My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

เมื่อกระแสโลกร้อนย้อนมาเล่นงานอัล กอร์

6 ความเห็น

Gore’s oscar
source: http://www.diariolasamericas.com/news.php?nid=23752

คงทราบผลการประกาศรางวัลออสการ์ ครั้งที่ ๗๙ กันแล้วว่า…
ผู้กำกับรายใด นักแสดงคนไหน และภาพยนตร์เรื่องใดได้รับรางวัลกลับบ้านไปบ้าง

ด้วยไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้วงการภาพยนตร์จึงไม่ได้ติดตามการถ่ายทอดสดแบบนาทีต่อนาที
แต่เมื่อทราบข่าวว่า An Inconvenient Truth ได้รับออสการ์
เราก็พลอยดีใจไปด้วย เพราะรางวัลคงช่วยให้อีกหลายๆ คนชายตามาเห็นปัญหาวิกฤตโลกร้อน
หน่วยงานหรือองค์กรที่พยายามตะโกนเรื่องนี้กันมานาน แต่ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
เกาะกระแส An Inconvenient Truth คราวนี้อาจจะทำงานรณรงค์กันง่ายขึ้น

โดยส่วนตัวแล้ว เรามีความเห็นว่า ความบันเทิงในรูปแบบของภาพยนตร์สารคดีนี่แหละที่จะลดช่องว่างระหว่างคนทั่วไปกับสาระหนักๆ ได้
และเชื่อว่าหลังจากนี้ ต้องมีอีกหลายบ้านเชื้อเชิญให้อัล กอร์มาเลคเชอร์เรื่องสภาวะโลกร้อน
แบบตัวต่อตัวผ่านเครื่องเล่นดีวีดีและจอโทรทัศน์กันเลยทีเดียว

An Inconvenient Truth คว้าออสการ์ตัวแรกจากรางวัลภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม
ฝีมือการกำกับของเดวิส กักเทนไฮม์
ตามมาด้วยออสการ์ตัวที่สองจากรางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม “I need to wake up”
ซึ่งเขียนเนื้อและขับร้องโดยเมลิสซา อีเธอร์ริดจ์ นักร้องเพลงคันทรี่รุ่นใหญ่ของอเมริกา

ในการขึ้นรับรางวัลบนเวทีคืนนั้น กอร์ประกาศก้องว่า
“พวกเราทุกคนต้องช่วยกันแก้ปัญหาวิกฤตนี้
มันไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของความถูกต้องชอบธรรม
และมันก็ไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คุณคิด
ทุกคนสามารถทำบางสิ่งบางอย่างได้ด้วยตนเองเพื่อเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้”

ผลพวงจาก An Inconvenient Truth ทำให้งานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งนี้
เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่เคย
The Natural Resources Defence Council ซึ่งเป็นองค์กรร่วมจัดเปิดเผยว่า
มีการคำนวณพลังงานทั้งหมดที่ใช้ในการเตรียมงาน การจัดงาน การถ่ายทอดสด
เพื่อจ่ายเงินชดเชยให้ครอบคลุมการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากงานวันนั้น
ทั้งยังเลือกใช้กระดาษรีไซเคิล
แม้แต่อาหารที่เสริฟ์ในงานเลี้ยงหลังการประกาศรางวัล
ยังเป็นอาหารจากระบบเกษตรอินทรีย์ล้วนๆ

นอกจากนี้นักร้องนักแสดงชื่อดังหลายคน อาทิ คาเมรอน ดิแอซ, ลีโอนาโด ดิคาปริโอ,
คาโรล คิง, ทอม แฮงค์, จูเลีย รอเบิร์ต, อลานิส มอริเซ็ท ฯลฯ
ยังทิ้งลีมูซีนคันหรูแล้วหันมาขับรถไฮบริดกันเป็นแถว
นัยว่าใครยังขับรถจอมเขมือบน้ำมันอยู่ก็ถือว่าเชยเต็มที
ยุคนี้ถ้าจะให้เก๋และอินเทรนด้วยไฮบริด

หลังงานเลี้ยงเลิกลา กอร์นอนกอดรางวัลออสการ์อย่างปลื้มปิติได้เพียงคืนเดียวเท่านั้น
เพราะพลันข้ามวัน เขาก็โดนประนามว่าเป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก
เมื่อ The Tennessee Centre for Policy Research
ซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรเล็กๆ ในบ้านเกิดของกอร์เอง
เกิดอยากรู้อยากเห็นว่า กอร์ปฏิบัติตัวอย่างที่เขาเที่ยวบอกให้คนโน้นคนนี้ช่วยกันลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์บ้างหรือไม่

จึงลงมือตรวจสอบตัวเลขค่าไฟฟ้าของคฤหาสน์หรูขนาด ๙๒๙ ตารางเมตร แล้วพบว่า
ตลอดปีที่แล้วที่พักอาศัยของกอร์กระหน่ำใช้ไฟฟ้าถึง ๒๒๑,๐๐๐ กิโลวัตต์-ชั่วโมง
หรือมากกว่าค่าเฉลี่ยการใช้ไฟฟ้าของชาวอเมริกันถึง ๒๐ เท่า!!!
…อ้าว เริ่มเข้าเค้า “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” เสียแล้ว…

