My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

มาบตาพุด…ยิ่งกว่าสำลักมลพิษ (ตอน ๒)

57 ความเห็น

map-ta-phut-01.jpg
(กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม เอื้อเฟื้อภาพ)
ก๊าซส่วนเกินถูกเผาทิ้งบริเวณปากปล่องเป็นภาพที่เห็นได้ทั่วไปในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
แต่ที่สหรัฐฯ บางรัฐ เขาห้ามมีเปลวไฟบริเวณปากปล่องเลยทีเดียว
เพราะมันหมายถึงความผิดปกติของกระบวนการผลิตในโรงงาน

ภัยร้ายในอากาศ
มลพิษทางอากาศในพื้นที่มาบตาพุดเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงมากที่สุด
ซึ่งต้นตอของปัญหาแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม

กลุ่มแรกคือ สารอินทรีย์ระเหย (Volatile Organic Compounds: VOC)
จากการตรวจสอบตัวอย่างอากาศในช่วงเดือนตุลาคม ๔๘ ถึง มกราคม ๕๐
กรมควบคุมมลพิษรายงานว่า มีสารอินทรีย์ระเหยมากกว่า ๔๐ ชนิดปะปนอยู่ในอากาศบริเวณมาบตาพุด ทั้งที่มีกลิ่นเหม็นและไม่มีกลิ่น
ซึ่งประเภทที่ไร้กลิ่นมีอันตรายต่อร่างกายมากกว่า
และสารอินทรีย์ระเหย ๒๐ ชนิดจากทั้งหมดที่ตรวจพบจัดเป็นสารก่อมะเร็ง

ตั้งแต่ช่วงหลังเกิดเหตุย้ายโรงเรียนใหม่ๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กรมอนามัย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
ได้ทำการศึกษาเรื่องสารอินทรีย์ระเหยมาแล้วหลายครั้ง
แต่ไม่รู้ด้วยติดขัดอุปสรรคอันใด
จนแล้วจนรอดประเทศไทยก็ยังไม่มีค่ามาตรฐานของสารอินทรีย์ระเหยเหล่านี้เป็นของตัวเองเสียที

จนเมื่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติแต่งตั้ง
“คณะอนุกรรมการศึกษาความสัมพันธ์ของสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่มาบตาพุดกับปริมาณสารอินทรีย์ระเหยที่ปล่อยจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด” เมื่อ ๒๓ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
คณะอนุกรรมการชื่อยาวชุดนี้จึงต้องรับหน้าที่เป็นผู้กำหนดมาตรฐานปริมาณสารอินทรีย์ระเหยในอากาศ เพื่อเสนอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาและประกาศบังคับใช้ต่อไป

ระหว่างนี้หน่วยงานไทยก็ใช้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา ระดับเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ เป็นเกณฑ์อ้างอิงไปพลางๆ ก่อน
ซึ่งน่าตกใจมากที่สารอินทรีย์ระเหยในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจำนวน ๑๙ ชนิดจากทั้งหมด ๒๐ ที่เป็นสารก่อมะเร็งมีค่าสูงเกินมาตรฐานการเฝ้าระวังของสหรัฐอเมริกาหลายสิบหลายร้อยเท่า
เช่น อโครลีนสูงกว่าระดับเฝ้าระวัง ๖๙๓ เท่า เอทิลีน ไดคลอไรด์สูงกว่าระดับเฝ้าระวัง ๒๕๖ เท่า คลอโรฟอร์มสูงกว่าระดับเฝ้าระวัง ๒๓๘ เท่า ไวนิลคลอไรด์สูงกว่าระดับเฝ้าระวัง ๔๕ เท่า และเบนซีนสูงกว่าระดับเฝ้าระวัง ๓๑ เท่า

กลุ่มที่สองคือ การเผาไหม้เชื้อเพลิงของโรงงานและโรงไฟฟ้า
ซึ่งมักจะพ่นไนโตรเจนไดออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกมาด้วย
ก่อนหน้านี้มีการประเมินขีดความสามารถของพื้นที่มาบตาพุดด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์แล้วว่าจะรองรับมลพิษได้มากแค่ไหน
ซึ่งเมื่อใส่ตัวเลขจริงของการระบายไนโตรเจนไดออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากแต่ละปล่องของทุกโรงงานในพื้นที่มาบตาพุดก็พบว่า

ความเข้มข้นของก๊าซทั้งสองชนิดสูงเกินมาตรฐานคุณภาพอากาศ
ยิ่งถ้าแต่ละโรงงานระบายไนโตรเจนไดออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์
ในอัตราสูงสุดตามที่ได้รับอนุญาต ก็จะยิ่งทำให้ปริมาณมลพิษทางอากาศ
…กระฉูดเกินค่ามาตรฐานไปอีกหลายระดับ…

ร้ายที่สุดเห็นจะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ของบริษัท BLCP
เพราะปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์มากถึง ๑,๐๐๐ กรัมต่อวินาที
และปล่อยไนโตรเจนไดออกไซด์อีกประมาณ ๖๘๐ กรัมต่อวินาที
เป็นเช่นนี้วันละ ๒๔ ชั่วโมงต่อเนื่องปีละ ๑๑ เดือน
ยังโชคดีที่มีช่วงเวลาสำหรับการหยุดพักและซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าปีละ ๑ เดือน

.
.
.
map-ta-phut-04.jpg
(กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม เอื้อเฟื้อภาพ)

map-ta-phut-03.jpg
(กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม เอื้อเฟื้อภาพ)

น้ำบ่อดื่มไม่ได้ น้ำฝนทำลายพืชผลการเกษตร

ไนโตรเจนไดออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ปล่อยจากปล่องโรงงานและโรงไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ไม่ได้จางหายไปกับกระแสลมแรงริมทะเลอย่างที่บางคนคิด
มันยังลอยตัวอ้อยอิ่งอยู่ละแวกนั้นและพร้อมจะกลับมาเล่นงานชุมชนในรูปของฝนกรด

“ที่บอกว่าน้ำประปาสะอาดใส ขอโทษเถอะครับ บางวันควายยังไม่กินเลย”
คือเสียงสะท้อนจากชายชาวระยองวัยผมสีดอกเลาที่ลุกขึ้นแสดงความคิดเห็นในวงสัมมนา “ปัญหามลพิษในพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรรมภาคตะวันออก”
ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดขึ้นที่ศูนย์ราชการจังหวัดระยองเมื่อ ๑๐ มีนาคม ๕๐
เกษตรกรผมสีดอกเลาผู้ตั้งรกรากทำสวนอยู่ในจังหวัดระยองมาทั้งชีวิต
เล่าถึงผลกระทบจากอุตสาหกรรมที่มีต่อภาคเกษตรกรรมอันเป็นรากเหง้าของชาวระยองว่า

“ผลไม้ที่ออกช่อเล็กๆ ปลายกิ่ง เช่น มะม่วง ลิ้นจี่ ออกดอกแต่ไม่ติดผล
มะปรางออกดอกได้ ๓ วัน ดอกก็ดำหมด
อีกหน่อยคงเหลือแต่ผลไม้ที่ออกดอกใต้ร่มใบ เช่น ขนุน ทุเรียน
เมื่อเดือนที่แล้ว มีฝนโปรยลงมาเล็กน้อย
พืชใบอ่อนอย่างกะเพรา โหระพา ก็ใบไหม้ดำ เหมือนโดนน้ำร้อนลวก”

ไม่เพียงน้ำฝนที่ปะปนด้วยสิ่งแปลกปลอมจนไม่ชื่นใจใสสะอาดเหมือนครั้งอดีต
น้ำบ่อก็ใช้สำหรับการบริโภคไม่ได้เช่นกัน
การปล่อยน้ำทิ้งของโรงงานอุตสาหกรรมทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติเสื่อมโทรมลงอย่างมาก

ทั้งนี้ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำผิวดินโดยกรมควบคุมมลพิษ รายงานว่า
ปริมาณความสกปรกในรูปอินทรียสาร (BOD) และปริมาณความเข้มข้นของโลหะหนัก ๔ ชนิด ได้แก่ ทองแดง แมงกานีส นิเกิล สารหนู สูงเกินค่ามาตรฐาน

ยิ่งไปกว่ากว่านั้น ผลการศึกษาการปนเปื้อนโลหะหนักในแหล่งน้ำชุมชนเขตเทศบาลมาบตาพุด
ของ ดร. อาภา หวังเกียรติ อาจารย์สาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรังสิต ยังพบว่า
ในทุกตัวอย่างน้ำที่เก็บมาจากบ่อน้ำตื้น น้ำสระ และน้ำบาดาล รวม ๘๐ ตัวอย่าง
มีปริมาณโลหะหนักอย่างน้อย ๑ ชนิดสูงเกินค่ามาตรฐาน

สำหรับค่าการปนเปื้อนของโลหะหนักสูงสุด เป็นดังนี้
แคดเมียมสูงเกินค่ามาตรฐาน ๖ เท่า สังกะสีสูงเกินค่ามาตรฐาน ๑๐ เท่า
แมงกานีสสูงเกินค่ามาตรฐาน ๓๔ เท่า ตะกั่วสูงเกินค่ามาตรฐาน ๔๗ เท่า และเหล็กสูงเกินค่ามาตรฐาน ๑๕๑ เท่า !!!
…เหล่านี้ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า แหล่งน้ำจากธรรมชาติไม่เหมาะสมต่อการบริโภคโดยสิ้นเชิง…

