมาดู An Inconvenient Truth จึงมีเพียงหยิบมือ

จำได้ว่าหลังจากหนังจบ เรารู้สึกเหนื่อยแทนอัล กอร์
ด้วยเข้าใจดีว่า…
การมีข้อมูลอยู่ในมือแล้วพยายามจะส่งผ่านไปยังผู้รับให้มากที่สุด
เพื่อหวังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น…ไม่ง่ายสักนิด

รายการชีพจรโลกกับ สุทธิชัย หยุ่น คืนนี้
ทำให้เราต้องหยิบบทความที่เคยเขียนถึง “An Inconvenient Truth” ขึ้นมาปัดฝุ่น
ก่อนจะจบประโยคสุดท้ายก็พลันเกิดคำถามที่ไม่มีคำตอบ…อีกแล้ว

ทำไมนักการเมืองไทย ไม่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมบ้างนะ
แค่ครึ่งหนึ่งของอัล กอร์ก็พอแล้ว
แค่อยู่ในจิตสำนึกที่จะวางแผนนโยบายพัฒนาประเทศแบบไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมก็เหลือเฟือแล้ว
หากนักการเมืองไทยใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอีกนิด
…มาบตาพุดก็คงไม่ต้องสำลักมลพิษอย่างเช่นทุกวันนี้…

หมายเหตุ : สำหรับผู้ที่พลาดการชม An Inconvenient Truth ในโรงภาพยนตร์
VCD และ DVD ของสารคดีเรื่องนี้มีวางจำหน่ายแล้วในประเทศไทย
หากยังไม่อยากเสียเงิน ลองแวะไปชิมลางก่อนได้ที่ http://www.climatecrisis.net

ตัดทอนและเรียบเรียบใหม่จากที่เคยตีพิมพ์ครั้งแรกในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์
ฉบับวันศุกร์ที่ ๒๑ – วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙

Advertisements

6 thoughts on “ปัดฝุ่นบทความที่ว่าด้วย “An Inconvenient Truth”

  1. เรื่องนี้ตอนเข้าโรงที่ลิโด้ ผมไปยืนดูโปสเตอร์อยู่นานด้วยความอยากดูจัด
    แต่ช่วงนั้นไม่มีเวลาว่างเลยจริงๆ เสียดายมาก ตอนนี้จึงพยายามหาซื้อ DVD มาเก็บเลย

  2. บางคนอาจจะมองว่า โลกร้อนเป็นเรื่องไกลตัว
    ทั้งที่ความจริงแล้ว มันเกี่ยวข้องกับทุกคนบนโลกนี้
    ไม่ว่าจะในรูปแบบของ “ผู้ร่วมสร้างโลกร้อน” หรือ “ผู้รับผลกระทบจากโลกร้อน”

  3. เราเป็นคนที่ “เข้าไม่ถึง” ในอะไรก็ตาม
    ที่มันซับซ้อนมากๆ เช่น “จิตใจมนุษย์ และ / หรือ
    เกี่ยวกับ ความซับซ้อนของ โลกมนุษย์,
    มันอาจจะเป็นสิ่งจำเป็นต้องรู้ –
    แต่บางครั้งเราก็รู้สึกว่า… รู้แล้วเศร้า, ไม่รู้ไม่เศร้า
    เราเลยลือกอย่างหลัง ^^

    เราชอบดูหนัง, แต่เราก็เลือกดู
    เราชอบฟังเพลง – เราจะเลือกเฉพาะเพลงที่ชอบ
    เราชอบอ่านหนังสือ… เราจึงเลือกหนังสือที่อยากจะอ่าน

    เราชอบคนบางคน – –
    เราก็เลือกที่จะรับรู้ในบางสิ่ และข้ามไปบางอย่าง ^^

    ปล.รักข้ามรั้วเป็นเล่มที่ 1 ที่เขียนคนเดียว
    เป็นเล่มที่ 4 ถ้านับกับรวมเรื่องสั้น
    เป็นเรื่องที่ 53 ถ้านับ “เรื่อง” ที่เขียน

    ขอบคุณนะ, ที่ไปเยี่ยมเยือน ^^

  4. แม้ความจริงจะซับซ้อนและอาจทำให้ทุกข์ใจ
    แต่ก็ต้องยอมรับว่า เราหนีมันไม่พ้น…ใช่หรือไม่ ?

  5. ช่วงที่ไปอยู่ออสเตรเลีย
    อัล กอร์มาโปรโมทสารคดีนี้ที่นั่นพอดี
    จะว่าไปแล้ว เพราะ an inconvenient truth เข้าที่นั่นแหละ
    ตอนอาจารย์เขาบอกว่าให้หาหัวข้อที่สนใจแล้วไปหาบทความมาอ่านในแต่ละสัปดาห์
    ฉันก็เลยเลือกหัวข้อที่เกี่ยวกับ Global Warming โดยมีบทความวิจารณ์สารดคีเรื่องนี้เป็นอันแรกที่เลือกอ่าน
    หลังจากนั้นก็ได้อ่านอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวกับโลกร้อนและตัว kyoto protocal ด้วย
    แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้ดูสารคดีนี้
    เพิ่งได้ดูตอนกลับมาไทยแล้ว
    ดูแล้วก็เครียดดีนะ บางอย่างที่เขานำเสนอ ฉันก็ได้อ่านผ่านตาจากบทความต่างๆที่อ่านมาก่อนหน้านี้
    คนอาจมองว่าเขาพยายามทำให้มันดูน่ากลัวมากๆ
    แต่จริงๆแล้ว ถ้าเปรียบเทียบกับที่เคยอ่านมา เขาบอกว่าคนเรามีระดับขั้นของการยอมรับความจริง
    จำไม่ได้แม่นนัก แต่ฉันก็ชอบที่เขาเขียนมาก คิดว่าถ้าลองไปค้นๆดู มันก็จะมาลงเอยที่ว่า เราพยายามปฏิเสธที่จะไม่รับรู้ทั้งๆที่มันเป็นสิ่งที่ควรต้องรู้ เพราะมันก็คือความจริงที่เราไม่อยากรู้ ไม่อยากเชื่อ และอยากจะลืม
    อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของโลกร้อนมันโดนเราอย่างจริงจัง แล้วเราจะหนีความจริงที่เราไม่อยากรับรู้ไปได้อย่างไร

    …. อืมมม เฮ้อออ ….

  6. ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
    จะหนียังไงก็หนีไม่พ้น……..ถูกต้องนะคร้าบบบบบ