ใบแจ้งค่าไฟฟ้าแต่ละเดือนปรากฏตัวเลขตั้งแต่ ๑๖,๒๐๐ – ๑๘,๔๐๐ กิโลวัตต์-ชั่วโมง
ขณะที่ค่าเฉลี่ยการใช้ไฟฟ้าทั้งปีของบ้านเรือนละแวกเดียวกันอยู่ที่ ๑๕,๖๐๐ กิโลวัตต์-ชั่วโมง
สรุปง่ายๆ …
ปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งปีของเพื่อนบ้านยังน้อยกว่าที่บ้านของกอร์สวาปามใช้ในแต่ละเดือน
หมดกัน ภาพที่สร้างให้ผู้ชมเห็นผ่านทางภาพยนตร์ช่างตรงข้ามกับชีวิตจริงอย่างสิ้นเชิง
หรือที่ว่า “ในวงการบันเทิงทุกอย่างก็ยังเป็นเรื่องมายาอยู่วันยังค่ำ”
จะเป็นสัจธรรมที่ใช้ได้กับวงการบันเทิงทั่วโลก

ข่าวความจริงที่ถูกเปิดโปงในยุคดิจิตอลแพร่สะพัดอย่างรวดเร็วผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ถึงขนาดที่หนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดียนของอังกฤษเปรียบเทียบแบบตลกร้ายว่า
อัตราความเร็วของการกระจายข่าวนี้สามารถทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นได้ในทันที
“By yesterday the news of Mr Gore’s energy bills was flying around the internet at a rate which, were the web petrol-powered, would have led to instant sea level rises.”

หลังจากนั้นไม่นานผู้รับข่าวก็แบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือ
กลุ่มที่ปักใจเชื่อข้อมูลใหม่เรื่องการใช้ไฟฟ้า และกลุ่มที่ยังเชื่อมั่นในตัวกอร์
ถึงขั้นที่มีการโจมตีว่า สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเป็นขบวนการทำลายชื่อเสียง
และพยายามเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐฯ
ซึ่งน่าจะยืนอยู่ขั้วตรงข้ามกับการรณรงค์เรื่องวิกฤตโลกร้อนของกอร์

ดริว จอห์นสัน ประธานของ The Tennessee Centre for Policy Research ปฏิเสธว่า
กลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้
และเขาเองก็ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้ชื่อเสียงของกอร์ต้องแปดเปื้อน
แค่อยากรู้ว่ากอร์ใช้ชีวิตตามคำแนะนำที่เขาบอกคนอื่นๆ บ้างหรือไม่เท่านั้นเอง

สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น กอร์ไม่ได้ออกมาตอบโต้แต่อย่างใด
มีเพียงโฆษกสาวส่วนตัวเท่านั้นที่ออกมาให้ข่าว
ซึ่งเธอก็ไม่ได้ปฏิเสธตัวเลขการใช้ไฟฟ้าฟ้าที่ถูกเปิดเผย
แต่กลับพูดว่า “ไม่ว่าจะโจมตีตัวผู้ส่งสารเช่นอัล กอร์อย่างไร สาร (ข้อมูลเรื่องโลกร้อน – ผู้เขียน) ที่เขาพยายามจะสื่อก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง”

ทั้งนี้ตัวเลขที่ปรากฏบนใบแจ้งค่าไฟฟ้าของกอร์ก็ไม่สามารถให้ข้อมูลในภาพรวมได้
เพราะไฟฟ้าที่ใช้ในบ้านพักหลังนั้นล้วนมาจากกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด
เช่น แสงอาทิตย์ ลม ก๊าซมีเทน และอื่นๆ ที่ป้อนให้กับ Tennessee Valley

เธอพยายามชี้แจงว่า กอร์ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน
เพื่อลดปริมาณไฟฟ้าที่ต้องซื้อจากผู้ผลิตไฟฟ้า
และรับผิดชอบต่อการใช้พลังงาน
ด้วยการจ่ายเงินสำหรับการอนุรักษ์ผืนป่าเพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์

…ถ้ารวยพอ การเปลี่ยนตัวเองเพื่อชะลอวิกฤตโลกร้อนก็คง “ไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คุณคิด”
เหมือนคำกล่าวของกอร์บนเวทีออสการ์
แค่จ่ายเงินชดเชยการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทุกอย่างก็เรียบร้อย เช่นนั้นหรือ…

เหตุการณ์นี้ทำให้เรานึกถึงคำกล่าวที่ว่า “Do as I say, not as I do” ขึ้นมาทันที
ฉะนั้นเราควรจะทำตามคำแนะนำที่กอร์บอก ไม่ใช่เช่นที่กอร์ปฏิบัติ
…เฮ้อ ถ้าพูดอย่างนี้แล้วจะเหลือแนวร่วมต่อสู้กับวิกฤตโลกร้อนกี่คนเนี่ย…