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม
ซึ่งคลุกวงในประเด็นมลพิษมาบตาพุดมาเกือบ ๑๐ ปี ให้ความเห็นว่า
มลพิษในแหล่งน้ำเป็นเรื่องใหญ่ เพราะน้ำเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิต
การที่ชุมชน ๒๕ แห่งในพื้นที่มาบตาพุดต้องซื้อน้ำดื่มและไม่มีน้ำประปาใช้
สะท้อนให้เห็นความไม่เป็นธรรมในสังคม

หรือการที่ชาวบ้านจะต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบนายทุน
ได้กลายเป็นธรรมเนียมปกติของสังคมไทยไปเสียแล้ว

57 thoughts on “มาบตาพุด…ยิ่งกว่าสำลักมลพิษ (ตอน ๒)

  1. เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเกิดโรค

    ของชุมชนมาบตาบุตแล้วมันร้ายแรงจิง

    เราจะเป็นส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่ง ในการติดตามการทำงาน

    ของภาครัฐ

  2. อ่านแล้วไม่ยากไปทำงานแถวนั้นเลยคะ

    ยังไงก็เป็นกำลังใจให้คณะกรรมการ ทำการควบคุมดูแลได้ลุล่วง เพื่อชุมชนบริเวณนั้นๆ
    ถึงเวลาต้องเอาจริงแล้ว

  3. สิ่งแวดล้อมเลวร้าย..จริง
    มลพิษรุนแรง..จริง
    ชาวบ้านเดือดร้อน..จริง

    แต่เพราะมาบตาพุดเป็นเหมือนถังเงินของประเทศ
    อุตสาหกรรมจึงต้องเดินหน้าต่อไป

  4. อืมม..น้องชายผมก็ทำงานแถวนั้น กลับบ้านทีไรสิวเต็มหน้าทุกทีครับ
    คงต้องยอมรับแล้วครับว่า เราปล่อยให้อุตสาหกรรมทำลายสิ่งแวดล้อมมากเกินไปแล้ว ถ้าจะคิดภาษีมลพิษเพิ่มจากผู้ประกอบการ…เขาก็ขึ้นราคาสินค้าอีกนั่นแหละ
    เฮ้อ…ทุนนิยมหนอ ทำไมเจ้าใจดำจัง

  5. ทุนนิยมครองประเทศไปแล้ว
    พลเมืองแห่งลัทธิไม่นิยมทุนอย่างเรา..เศร้าใจ

  6. ผมเป็นคนหนึ่งที่ทำงานในนิคมมาบตาพุด
    อ่านบทความแล้วก็รู้สึกสะท้อนใจ กลัว และเสียใจ
    ด้วยตำแหน่งอันต่ำต้อยที่มี ไม่รู้จะำทำไรได้บ้าง
    ใครมีความคิดเห็นจะแนะนำผมบ้าง ช่วยบอกหน่อยนะคับ

  7. ถ้ามีโอกาสเปลี่ยนงานได้ ก็เปลี่ยนเถอะคุณป้อง
    จะไปทนทู่ซี้อยู่กับมลพิษทำไม
    สุขภาพของคุณสำคัญกว่ากำไรของนายทุนอยู่แล้ว

  8. Pingback: เจ้าข้าเอ๊ย…ระวังคนหน้าด้านขโมยบล็อก « My Freezer…Since 19 Dec 2006

  9. ทำไมนิคมอุตฯมาบตาพุดน่ากลังค่ะ

  10. มาบตาพุดเป็นแหล่งอุตสาหกรรมหนักที่ทุกคนต้องยอมรับและทำความเข้าใจกับสิ่งที่มีอยู่ ทุกคนที่ทำงานก็หวังจะมีรายได้และชีวิตที่ดีทั้งนั้น ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นมานั้นเราต้องมองไปที่ผู้ประกอบการและส่วนภาครัฐที่จะเข้ามาดูแลอย่างจริงจังเสียที เพราะประชาชนตาดำก็คือส่วนหนึ่งของสังคมมาบตาพุด

  11. น้ำเสียจากโรงงานส่วนใหญ่มีโลหะหนักทองแดงอยู่เท่าไร

  12. ตอบคุณ phon
    ไม่รู้จริงๆ เพราะข้อมูลในรายละเอียดเช่นนี้คงต้องค้นคว้าจากงานวิจัยมากกว่า
    ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วคิดว่า ทองแดงที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำเสียของแต่ละโรงงาน
    ย่อมมีปริมาณมากน้อยแตกต่างกันไปตามลักษณะของกิจกรรมภายในโรงงานนั้นๆ
    คงไม่สามารถประมาณเป็นค่าเฉลี่ยของทุกโรงงานได้นะคะ

  13. ถึงมาบตาพุดจะเป็นยังไงผมก็รักมาบตาพุดเพราะคือบ้านเกิดของผม เด็ก3/2โรงเรียนเทศบาลมาบตาพุด

  14. รักครูเทศบาลมาบตาพุดทุกคนเลย

  15. รักจังมาบตาพุด เป็นกำลังใจให้เธอ

  16. ตอบผมหน่อยว่ารู้สึกยังไงกับมาบตาพุด

  17. โดยส่วนตัวแล้ว…เห็นใจชาวมาบตาพุดมากๆ
    พวกเขาเดือดร้อน เพราะผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาของรัฐ
    รัฐมีรายได้ก้อนโตจากโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม
    แต่ชาวบ้าน…ชีวิตเปลี่ยน สุขภาพเปลี่ยน ผังเมืองเปลี่ยน
    เราคิดว่าไม่คุ้มเลยจริงๆ

  18. ขอบคุณ

  19. ชาวมาบตาพุดถูกผลกระทบจากโลหะหนักทั้งทางดิน น้ำ อากาศ น่ากลัวมาก อันตรายมาก รัฐบาลไม่เห็นเอาจริงเลย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ทำลวกๆ ไม่เอาจริง หรือผลประโยชน์บังหน้า อย่างนี้น่ากลัวที่สุด กฎหมายไทยอ่อนมาก ไม่เด็ดขาด ขนาดจับคนร้ายเข้าคุก ออกจากคุกก็ทำผิดซ้ำสอง ซ้ำสามอีก

  20. เป็นเรื่องที่ต้องหาข้อยุติกันให้ได้ซึ่งต้องเลือกกันล่ะครับว่าระหว่างรายได้ที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตของชาวระยอง โดยส่วนตัวแล้วผมเป็นกำลังใจให้ชาวบ้านครับเพราะถ้าหากเราไม่มีคนถึงได้เงินมาแต่คนเป็นมะเร็งกันหมดก็ไม่รู้ว่าจะมีมันทำไม

  21. เอ็นจีโอ จะมา ปิดถนน ที่ มาบตาพุดใน วันที่ 9 กันยายน2552 นี้ จริงหรือ

    mppjpp

  22. ผมเป็นคนกรุงเทพ ไปทำงานที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยอง ประมาณ 2 ปี คือ ตั้งแต่ี ปลายปี 49 ถึง ปลายปี 51 ตอนทำงานอยู่กรุงเทพ ร่างกายผมปกติดีทุกอย่าง ไม่มีสิ่งผิดปกติอะไรเกิดขึ้นในร่างกาย

    ช่วงประมาณ ปลายปี 50 ช่วงลำตัวของผมเกิดปานดำ บาง ๆ ขึ้นเล็กน้อย ผมก็ไม่ได้สนใจ
    แต่ผ่านมา 4 – 5 เดือน ปานที่ว่านี้ เริ่มขยายนูนขึ้น และขยายออกข้าง ๆ ทีละเล็ก ละน้อย
    ก็ได้ไปหาปรึกษาหมอที่ รพ. แต่คิดว่าคงไม่เป็นอะไระมาก เลยไม่สนใจ

    ตอนนี้ ผมกลับมาทำงานที่กรุงเทพแล้ว ปานดำที่เป็นตอนไปทำงานอยู่ที่ระยอง ก็ขยายออก
    ข้าง ๆ และมีอาการคันบ้าง เล็กน้อย ผมเลยตัดสินใจไปหาหมอทันที

    หมอที่รพ. ทำการตัดปานดำที่ขึ้นช่วงลำตัวของผมไปตรวจ
    ผลการตรวจออกมาว่า “ผมเป็น มะเร็งผิวหนัง” ชนิดของโรคคือ Malignant melanoma
    ระยะที่ 1

    หลังจากที่ได้อ่านบทความแล้ว ผมมานั่งทบทวนตัวเองดูว่า ผมใช้ชีวิตผิดพลาดอะไรหรือเปล่าในระหว่างที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ผมไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ แต่เจ้า
    โรคมะเร็งนี้ ก็ยังมาเกิดกับผมจนได้ หรืออาจจะเป็นสภาวะแวดล้อม สภาพอากาศ อาหาร
    การกิน ที่ชาวระยองส่วนใหญ่เป็นห่วงกันอยู่ในตอนนี้

    ตัวอย่างของผมที่เล่ามานี้ ผมก็ยังไม่สามารถสรุป หรือ วิเคราะห์อะไรได้ ตอนนี้ผมกำลังรอฟังผลการผ่าตัดครั้งที่ 2 ของผมอยู่ว่า จะเป็นอย่างไรต่อไป

    ด้วยความเป็นห่วงชาวระยอง และผู้ที่ต้องทำงาน อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ต่าง ๆ ณ ขณะนี้
    ไม่อยากให้เป็นเหมือนผม ขอให้มีสุขภาพที่ดี กันถ้วนหน้าทุกคนน่ะครับ