ตีพิมพ์ในสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ฉบับวันศุกร์ที่ ๙ – วันพฤหัสที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

Advertisements

6 thoughts on “เมื่อกระแสโลกร้อนย้อนมาเล่นงานอัล กอร์

  1. หัวข้อเสวนา 2 รายการของสนพ.มติชน ณ เวทีเสวนา Hall A

    1. เสาร์ที่ 31 มี.ค.50 เวลา 15.00-16.00 น.
    เรื่อง “เก็น – สงคราม สันติภาพ บนลายเส้นการ์ตูน” พบกับ ฉัตรนคร องคสิงห์ ผู้แปล และทีมงาน Project Gen จากประเทศญี่ปุ่น

    2. ศุกร์ที่ 6 เม.ย.50 เวลา 14.00-15.00 น.
    เรื่อง “An Inconvenient Truth โลกร้อน ความจริงที่ไม่มีใครอยากเผชิญ” พบกับ คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์

    ข่าวจากเว็บไซต์มติชนบุ๊ค

  2. ถ้ามีเวลา อาจจะแว้บไปฟัง
    ขอบคุณที่ส่งข่าว ^_^

  3. เขียนถึงเรื่องนี้ไว้เหมือนกันครับที่
    http://enemy222.blogrevo.com/
    แล้วเราจะรักโลกมากขึ้น

  4. อ่านแล้ว ฉันแยกประเด็น
    ถ้ากอร์ทำจริง ก็คือตัวเขา
    แต่สิ่งที่เขาสร้างมากับ an inconvenient truth ก็ปฏิเสธไม่ได้
    เขาก็คือส่วนหนึ่งที่ทำให้กระแสโลกร้อนกลายเป็ฯคล้ายๆแฟชั่นไปได้น่ะ
    ฟังว่าดูเป็นแฟชั่น อาจไม่ดี แต่ฉันว่าอะไรที่ทำให้เกิดกระแส
    แบบประมาณพูดแล้วดูเท่ ทำแล้วดูดี ก็ยังดีกว่า ไม่ทำหรือไม่คิดจะสนใจเลย

    ในความเห็นส่วนบุคคลของฉัน
    ฉันไม่ค่อยเชื่อสื่อมวลชนเท่าไร
    ฉันคิดว่าสื่อสามารถเลือกที่จะนำเสนอไปในทำนองไหนได้
    เจตนาแรกในการไปค้นเรื่องที่ว่ามา ก็คือความ “หมั่นไส้” ในตัวกอร์หรือเปล่า
    ไม่อย่างนั้น ถ้ารู้สึกว่า กอร์ ทำได้โอเคแล้ว ทำไมยังต้องไปค้นมาอีก
    แล้วทำจริงหรือเปล่า ก็ไม่รู้ บางครั้งสื่อก็แค่ทำสิ่งบางอย่างเพื่อความสะใจ
    ถ้าตอนหลังมาพบว่าไม่จริง ก็ไม่มีใครสนใจแล้ว เพราะได้นำเสนอไปแล้วนิ
    อันนี้ก็ความเห็นส่วนตัวจริงๆ

    ไม่ว่าอย่างไร ฉันก็ยังรู้สึกขอบคุณ คุณอัล กอร์ ที่ทำให้กระแสโลกร้อนไม่หายไปกับความกลัวที่จะยอมรับความจริงน่ะ
    ก็อย่างที่คุณคิ้วหนาบอกแหละค่ะ
    ถ้ากอร์เขาทำจริงๆ อย่างที่สื่อบอกมา
    เราในฐานะมนุษย์โลก ก็แค่ทำตามที่เขาได้นำเสนอมา แต่ไม่ต้องไปเลียนแบบสิ่งไม่ดีที่เขาทำ มันก็เท่านั้น

  5. ^
    ^
    อ่อ ลืมบอกไป ที่ว่าถึงสื่อมวลชนน่ะ
    ก็แค่บางสื่อเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด
    เพราะยังไงก็มีเพื่อนสนิทเป็นสื่อมวลชนอยู่
    รู้ดีว่าสื่อดีๆน่ะ เขาก็ทำงานอย่างต้องการนำเสนอความจริงกันจริงจังค่ะ

  6. สำหรับเรา การจะบอกให้คนอื่นลุกขึ้นมาทำอะไร หรือเปลี่ยนแปลงอะไร
    คนบอกนั่นแหละที่จะต้องลงมือก่อน
    ต้องลงมือปฏิบัติให้เป็นประจำด้วย ไม่ใช่ฉาบฉวย ประเดี๋ยวประด๋าว
    แล้วการกระทำของเขาเองนั่นแหละก็จะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นทำตาม
    โดยไม่ต้องเอ่ยปากเชิญชวน

    แต่บางคนไม่ได้คิดอย่างเรา
    …อัล กอร์ก็อาจเป็นหนึ่งในนั้น…