    รัก และ ห่วงใย
    คนต่างถิ่น

  23. เมื่อวานมีข่าวโรงงานผลิตสีไฟไหม้ชาวบ้านแถวนั้นโวยใหญ่เลย
    กลัวสารเคมีน่าสงสารเค้าจังทำไมมาเปิดแถวชุมชนด้วย

  24. ณ.วันนี้…ศาลก็ได้ตัดสินแล้วและเป็นที่น่าพอใจส่วนตัวและของชาวบ้านที่แท้จริงอีกจำนวนหนึ่งเท่านั้น ต้องคออยดูว่ารัฐจะเดินหน้าหาประชาชนหรือเดินหน้าเข้าหานายทุน เป็นกำลังใจให้คนที่พอใจกับคำตัดสินของศาลทุกท่าน ถ้ามีอะไรที่พอจะช่วยได้ขอให้บอก

  25. ผมเป็นคนมาบตาพุต ทำงานที่นิคมมาบตาพุต มา 10 ปีแล้ว คับ ผมอยากบอกประชาชนคนไทยทุกท่าน มอง มาบตาพุตใหม่ ข่าวที่ตีแผ่ออกไปมันดู รุนแรง น่ากลัวมาก คือว่า มลพิษ ที่กรุงเทพ มีมากกว่า มาบตาพุต หลายเท่านัก เข้าใจมั้ยครับ กรุงเทพ ที่ พวกคุณ ….และพวก อาศัยอยู่ นะ พวกนี้ มาล่ารายชื่อ คนระยองที่ไม่ใช่ คนมาบตาพุต แท้ๆ แล้วก็ยื่นฟ้องศาล แล้วก็ชนะ มันก็ต้องชนะ สิ ก็พวกนักกฏหมาย ที่อยากหา รายได้เสริม ใช้ข้อกฎหมาย ที่มีอยู่ มาตรา 67 วรรค 2 มาเล่นพวกนักลงทุน เพื่อหาผลประโยชน์ โดยการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาแล้วก็ จะได้ดูดเงินจาก อุตสาหกรรมที่สามารถทำเงืนได้มหาศาล
    คำว่า ” ชัยชนะของประชาชน ผมว่าเป็นชัยชนะ ของคุณ …และพวก มากกว่า ผมอยากจะบอกประชาชนทุกคนนะ ว่า ให้ทุกท่าน มาที่มาบตาพุต ผมขอท้าให้ทุกท่าน มาถามคนในพื้นที่จริงๆ มาพิสูจน์ ให้เห็นกับตาเลยคับ ว่าคนมาตาพุตเค้าต้องการอุตสาหกรรม เค้ามีรายได้จากการขายของ และ จาก การที่ลูกหลานได้ทำงาน ได้ทุนการศึกษา และอื่นๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การรักษาพยาบาล โอ้ย เยอะแยะที่ นิคมอุตสาหกรรมให้ และ ขอบอกไว้เลยว่า คนระยอง มีการเจ็บป่วย เป็นปกติ เหมือนจังหวัดอื่น ผมขอบอกแค่นี้ ถ้าท่านไม่เชื่อให้มาที่มาบตาพุต แล้วถามคนพื่นที่ดูได้เลยครับ

    • ตอบความเห็นข้างบน
      คุณน่าจะเป็นคนมาบตาพุดคนแรกที่เห็นดีเห็นงามกับการเติบโตของนิคมอุตสาหกรรม
      เพราะเท่าที่เราเคยลงพื้นที่ เคยพูดคุยกับชาวบ้าน
      ไม่ยักมีใครภูมิใจกับเรื่องรายได้ การขายของ การมีงานทำ ทุนการศึกษาอะไรนั่นเลย
      มีแต่เสียงแห่งความทุกข์ที่ต้องเผชิญกับมลพิษที่ตัวเองไม่ได้ก่อ

      อ้อ…แล้วถ้าคุณเป็นคนในพื้นที่จริง ทำงานที่นั่นเป็นสิบปี
      ทำไมเขียน มาบตาพุ “ต” มันต้องสะกดด้วย “ด” มิใช่รึ ^__^

  26. ตกลงว่ารัฐบาลจะตัดสินใจเรื่องนี้ยังไงครับเนี่ย
    ติดตามข่าวก็ยังไม่คืบหน้าเลย

  27. ผมก้เรียนที่มาบตาพุดเละครับ
    ก้ไม่เห้นมีอารัยเลยนิ
    ชาวบ้านก้ไม่เดือดร้อนอารัยเละ
    อยุ่ดีกินดีเพราะเค้ามีรายได้จากการ
    ขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรม
    พวกนักเรียนก้รุ้สึกดีใจเพราะ
    มีโอกาสได้ทำงานมากกว่าที่จังหวัดอื่น
    และได้รับทุนการศึกษามากมายจากโรงงาน
    ชาวบ้านเค้าไม่คิดอะไรมากหรอกครับ
    พวกคุณนะคิดไปเองมันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น
    ใครไม่เชื่อก้องมาดู………….(มาดู)

  28. ในตอนนี้มาบตาพุดกำลังวุ่นวายในหลายๆเรื่องออกข่าวก็มากมายแต่ก็ไม่เห็นมีใครรมาแก้ปัญหาให้เลยครับ

  29. และผมชอบบอร์ดนี้มากเพราะได้รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับมาบตาพุดจากคนหลายๆคนผมขอขอบคุณคนที่ตั้งบอร์ดนี้ขึ้นมาและคุณคิ้วหนามาก ที่คอยตอบคำถามต่างๆและผมขอเมลของคุณด้วยนะครับโพสไว้เลยขอบคุณครับ

    • ในความเห็นของเรา ปัญหามลพิษที่มาบตาพุดซับซ้อนมาก
      น่าจะเป็นพื้นที่มีความ “ยาก” ที่สุดในประเทศไทย
      ทั้งในแง่การตรวจสอบมลพิษ การหาหนทางบำบัดเยียวยามลพิษ
      รวมถึงการจัดการให้มันสามารถเดินบนเส้นทางที่สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับคุณภาพชีวิตที่ดีและคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีได้จริงๆ
      บอกตามตรง…เราแทบมองไม่เห็นความเป็นไปได้นั้นเลย

      ปล. ขอบคุณที่แวะมาอ่าน ดีใจที่พื้นที่เล็กๆ นี้ยังสร้างประโยชน์ได้ ส่วนเรื่องตอบคำถาม ก็ตอบเท่าที่ตอบได้แหละนะ แถมช่วงนี้ไม่ได้ตามมาบตาพุดแบบเกาะติดซะด้วย…มองอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ เท่านั้น :)

  30. MOOJANG_EMO@HOTMAIL.COMและนี่เมลของผมมีข่าวหรือความคิดเห็นอะไรก็ส่งมาหน่อยนะครับ

  31. แค่นี้ก็ปลื้มแล้วที่ยังพอมีคนมาสนใจ

    • ไม่สนใจไม่ได้เลย มาบตาพุดนี่เป็นสุดยอด classic case เรื่องมลพิษจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทยเลยเชียว
      เราสนใจคนเดียวไม่พอ ต้องทำให้คนอื่นหันมาสนใจด้วย
      อย่างน้อยก็ในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมแผ่นดิน

  32. ก็ดีที่ยังมีคนสนใจแต่ก็ส่วนน้อยนะ ขอบใจแทนคนมาบตาพุดที่อย่างน้อยคุณก็สนใจเรา

  33. รักนะมาบตาพุด
    เพราะเธอคือบ้านเกิดของเรา
    แต่บ้านเกิดที่ไม่ดีอ่ะ
    อยากให้พวกโรงงานต่าง ๆ ออกไปให้หมดอ่ะ
    มาบตาพุดสู้ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

  34. เป็นกำลังใจให้ชาวมาบตาพุดและชาวระยองเช่นกัน ;)

  35. ในแง่มุมของใครหลายๆคนอาจจะมีความคิดที่แตกต่างกันแต่ไม่ใช่ว่าเราจะแตกแยกลองเข้าไปดูความคิดของใครหลายคนที่คุณยังไม่รู้คะลองแวะดูนะคะ

    http://www.thailandforum2010.com/forum/index.php?page=articles&op=readArticle&id=123&title=i%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-10%2Fi-b%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%94-%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%2Fb-%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2-%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95-%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88

  36. ถ้าต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาบตาพุด สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thailandforum2010.com และยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นต่างๆำได้ที่เว็ปนี้

  37. การพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่อย่างรวดเร็วทำให้ประสบปัญหาการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และชีวอนามัย ส่งผลกระทบด้านคุณภาพและมลพิษในอากาศ ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ การขาดแคลนทรัพยากรน้ำ สารปนเปื้อนในน้ำ ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ส่งผลให้เกิดการเรียกร้องจากประชาชนให้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ตลอดทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชนทำให้ประชาชน องค์กรเอกชนเคลื่อนไหวให้รัฐบาลพิจารณาประกาศให้พื้นที่มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ มีการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง และต่อมาศาลปกครองได้มีคำสั่งบรรเทาทุกข์โดยให้ระงับ ๗๖ โครงการเป็นการชั่วคราวตามมติคณะรัฐมนตรี….

  38. สวัสดีค่ะ
    ถึงผู้ที่สนใจอุตสาหกรรมมาบตาพุดทุกท่าน ท่านทราบหรือไม่ว่าปัจจุบันนี้มาบตาพุดได้กลายเป็นปัญหาที่หลายฝ่ายให้ความสนใจและวิตกกังวล ตอนนี้มาบตาพุดกำลังจากลายเป็นมรดกเลือด และมหากาพย์ความขัดแย้งอันไม่มีวันสิ้นสุด! จึงขอเชิญชวนท่านที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เข้ามาดูรายละเอียดได้ที่เว็บข้างล่างนี้อย่าลืมเข้ามาดูและร่วมลงความคิดเห็นกันนะคะ
    http://www.thailandforum2010.com/forum/index.php?page=articles&op=readArticle&id=123&title=i%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-10%2Fi-b%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%94-%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%2Fb-%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2-%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95-%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88

  39. ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะ คนเราเหตุแก่ตัว เห็นแก่ได้ โดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมาว่าจะ ทำลายร้างเพียงใด จึงเป็นเหตุให้มาบตาพุดทุกวันนี้วักลายเป็นตำนานของมรดกเลือด และมหากาพย์ความขัดแย้งอันไม่มีวันสิ้นสุด!

    ท่านใดสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้ามาดูได้ที่ http://www.thailandforum2010.com/forum/index.php?page=articles&op=readArticle&id=123&title=i%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-10%2Fi-b%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%94-%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%2Fb-%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2-%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95-%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88

  40. มาบตาพุดเป็นปัญหาระดับชาติที่ยากจะหาหนทางแก้ไข เนื่องด้วยความคิดเห็นไม่ตรงกัน โดยที่ฝ่ายหนึ่งคิดถึงแต่ผลประโยชน์และการทำกำไร แต่อีกฝ่ายคือผู้ที่ต้องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่หากมองอย่างวิเคราะห์ การผลักดันเศรษฐกิจแต่กลับทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม มันจะมีประโยชน์อะไร กลุ่มนายทุนทำรายได้มหาศาล แต่กลับสร้างความเสื่อมโทรมแก่สภาพแวดล้อม และอนามัยของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้น ถือว่าเป็นการผลักดันเศรษฐกิจของชาติโดยทำลายมรดกของชาติได้อย่างน่าประทับใจที่สุด

  41. กำเนิดของมาบตาพุด ทำให้ผู้คนในสังคมไทยได้รับบทเรียนมากมายในฐานะมหากาพย์ของความขัดแย้งแบบปลายเปิด! ไม่มีใครรู้ว่าบาดแผลในความเคลื่อนไหวของหมู่บ้านประมงเล็กๆ ที่เปลี่ยนเป็นเมืองอุตสาหกรรมนี้ จะมีจุดหมายปลายทางเช่นไร? เพราะเหตุว่ามิติที่ผู้คนหลากหลายเข้าไปสัมผัสรับประสบการณ์จากชุมชนประมงที่เปลี่ยนไปแห่งนี้ ต่างก็ได้รับบทเรียนแตกต่างกันหลากรสชาติ หลากมิติ
    การเปลี่ยนแปลงของมาบตาพุด เกิดขึ้นจาก จินตนาการที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว ของกลุ่มคนในสังคมที่ยืนกันคนละด้าน

    จินตนาการของนักเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม เห็นภาพมาบตาพุดเป็นหัวจักรภาคอุตสาหกรรม ที่จะขับเคลื่อนการเติบโตให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อเศรษฐกิจประเทศขนานใหญ่ ซึ่งสอดรับกับแนวนโยบายรัฐในขณะนั้น
    จินตนาการของรัฐ ที่ทิศทางไปทางเดียวกัน ที่มองเห็น GDP ของประเทศเติบโตแบบก้าวกระโดด มองเห็นตัวเลขการเติบโตต่อเนื่องและภาษีก้อนใหญ่ ตลอดจนเห็นลู่ทางการดึงดูดเอาฝูงนักลงทุนจากนานาประเทศเข้ามาช่วยสร้างความมั่งคั่งจากการรุมยำมาบตาพุดกันแบบไม่ยั้งมือ
    จินตนาการขั้วตรงข้าม เป็นของกลุ่มนักสิ่งแวดล้อม นักนิเวศวิทยา นักสังคมวิทยา และนักมานุษยวิทยา รวมถึงกลุ่มอุดมการณ์มาร์กซิสต์ที่ต่อต้านกระแสทุนทั้งหลาย ซึ่งมองเห็นความล่มสลายของระบบนิเวศน์ชายฝั่ง เห็นหายนะของสรรพชีวิตที่จะต้องเผชิญชะตากรรมอันรันทดและการสูญพันธุ์ของสัตว์บางประเภท รวมถึงผลกระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ และพื้นที่เพาะปลูกในอาณาบริเวณที่ถูกทำให้เปลี่ยนไป
    ขณะที่ ชาวบ้านพื้นถิ่น แต่งแต้มจินตนาการไปตามประสบการณ์อันว่างเปล่า ที่ไม่เคยรู้จักเมืองอุตสาหกรรมมาก่อน แบ่งเป็นสองพวก พวกหนึ่งคิดถึงจินตภาพของความเจริญความมั่งคั่งและการเปลี่ยนแปลงสู่ชีวิตอารยะ ตามคำบอกเล่าที่ได้ยินได้ฟังมา อีกพวกหนึ่งหวั่นวิตกต่อการเปลี่ยนแปลงที่มองไม่เห็นนึกภาพอนาคตไม่ออก แต่คนในพื้นถิ่นทั้ง 2 กลุ่มก็ต้องจำใจขายที่ดิน นา ไร่ ไปจนถึงขนำที่พักริมทะเล ตามกฎหมายเวนคืนที่ดิน!

    อ่านต่อได้ที่ >> http://www.thailandforum2010.com/magazine/magazine_10/#/2

  42. มาบตาพุด มรดกเลือด!

    กำเนิดของมาบตาพุด ทำให้ผู้คนในสังคมไทยได้รับบทเรียนมากมายในฐานะมหากาพย์ของความขัดแย้งแบบปลายเปิด! ไม่มีใครรู้ว่าบาดแผลในความเคลื่อนไหวของหมู่บ้านประมงเล็กๆ ที่เปลี่ยนเป็นเมืองอุตสาหกรรมนี้ จะมีจุดหมายปลายทางเช่นไร? เพราะเหตุว่ามิติที่ผู้คนหลากหลายเข้าไปสัมผัสรับประสบการณ์จากชุมชนประมงที่เปลี่ยนไปแห่งนี้ ต่างก็ได้รับบทเรียนแตกต่างกันหลากรสชาติ หลากมิติ
    การเปลี่ยนแปลงของมาบตาพุด เกิดขึ้นจาก จินตนาการที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว ของกลุ่มคนในสังคมที่ยืนกันคนละด้าน

    จินตนาการของนักเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม เห็นภาพมาบตาพุดเป็นหัวจักรภาคอุตสาหกรรม ที่จะขับเคลื่อนการเติบโตให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อเศรษฐกิจประเทศขนานใหญ่ ซึ่งสอดรับกับแนวนโยบายรัฐในขณะนั้น
    จินตนาการของรัฐ ที่ทิศทางไปทางเดียวกัน ที่มองเห็น GDP ของประเทศเติบโตแบบก้าวกระโดด มองเห็นตัวเลขการเติบโตต่อเนื่องและภาษีก้อนใหญ่ ตลอดจนเห็นลู่ทางการดึงดูดเอาฝูงนักลงทุนจากนานาประเทศเข้ามาช่วยสร้างความมั่งคั่งจากการรุมยำมาบตาพุดกันแบบไม่ยั้งมือ
    จินตนาการขั้วตรงข้าม เป็นของกลุ่มนักสิ่งแวดล้อม นักนิเวศวิทยา นักสังคมวิทยา และนักมานุษยวิทยา รวมถึงกลุ่มอุดมการณ์มาร์กซิสต์ที่ต่อต้านกระแสทุนทั้งหลาย ซึ่งมองเห็นความล่มสลายของระบบนิเวศน์ชายฝั่ง เห็นหายนะของสรรพชีวิตที่จะต้องเผชิญชะตากรรมอันรันทดและการสูญพันธุ์ของสัตว์บางประเภท รวมถึงผลกระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ และพื้นที่เพาะปลูกในอาณาบริเวณที่ถูกทำให้เปลี่ยนไป
    ขณะที่ ชาวบ้านพื้นถิ่น แต่งแต้มจินตนาการไปตามประสบการณ์อันว่างเปล่า ที่ไม่เคยรู้จักเมืองอุตสาหกรรมมาก่อน แบ่งเป็นสองพวก พวกหนึ่งคิดถึงจินตภาพของความเจริญความมั่งคั่งและการเปลี่ยนแปลงสู่ชีวิตอารยะ ตามคำบอกเล่าที่ได้ยินได้ฟังมา อีกพวกหนึ่งหวั่นวิตกต่อการเปลี่ยนแปลงที่มองไม่เห็นนึกภาพอนาคตไม่ออก แต่คนในพื้นถิ่นทั้ง 2 กลุ่มก็ต้องจำใจขายที่ดิน นา ไร่ ไปจนถึงขนำที่พักริมทะเล ตามกฎหมายเวนคืนที่ดิน!

    การบุกเบิกเติบโตด้วยกระแสทุนและอำนาจรัฐ ทำให้มาบตาพุดเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด เปลี่ยนไปรวดเร็วพลิกฟ้าพลิกดินยิ่งกว่าหน้ามือเป็นหลังเท้าเสียอีก กลายเป็นภาพที่เปลี่ยนอารมณ์ผู้พบเห็นอย่างสิ้นเชิง ไม่มีต้นไม้ ชายทะเล สวนเงาะ สวนพุทรา และนาข้าวที่ล้าหลังอีกต่อไป มีแต่ความเจริญก้าวหน้า ความมั่งคั่ง และการขูดรีดธรรมชาติอย่างสาหัสสากรรจ์ ชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนในถิ่นย่านนี้ หรือในประเทศนี้ก็ว่าได้
    ความเป็นเมืองอุตสาหกรรมมาบตาพุด อาจจะอินเอามากๆ กับจารึกพ่อขุนรามฯที่ว่า ‘ใครใคร่ค้าม้าค้า ใครใคร่ค้าช้างค้า’ เลยลุยยำมาบตาพุดจนเละหนำใจ ไม่มีใครสนใจเรื่อง ความสามารถในการรองรับ (Carrying capacity) ของระบบธรรมชาติ มีแต่การเพิ่มและเพิ่มและเพิ่มโรงงานและการลงทุน ‘การเติบโตทางเศรษฐกิจ’ ‘บรรยากาศการลงทุน’ เป็นวาทกรรมนำที่สำคัญของเขตพิเศษในอาณาบริเวณนี้
    ความฉิบหาย ความตาย และความพินาศของทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และท้องถิ่น ถือเป็นเรื่องที่ต้องเสียสละ! นี่คือจินตนาการใหม่ นี่คือวิทยาการแห่งความก้าวหน้าแห่งยุคสมัย!
    ประสบการณ์เชิงประจักษ์เช่นนี้ ได้สะท้อนผ่านมาบตาพุดให้เห็นถึงบทเรียนของ รัฐล้าหลัง ผู้เดินหน้าทำโครงการที่ก้าวหน้าด้วยฐานความรู้ขาดวิ่น โดยพึ่งพาอาศัยกฎเกณฑ์ที่พิกลพิการ ด้วยการใช้อำนาจแบบไร้ระเบียบเลอะเทอะ ความมั่งคั่งเป็นของผู้ลงทุน ส่วนปัญหาและความฉิบหายที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ท้องถิ่นและสังคมรับผิดชอบร่วมกัน
    มาบตาพุดวันนี้จึงกลายเป็นตำนานของมรดกเลือด และมหากาพย์ความขัดแย้งอันไม่มีวันสิ้นสุด!

    ติดตามอ่านมุมมอง ความคิดเห็น และบทวิเคราะห์ของกลุ่มคนในสังคมไทย ที่มีต่อปัญหามาบตาพุด ซึ่งมุมมอง ความคิดเหล่านั้นมี”ความแตกต่าง”กันอย่างสุดขั้ว พร้อมทั้งรู้จักแง่มุมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับปัญหามาบตาพุด ได้ที่ http://www.thailandforum2010.com/magazi … ine_10/#/0

  43. เราต้องช่วยกันรณรงค์ รักธรรมชาติ เมื่อมีโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ใกล้บ้านคุณ

    คุณจะคิดอย่างไร แล้วผลที่ตามมามันมหาศาลแค่ไหน
    http://www.thailandforum2010.com/forum/index.php

  44. หากต้องการอ่านเรื่องดีๆ มีประโยชน์ และมีสาระ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม หรือเรื่องที่น่ารู้ต่างๆอีกมากมายให้เลือกอ่าน สามารถเข้ามาอ่านได้ที่นี่เลยนะคะ
    http://www.thailandforum20101.com/forum/index.php

  45. จะแก้ไขปัญหามาบตาพุดได้ดีกว่านี้ เราคงต้องแก้ที่ข้อกฏหมายก่อนนะ เพราะว่ามันอำนวยต่อการปล่อยมลพิษเหลือเกิน

  46. อ่านมาตั้งแต่ต้นจนล่างสุด เราว่าคนมาบตาพุดเขาไม่อยากให้เรายุ่ง เราก็ไม่ต้องไปยุ่งหรอก เรานั้นมีเพื่อนที่ทำงานในเครือใหญ่ๆหลายคน แต่ละคนก็แทบจะไม่ใช่คนที่นี่ ส่วนใหญ่ก็คนที่ ตจว.นะ และเราก็ไม่ใช่คนที่นี่นะ อีก 2 ปีเราก็จะกลับบ้านแล้ว ไปไหนเหรอ ก็ไปทำเศรฐกิจพอเพียงตามทางพ่อหลวงของพวกเรา ที่บ้านนั้นนะ ดีนะ สิ่งแวดล้อมบ้านเรานะ น้ำก็ไม่เคยท่วม เพราะอยู่ที่ราบสูง เรานั้นก็ปรงตกนะสำหรับเรื่องนี้ แต่เราโชคดีนะที่เกิดมาเป็นคนที่ไม่ได้ตกเป็นทาสของวัตถุจนทำให้เป็นหนี้ที่ไม่เกิดประโยชน์ นั้นแหล่ะคือความอยากของคน จนก่อให้เกิดความไม่รู้จักพอ ต้องหามันมาเพียงเพื่อเยี่ยวยาความอยากให้บรรเทาลง มีหลายคนที่ต้องถูกธรรมชาติเลือกที่จะลงโทษ เห็นได้ชัด คนหลายคนที่เงินซื้อบ้านในตัวระยองก็โดนน้ำท่วมขายทอดตลาดไม่ได้ จะซื้อบ้านในระยองก็ต้องดูตอนหน้าฝนนะ และคนเหล่านั้นก็ทำงานที่มาบตาพุด ทำงานที่โรงงานเกี่ยวกับ hydrocarbon,coal สำหรับการแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า และอื่นๆอีกที่เรายังไม่รู้ เราว่านั้นละคือสิ่งที่เขาได้รับจากผลที่ได้รบกวนธรรมชาติ แม้กระทั้งต่างจังหวัด ความจริงแล้วพวกเจ้าของโรงานน่าจะออกค่าใช้จ่ายสำหรับอุทกภัยนี้มากกว่านะ เอาเยอะๆเลยนะซื้อบ้านให้เขาใหม่ไปเลย ไปอยู่ที่ๆสูง อากาศดีๆ แต่ก็อย่างว่าธรรมชาตไม่ได้บอกกํบเราว่าอย่าทำอย่างนี้นะมันไม่ดี ทำอย่างนี้ดีกว่า พวกเจ้าของโรงงานก็เพียงแต่นั่งลุ้นว่าเมื่อไร น้ำจะลด เพื่อจะได้ไม่ถูกมองจากพวกที่เขารู้
    หลายคนคงจะจำกันได้กับ เรื่องของ ไอสไตลส์ ที่ว่าด้วย เรื่องกฏทรงมวล สะสารไม่สูญหายไปไหน เพียงแต่มันเปลี่ยนสถานะไปเท่านั้น กฎนี้เป็นที่รู้กันในเหล่านักวิทยาศาสตร์ นั้นแหล่ะนะที่เราอยากจะถามหลายๆคนว่า สิ่งที่โรงงานเขาปล่อยออกมามันจะไปไหนละ?? น่าคิดนะ บ้านเรานั้นนะขาดอะไรไปรู้ไหม การศึกษาที่อยากรู้ถึงความจริงแท้ของวิชาที่เรียนนั้น บ้านเรานั้นหลายคนเรียนเพื่อได้ทำงาน ปรับตำแหน่ง ไปสอบภาษา อะไรต่างๆนานา เพื่อที่จะได้ปรับตำแหน่งตัวเอง แต่ในขณะที่ประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว เขาเรียนเพราะเขาอยากรู้จริงๆว่าทำไม อะไร เป็นยังไง เราแก้ไข้ได้ไหมปรับแต่งได้ไหม ทำงานวิจัยจะได้อะไรบ้าง พอมองกลับมาที่บ้านเรา ละ ?? ต่างกันมาก เพราะอะไร เราน่าจะรู้นะ แน่นอนการเมือง มันมีอิทธิพลอย่างมากที่บ้านเรา แต่ประทศที่พัฒนาแล้วกลับไม่ เขายกย่องวิทยาศาสตร์ขนาดไหน ชาวนาเกษตรกร ขนาดไหน แต่บ้านเรา เอาแต่ การเมืองอย่างเดียว กี่ปีๆแล้วที่เมืองไทยเป็นอะไรๆ แบบนี้ อยู่ยังไงก็อยู่กันไป เรื่องการเมืองนั้นพวกคุณน่าจะรู้นะว่าใครเป็นใคร อะไรเป็นอะไร แล้วทำไม Dow chemical ที่นิคมเชีย ได้ถูกลงทุนไปแล้วจึงมายื่นเรื่องเข้า ครม เราขอบอกเลยว่ายังไงพวกเขาก็ชนะคุณอยู่วันยังค่ำนั้นแหล่ะเพราะอะไร เงินไง แต่แปลกนะที่ใต้ ปตท กลับหนีตายมาทมทะเลสร้างที่มาบตาพุด ก็รู้กันอยู่นะว่าคนใต้เขาเด็ดขาด แม้แต่น้ำมัน ปตท.เขาก็ไม่เอา สรุปแล้วก็แพ้คนรวยอยู่วันยังค่ำนั้นแหล่ะความจริง เพราะฉนั้นเราต้องให้การศึกษาแก่ชาวบ้านให้เขารู้ถึงแก่นแท้ของเรื่องวิทยาศาสตร์ไปจนเรื่องการเมือง
    เราขอแนะนำเรื่องราวเกี่ยวกับ สงครามเวียดนาม ที่ อเมกา ได้ใช้สารประกอบทางเคมี ที่มีชื่อว่า Agent orange กับประเทศเวียดนาม เพียงเพื่อจะไม่ยอมเสียเปรียบทางยุทธวิธีทางสงครามเท่านั้น แม้ว่าสงครามจะยุติตั้งแต่ 2518 แล้ว แต่มรดกบาปของอเมกายังอยู่ ประชากรชาวเวียดนาม มีพันธุ์กรรมที่เปลี่ยนไป ลูกหลานที่ออกมา ก็มีร่างกายไม่สมประกอบ ความสมดุลทางธรรมชาติ ชีวภาพก็เปลี่ยนไป น้ำฝนก็ดื่มไม่ได้ เราแนะนำไปดูที่ youtubeนะ เวียดนามพยายามที่จะจบคดีให้ได้ แต่อเมกาก็ไม่ยอม ทางศาลก็ต้องการหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างเดียว มองบ้านเราก็เช่นเดียวกันมันสะสมขึ้นทุกๆวัน ก็ดูเอาเองนะ ว่าจะเป็นอย่างไร อย่าลืมนะว่า กฎยอมเป็นกฎ และเราก็ยังไม่สามารถที่จะนำสะสารที่เปลี่ยนสถานะไปจากกระบวนการทางอุตสาหกรรมกลับเป็นเหมือนเดิมแบบที่ๆมันเป็นมาแต่แรกเพื่อคืนสู่ธรรมชาติได้ แล้วธรรมชาติเขาจะยอมเรารึ?

  47. บทความค่อนข้างยาว เสียเวลาอ่านหน่อยนะ ที่เค้าว่ามาตรงเผงเลย
    จดหมายถึงนาย อ่าน…โปรดส่งต่อด้วยเพื่อประเทศชาติของเรา
    อ่านแล้วจะเป็นลม ช่วยคิดให้หน่อยว่าคนเขียนฝีมือแบบนี้คือใครกันแน่ ไทยหรือฝรั่ง. ทำไม่เค้าว่าเราได้ถูกต้องแล้วก็เจ็บแสบได้ขนาดนี้ เหมือนถูกคนตบหน้าจนช้ำแดงก่ำไปหมดหรือเหมือนถูกกระทืบจมกองอยู่ที่พื้นก็เป็นไปได้. ต้องยอมรับว่าคนเขียนเขาเรียนรู้คนไทยแล้วก็ประเทศของเราได้ชัดเจนด้วยความชำนาญจริงๆ ต้องให้แน่ใจว่าเราต้องส่งให้คนไทยเพื่อนของเราได้อ่านให้มากที่สุด

    จดหมายถึงนาย

    “ จดหมายถึงนาย ” ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้เป็นข้อเขียนของคนหนุ่มซึ่งมีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์ในแวดวงการทูตและแวดวงของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นคนเก่งที่ซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งหายากยุคสมัยนี้ แนวคิดและวิธีเขียนอาจจะดูเหมือนรุนแรงแต่ถ้าเราไม่ปฏิเสธความจริง คงต้องยอมรับว่าสิ่งที่บรรยายไว้มีอยู่จริงในบ้านเมืองของเรา ผมเห็น ว่าเป็นข้อเขียนที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการกระตุ้นเตือนทุกคนให้ตระหนักถึงพิษภัยที่เรากำลังเผชิญอยู่เผื่อจะได้ช่วยกันคิดอ่านป้องกันหรือแก้ไขให้ดีขึ้น ในยุคนักธุรกิจครองเมืองจึงได้นำลงมาไว้ใสคอลัมน์นี้
    ข้าพเจ้าเป็นชาวต่างประเทศที่ทำงานอยู่ในเมืองไทย มีหน้าที่รายงานภาพรวมของประเทศไทยกลังไปยังนาย คือ บริษัทแม่ในต่างประเทศ หรือ บางครั้งก็แอบเสนอรายงานต่อรัฐบาลประเทศของข้าพเจ้า
    ในโอกาสล่าสุดนี้ นายต้องการทราบว่าควรจะดำเนินการในแง่ยุทธศาสตร์ต่อประเทศไทยอย่างไรดี เพื่อให้การครอบงำประเทศนี้สมบูรณ์ที่สุด ในระยะยาวข้าพเจ้าขอสนองความต้องการของนายด้วยจดหมายสั้นๆ ฉบับนี้
    นายที่รัก ตามที่มอบหมายให้ข้าพเจ้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยเกือบ 20 ปีแล้วนั้นข้าพเจ้าพอจะสรุปคำตอบเพื่อเสนอต่อนายได้ดังต่อไปนี้
    ภาพรวมของประเทศไทย ยังคงเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ค่อนข้างยากจน สังคมไทยโดยพื้นฐานมีลักษณะไร้ระเบียบกฎเกณฑ์ซึ่งเป็นอุปนิสัยประจำตัวของชนชาตินี้
    แม้ว่ารัฐบาล รัฐสภาและประชาชนส่วนหนึ่งได้พยายามแก้ไขกฎหมายต่างๆ จำนวนมากรวมทั้งรัฐธรรมนูญในการปกครองประเทศให้ดีขึ้น แต่โดยพฤติกรรมแล้ว คนไทยนิยมการดำเนินชีวิต ธุรกิจ และการใช้อำนาจรัฐ ที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ต่างๆ หรือที่มีคำกล่าวในประเพณีไทยว่า “ ทำได้ตามใจคือไทยแท้ ” ท่านจะประมาทต่อคำกล่าวนี้ไม่ได้เลย
    ในทางกายภาพ กรุงเทพฯเป็นตัวอย่างของเมืองหลวงที่ไร้ระเบียบที่สุดแห่งหนึ่งของโลกซึ่งเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ความไร้ระเบียบนี้ดำเนินไปเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้งหรือลดน้อยลงเลย เมืองเชียงใหม่ซึ่งน่าจะได้เรียนรู้บทเรียนราคาแพงจากกรุงเทพฯแต่ก็ไม่ทำ หรือทำไม่ได้ เมืองพัทยาซึ่งควรเป็นบทเรียนให้กับเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ แต่ก็ไม่เป็นหรือเป็นไม่ได้
    ระบบการจราจรและพฤติกรรมของผู้ขับขี่ยานพาหนะก็เป็นอีกตัวอย่างที่เลวที่สุด นับเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติก็ว่าได้
    การรุกล้ำที่ดินสาธารณะ ที่ป่าสงวน เขตอุทยานแห่งชาติ ฯลฯ ก็เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แก้ไขไม่ได้ แม้แต่หน่วยงานราชการถึงขนาดทำเนียบรัฐบาลเอง ภายนอกดูสวยงามแต่ภายในนั้นไร้ระเบียบทางกายภาพอย่างน่ากลัว เช่น งานเอกสารที่ท่วมทางเดิน ซึ่งเป็นปัญหาของทุกหน่วยงานราชการตลอดกาลแก้ไม่ได้ ความไร้ระเบียบทางกายภาพนี้ ทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นเพียงแค่ประเทศเล็กๆ ที่เราควรเข้ามากอบโกยเอาผลประโยชน์เมื่อมีโอกาสและก็กลับไปยังความศิวิไลซ์ของเราโดยเร็ว เมืองไทยไม่ใช่ประเทศที่ควรเข้ามาปักหลักลงทุนหรืออยู่อาศัยอย่างยาวนานหรือถาวร เพราะเป็นการยากที่เราจะปกครองคนชาตินี้ให้อยู่ในระเบียบวินัยได้ เพราะฉะนั้น จึงไม่เหมาะกับวัฒนธรรมอันเจริญของเรา ความไร้ระเบียบทางศีลธรรม จริยธรรม
    ท่านจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ แต่มีการค้าประเวณี และยาเสพติดอย่างเปิดเผยทั่วไป มีการฆาตกรรมกันมาก การฉ้อราษฎร์บังหลวงมีอยู่ทั่วหัวระแหง ไม่เว้นแม้แต่ในโรงเรียน มีครูโกงเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ ในวัด ซึ่งพระโกงชาวบ้าน หรือราชการหลอกพระและพุทธศาสนิกชน หรือที่สื่อมวลชนทำกับเยาวชน ตำรวจเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาสังคม ทั้งนี้ไม่ต้องพูดถึงระบบราชการไทย ซึ่งข้าพเจ้าถือว่าเป็นสัญลักษณ์สุดยอดของความไร้ระเบียบทางศีลธรรม-จริยธรรม จนกลายเป็นสาเหตุบ่อนทำลายรากฐานของสังคมไทยให้ผุกร่อน เห็นได้จากการที่กลไกของรัฐไม่สามารถตอบสนองต ่อปัญหาสังคมและศีลธรรมได้เลยผู้นำทางศีลธรรมและจริยธรรม อันได้แก่ พระ ครู สื่อมวลชน ฯลฯ ได้ เสื่อมอิทธิพลในการนำจิตใจลงอย่างมากเพราะถูกเงินเข้าครอบงำ ทั้งโดยเจตนาในทางทุจริตจริงๆ และโดยสถานการณ์บังคับ
    ส่วนผู้นำประเทศและชนชั้นนำในสังคมก็ล้มเหลวในทางศีลธรรมและจริยธรรมโดยสิ้นเชิงดังจะเห็นได้ชัดในแวดวงการเมือง สังคมไทยยังคง “ ยอมรับนับถือ ” นักการเมือง และข้าราชการระดับสูงซึ่งมีประวัติไม่สะอาดหรือพฤติการณ์ที่น่ารังเกียจ พวกเจ้าเล่ห์เพทุบาย หรือในวงการแพทย์ ซึ่งเคยเป็นวิชาชีพที่สังคมให้เกียรติอย่างมากกลับมีกรณีฉาวโฉ่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในวงการผู้พิพากษาก็มีกรณีที่ทำให้สถาบันต้องมัวหมองอยู่เนืองๆ เชื่อหรือไม่ว่า คนไทยนั้น ที่หวังพึ่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างจริงจัง มีน้อยมาก ปัญหาเด็กหาที่เรียนในกรุงเทพฯกลายเป็นตลกเศร้าของพ่อแม่ตลอดกาลชั่วนาตาปี ฯลฯ
    ในทางกฎหมาย ปรากฏว่ามีความไร้ระเบียบจนการใช้กฎหมายตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงมาถึงระดับระเบียบปฏิบัติต่างๆ เกิดความวุ่นวายไปหมด สิ่งที่น่าขันก็คือ ในเรื่องๆ หนึ่งอาจมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกันมากมายหลายฉบับและให้อำนาจบุคคลต่างๆ ไว้แตกต่างกัน ทำให้สังคมไทยอยู่บนช่องว่างของกฎหมายมากกว่าตัวบทกฎหมายเอง ตัวอย่างที่ดีก็เช่นว่า เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น สำนักงานการบริหารราชการแผ่นดินนายกรัฐมนตรีเกือบไม่ต้องรับผิดชอบเลย โดยอ้างว่าอำนาจต่างๆ เป็นของรัฐมนตรี ส่วนรัฐมนตรีก็อ้างว่าเป็นอำนาจของปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวงก็อ้างว่าเป็นอำนาจของอธิบดี อธิบดีมักจะกล่าวว่า “ เราจะป้องกันมิให้ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ” โดยไม่มีผู้ใดแสดงความรับผิดชอบตามกฎหมายจริงๆ เลย และเมื่อมีผู้ถามว่าเหตุใดจึงมีกฎหมายที่ทำให้เกิดช่องว่างดังกล่าวมากเหลือเกิน นักกฎหมายก็จะตอบด้วยความภูมิใจว่า “ เพื่อกระจายอำนาจและให้เกิดความคล่องตัวในทางปฏิบัติ ” ความไร้ระเบียบทางกฎหมายตั้งแต่ระดับกติกาสูงสุดในการปกครองประเทศลงมาถึงระเบียบจุกจิกสารพัดเรื่องในหน่วยงานราชการหนึ่งๆ ได้กลายเป็น “ ต้นทุน ” ในการพัฒนาของประเทศไทยยุคใหม่ทั้งๆ ที่ประชาชนในยุคนี้มีการศึกษาสูงกว่ายุคก่อนๆ จึงนับว่าเป็นเรื่องจริงที่น่าเศร้าเป็นอย่างยิ่ง และสะท้อนให้เห็นว่า มันสมองที่แท้จริงในสังคมไทยยังไม่ได้รับการพัฒนา หรือพูดง่ายๆ ยังไม่ได้เกิดมาเพื่อสร้างสรรค์สังคมแม้ว่ากาลเวลาผ่านมาแล้วอย่างยาวนาน
    ในทางวัฒนธรรม อะไรเล่าคือ วัฒนธรรมไทย เมื่อข้าพเจ้าถามเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยเขาจะพาเราไปดูการฟ้อนรำที่ซ้ำๆ กัน ดูผ้าไหม ดูวัด และพาไปทานอาหารไทย เขาจะพาเราไปเที่ยวดูช้าง และชาวเขา ดูเรือในแม่น้ำและการพิธีต่างๆ มวยไทยและตลาดน้ำ เราได้ดูพระพุทธรูป ปราสาทราชวัง ซึ่งล้วนแต่เป็นอดีต แต่พวกเขาไม่เคยพาเราไปดูวัฒนธรรมในการศึกษาหาความรู้ของคนไทย วัฒนธรรมในการผลิตสินค้าและการให้บริการของคนไทย การคิดค้นสิ่งใหม่ประดิษฐกรรมและศิลปกรรม ข้าพเจ้าไม่เคยได้พบวัฒนธรรมที่ดีงามมากในธุรกิจของไทยและยิ่งพบเห็นได้ยากในระบบราชการของไทยซึ่งเน้นความเป็นเจ้าขุนมูลนายและสายสัมพันธ์มากกว่าการมีวัฒนธรรมที่สร้างจิตสำนึกต่อสังคม คนไทยไม่สามารถชี้ให้เห็นวัฒนธรรมของพวกเขาในส่วนที่เป็นพลังขับเคลื่อนที่แท้จริงของชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม และไม่สามารถอธิบายให้น่าฟังได้ในระดับนามธรรม ความไร้ระเบียบทางกายภาพและทางศีลธรรม-จริยธรรม และความไร้ระเบียบทางกฎหมายแล ะวัฒนธรรม ที่สรุปไว้ข้างต้นนี้นับว่าเป็นข้อดีสำหรับเรา ซึ่งเป็นคนต่างชาติที่มีอำนาจ เพราะแสดงให้เห็นว่าคนไทยนั้นอ่อนแอในทุกด้าน ผู้ใหญ่ก็อ่อนแอและเด็กก็อ่อนแอ คนมีความรู้ก็อ่อนแอและคนไม่มีความรู้ก็อ่อนแอ คนมีอำนาจหรือไม่มีอำนาจก็อ่อนแอทั้งสิ้น นับเป็นเวลากว่า 50 ปีมาแล้วที่คนไทยไม่มีผู้นำที่สามารถและเสียสละอย่างแท้จริง (ยกเว้นองค์พระมหากษัตริย์) อันสะท้อนกลับมาที่ลักษณะประจำชาติของคนไทยเอง นายท่าน ! สังคมไทยเป็นสังคมที่ผุกร่อนมากแล้วรอวันแตกสลายลง เหมือนหินกับปูนซึ่งถูกน้ำกรดกัดกร่อนทุกวัน ในวันหนึ่งข้างหน้าก็จะไม่มีอะไรให้เห็นเป็นแก่นสารเลย นายควรที่จะพอใจว่ารัฐบาลข้ามชาติ รวมทั้งมาเฟียต่างๆ ของเราชาวต่างชาติเพียงแต่ใช้กุศโลบายอันแยบยลอย่างเงียบๆ หลอกล่อให้คนไทยหลงอยู่ในความฝันว่าตนมีสติปัญญาเพียงพอแล้วโดยการเลียนแบบฝรั่งก็ใช้ได้ ความไร้ระเบียบจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ในทุกด้าน สังคมไทยในที่สุดจะตั้งอยู่ได้ด้วยประชาชนที่อ่อนแออย่างหลวมๆ เพียงอย่างเดียว
    ไม่มีจุดเชื่อมโยงอย่างมีความหมายกับอำนาจรัฐและอิทธิพลทางจิตใจของผู้นำทางการเมือง สังคม สถาบันหรือศาสนาใดๆ เมื่อนั้นเราจะบังคับเอาประเทศไทยเป็นทาสอย่างง่ายดาย เพียงแต่รอเวลาเท่านั้น สิ่งที่เป็นเวทย์มนต์อันศักดิ์สิทธิ์ที่เราชาวต่างชาติจะใช้สะกดผู้นำของชาติไทยก็คือ จงหลอกล่อให้พวกเขาหลงใหลเข้าใจว่าพวกเราชาวต่างชาติจะอยู่ในระเบียบวินัยทางการค้าและการลงทุนอันเสรีในกฎเกณฑ์ที่เรานั่นเองเป็นผู้คิดค้นขึ้น เราจะต้องสะกดให้เขาเชื่อว่าเราชาวต่างชาติจะอยู่ในระเบียบวินัยของกฎบัตรสหประชาชาติ และหลักการด้านสันติภาพ ประชาธิปไตย และมนุษยธรรมต่างๆ รวมทั้งมาตรฐานอันสูงส่งในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ อย่าให้พวกเขาได้มีโอกาสเรียนรู้ศาสตร์ชั้นสูงของการลูบหน้าปะจมูกหรือมือถือสากปากถือศีลของชนชาติเราเป็นอันขาด ชาติเล็กๆ ที่น่าสงสารชาตินี้ย่อมอยู่ในอุ้งมือของเราเป็นแน่แท้ แม้คนอยากจะลุกขึ้นสู้ แต่พวกเขาก็มีแต่ความรักชาติเท่านั้น ไม่มีระเบีย บวินัยและพลังภายในของสังคม อันเป็นจิตวิญญาณของชาติที่แท้จริงซึ่งจะผลักดันให้ต่อสู้ได้สำเร็จเลย “ สิ่งที่พึงระวัง ” เราชาวต่างชาติจะต้องระวังย่างก้าวของเราบางประการเพื่อมิให้การครอบงำอย่างเงียบๆ นี้สะดุดหยุดลง ข้าพเจ้าขอเสนอแนวคิดต่อนายดังนี้
    1. อย่าให้เมืองไทยมีผู้นำที่เข้มแข็งและเสียสละ สังคมไทยส่วนใหญ่ยังหวังพึ่งหัวหน้าฝูงและสิ่งที่มีอำนาจ เขายังไม่หวังพึ่งพาตนเองมากนัก หากสังคมไทยได้ผู้นำที่เสียสละ พวกเขาจะกลายเป็นชาติที่รุ่งเรืองได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดังเช่นที่ปรากฏมาทุกยุคในประวัติศาสตร์ชาติไทย สิ่งที่เราควรทำคือ ส่งสัญญาณสนับสนุนผู้ที่จะได้รับเลือกมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากแม่พิมพ์ ( mold ) แบบเก่าของไทย เช่น นาย ช. นาย ก. นาย บ. ฯลฯ หรือผู้ที่แสวงประโยชน์สูงสุดจากการเมือง คนพวกนี้จะช่วยให้เราชาวต่างชาติใช้เวทย์มนต์ของเราได้ง่ายขึ้นเหมือนที่ผ่านๆ มา
    2. อย่าให้ผู้นำของไทยคิดออกนอกแนวโลกาภิวัฒน์ เพราะโลกาภิวัฒน์คือเวทย์มนต์ของเรา จงทำให้พวกเขาหลงใหลมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าโลกาภิวัตน์ที่ถูกต้อง คือ การเอาใจท้องถิ่น (localization of globalization) เพื่อว่าเขาจะได้แคลงใจสงสัยน้อยลง จงทำให้พวกเขาเชื่อว่าปัญหาต่างๆ ของพวกเขานั้น จะพึ่งพากลไกของรัฐไม่ได้ แต่ต้องพึ่งพานักคิดแก้ปัญหาอิสระในนามผู้เชี่ยวชาญและเอ็นจีโอบางแห่งที่เราสนับสนุนอยู่ จงจูงมือพวกเขา จงจูงใจพวกเขาและให้อามิสแกพวกเขา ทำให้เขารู้สึกว่าภาคประชาชนเท่านั้นที่สำคัญ พวกเขาจะดูหมิ่นเหยียดหยามอำนาจรัฐ พวกเขาจะเกลียดชัง พวกเขาจะเคียดแค้น ซึ่งจะเป็นผลดีแก่ความก้าวหน้าของเรา ขณะเดียวกัน เราเองจะต้องสนับสนุนให้อำนาจรัฐพัฒนาประเทศไปในแนวทางที่ประชาชนเกลียดชังมากขึ้นทีละน้อย โดยแสร้งทำเป็นว่าอย่าช่วยเหลืออย่างจริงใจ
    3. จงเร่งให้คนไทยรู้สึกว่าพวกเขาพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจแล้ว เมื่อพวกเขาหลงเชื่อว่าทุกอย่างดีขึ้น นิสัยประจำชาติของพวกเขาจะพลุ่งพล่าน พวกเขาจะลืมตัวสร้างความไร้ระเบียบมากขึ้นเป็นทวีคูณ เริ่มจากการเมืองระดับชาติ ข้าราชการ นักธุรกิจ ฯลฯ ลงมาจนถึงการเมืองท้องถิ่น พระ ตำรวจ ชาวบ้าน พวกเขาจะรีบเร่งออกกฎหมายต่างๆ จนยุ่งเหยิงไปหมด ไม่ทราบว่าในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะใช้กฎหมายใด ในกรณีใดเมื่อใด พวกเขาจะย่อหย่อนต่อวินัยทางเศรษฐกิจ การคลัง และการเงิน พวกเขาจะเมินเฉยต่อศีลธรรม-จริยธรรม จะฟุ้งเฟ้อ ทำตัวเป็นคางคกขึ้นวอเพื่อให้เราชาวต่างชาตินิยมชมชอบ ดังนั้นพลวัตทางเศรษฐกิจเพราะความเชื่อผิดๆ ว่าทุกอย่างดีขึ้นจะนำไปสู่จิตวิญญาณของชาติที่เป็นอัมพาตหนักกว่าเดิมในเวลาอันไม่ช้า ซึ่งจะเป็นโอกาสทองของพวกเราชาวต่างชาติอย่างแท้จริง
    4. จงช่วยสนับสนุนการศึกษาของคนไทย (ให้แคบขึ้นเรื่อยๆ ) จนคนทั้งชาติเชื่อว่า การใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็นคือการไม่ได้รับการศึกษา พวกเขาจะชำนาญและหลงใหลได้ปลื้มกับเทคนิคต่างๆ ซึ่งนำเอาความสะดวกสบาย และเงินเดือนสูงๆ มาให้จนลืมไปว่าการสร้างชาตินั้นสำคัญกว่าการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือการส่ง e-mail เราทำให้พวกเขาเชื่อไปได้เปลาะหนึ่งแล้วว่าตอไปคำว่า “ ชาติ ” จะไม่มี เพราะ internet ได้ทำลายพรมแดนธรรมชาติลงเสียแล้ว ต่อไปก็ต้องทำให้พวกเขาลืม “ ความรักชาติ ” และแรงปรารถนาที่จะ “ สร้างชาติ ” เพื่อว่าจะได้หมดความปรารถนาแบบโบราณที่จะยืนอยู่ในโลกอย่างทรนงเช่นเสรีชนอื่นๆ อย่าให้พวกเขาสนใจศิลปศาสตร์มากนัก เพราะวิชาเหล่านี้ทำให้พวกเขา “ คิดอย่างมีจินตนาการ ” อย่าให้พวกเขา “ คิดได้ ” มากๆ หรือ “ อยากคิด ” มากๆ เพราะมันจะเป็นฐานพลังให้สังคมไทย “ คิดสู้ ” จงเน้นให้พวกเขาหลงใหลในวิชาการเทคนิคและอิเลคโทรนิคเป็นสำคัญ
    5. หลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ระบบราชการไทย เพราะระบบราชการไทยนั้นล้าหลังมาก และเป็นทั้งอุปสรรค์ต่อการพัฒนาประเทศพร้อมๆ กับเป็นเชื้อโรคที่กัดกินสังคมไทยโดยส่วนรวมมากขึ้นทุกที ระบบราชการไทยเต็มไปด้วยความกดดันทำลายทรัพยากรบุคคล เต็มไปด้วยความไร้ประสิทธิภาพ และความไร้สำนึกต่อสังคม ทำให้ระบบราชการไทยเป็นมหามิตรของเราชาวต่างชาติ อย่าชี้จุดอ่อนของเขา อย่าวิพากษ์วิจารณ์ ปล่อยให้มันเป็นบ่อนทำลายคนไทยทั้งทางกายและทางจิตใจ ทุกลมหายใจของชีวิตจนกว่าจะหมดลม เมื่อไม่วิพากษ์วิจารณ์ มหามิตรของเราก็จะทำงานอย่างขะมักเขม้นโดยหลงเชื่อว่าตนนั้นดีเลิศประเสริฐที่สุดในชาติ มีความชอบธรรมที่จะเขมือบงบประมาณแผ่นดินมากขึ้นเรื่อยๆ จนชาติไทยทั้งชาติเป็นอัมพาตเพราะมะเร็งร้ายนี้ อย่าลืมว่าเฟืองตัวใหญ่ ที่ขึ้นสนิมเขรอะย่อมทำให้จักรกลทั้งหมดสามารถหยุดหมุนได้ เราชาวต่างชาติไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไร เลย นั่งยิ้มให้มหามิตรของเรา และยื่นหัตถ์แห่งมัจจุมิตรแก่พวกเขา จนกว่าเวลาจะมาถึง
    6. จงนำรายงานฉบับนี้ให้คนไทยอ่านเพื่อทดสอบปฏิกิริยาของพวกเขา ข้าพเจ้ามั่นใจว่าพวกผู้นำจะตอบด้วยใบหน้าที่ยิ้มละไมว่า “ เพิ่งได้รับเอกสาร ขอเวลาให้เราแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาก่อน ” ส่วนคนไทยทั่วไปจะตอบว่า “ ไม่เป็นไร ” แล้วหัวเราะเห็นฟันขาว นายท่านจงตระเตรียมเครื่องปรุงรสให้พร้อมเพื่อลิ้มรสเนื้ออันโอชะจากแผ่นดินไทย
    รายงานของข้าพเจ้าฉบับนี้มีเพียงเท่านี้ หากรัฐบาล บริษัทข้ามชาติและมาเฟียของเราวางแผนเข้ามาผูกมิตรกับคนไทยโดยมีเป้าหมายเช่นว่านั้นแล้ว ข้าพเจ้ารับรองว่าคนไทยจะภาคภูมิใจในการผูกมิตรกับเราเป็นอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาโดยเนื้อแท้ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงมากนักและไม่ชอบคิดแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง พวกเขาชอบการยกยอปอปั้น หลีกเลี่ยงความขัดแย้งและใช้ชีวิตตามสบาย

  48. กราบเรียน พณฯท่านนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธ เวชชาชีวะ
    กราบเรียนผ่านทางเ็บไซด์ว่าท่าน ซื่อสัตย์สุดจริตจนผิดปกติ
    ผมใช้คำว่าพณฯกับท่าน แต่ในใจผมรู้สึกมีความผิดและมีบาปอยู่ในใจ
    เพราะเป็นคำที่สูงค่าแต่มาใช่กับคนที่มีคุณธรรมต่ำเตี้ยผิดมนุษย์
    จริงแล้วก็เป็นคนที่เรียกว่าหน้าตาดี แต่ก็ขอโทษนะที่ต้องว่าหล่อแล้วยังโง่ดื้อและอวดฉลาดคิดว่าความคิดของตัวเองผ่านการสังเคราะห์มาเรียบร้อยแล้ว ถูกคนรอบข้างแหกตาซิไม่ว่าเอา GDPมาเป็นข้ออ้างเอานโยบายมาเป็นเหตุผล เอารายได้มวลรวมมาเป็นความชอบ
    แต่ความเป็นจริง คุณเอาดอกไม้จันมาให้เราชาวระยอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s