My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

การต่อสู้ไม่รู้จบของชุมชนลุ่มน้ำมูน

4 ความเห็น

มันเป็นเขื่อนหินถมแกนดินเหนียว
ที่ได้รับการอนุมัติให้สร้างขึ้น ณ หมู่บ้านหัวเห่ว อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี
เมื่อ 8 เมษายน 2532 โดยรัฐบาลของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ
…คุ้นหูกันบ้างไหมกับชื่อ “เขื่อนปากมูน”

การก่อสร้างเริ่มต้นขึ้นในวันแรกของเดือนเมษายน 2534
ท่ามกลางการคัดค้านของชาวบ้านกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ
กระนั้นเรี่ยวแรงเล็กๆ ของพวกเขาก็มิอาจหยุดยั้งการเดินหน้าโครงการของ กฟผ. ได้
ในที่สุด สิ่งแปลกปลอมของสายน้ำมูนก็เสร็จสมบูรณ์ และเริ่มต้นการผลิตกระแสไฟฟ้าในอีก 3 ปีถัดมา

หลังจากนั้น กลุ่มชาวบ้านซึ่งได้รับผลกระทบการสิ่งก่อสร้างปิดกั้นลำน้ำ
ก็ออกมาเคลื่อนไหวให้มีการเปิดเขื่อนมาโดยตลอด
การต่อสู้เพื่อปากท้องและป้องกันการล่มสลายของอาชีพประมงน้ำจืดในลุ่มน้ำมูนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน
ไล่เรียงมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน รัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา รัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ รัฐบาลนายชวน หลีกภัย
หลายครั้งจบลงด้วยความรุนแรงและอาการบาดเจ็บของชาวบ้าน

ข้อถกเถียงเรื่องการเปิด-ปิดเขื่อน เดินทางมาถึงบทสรุปในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร
เมื่อมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเข้ามาศึกษาผลกระทบ พร้อมกับเสนอทางเลือก 4 ประการ
1 ปิดประตูน้ำใช้เขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าตลอดทั้งปี
2 ให้เปิดประตูน้ำช่วงฤดูฝน เดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน เป็นเวลา 5 เดือน
3 เปิดประตูน้ำจากเดือนเมษายน-พฤศจิกายน รวม 8 เดือน เป็นช่วงปลายฤดูแล้งต่อช่วงปลายฤดูฝน
4 เปิดประตูระบายน้ำตลอดทั้งปี

ทั้งนี้ คณะวิจัยมีความเห็นว่าทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด คือ “การเปิดประตูระบายน้ำตลอดทั้งปี”
เนื่องจากไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเขื่อนปากมูนคิดเป็นสัดส่วนอันน้อยนิดในการหล่อเลี้ยงพื้นที่ภาคอีสาน
ขาดกระแสไฟฟ้าจากลุ่มน้ำมูนไป ก็ไม่ส่งผลต่อความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าแต่อย่างใด
ถ้าจะอ้างถึงบทบาทในด้านการชลประทาน มันก็ยังปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่เต็มศักยภาพเท่าไหร่นัก

แต่รัฐบาลทักษิณก็ไม่ได้ให้ค่ากับงานวิจัยข้างต้น
กลับมีมติครม. เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2547
ให้เปิดเขื่อนโดยยกประตูน้ำสุดประตูหมดทั้ง 8 บาน เป็นเวลา 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม และมีมติครม.เปลี่ยนแปลงเป็นวันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันเริ่มต้นเปิดเขื่อน เพื่อให้ปลาอพยพขึ้นมาวางไข่
(อ่านแล้วได้แต่เกาหัวแรกๆ…มันอยู่ตรงไหนของทางเลือกที่ ม.อุบลราชธานีเสนอวะ)

แม้สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่คำตอบในฝันของชาวบ้าน ที่ต้องการให้เปิดเขื่อนตลอดทั้งปี
แต่อย่างน้อยก็ยังมีเวลาถึง 4 เดือนให้ชาวประมงน้ำจืดได้จับปลาหาเลี้ยงปากท้องในรูปแบบของวิถีชีวิตที่คุ้นเคย

ล่าสุดรัฐบาลทหาร ภายใต้การนำของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ และพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน
กลับมีมติครม. เมื่อ 12 มิถุนายน เห็นชอบให้ กฟผ. รักษาระดับน้ำไว้ที่ 106 -108 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง
แม้จะไม่มีคำว่า “ปิดเขื่อนถาวร” ปรากฏอยู่ในข้อความดังกล่าว
แต่ “106 -108 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง” คือระดับกักเก็บน้ำตามปกติของเขื่อนปากมูน
ข้อความธรรมดาๆ จึงตีความหมายได้ว่า…
“ห้ามเปิดเขื่อน เพราะจะทำให้ระดับน้ำลดต่ำกว่าที่มติ ครม. กำหนดไว้”

สำหรับข้ออ้าง 2 ประการที่ถูกหยิบยกขึ้นมาสนับสนุนมติ ครม. คือ
1 การใช้น้ำเพื่อการเกษตรกรรมของกรมชลประทาน
และ2 มีผู้ลงชื่อสนับสนุนให้เปิดเขื่อนถาวรร้อยละ 96 ของประชาชนในพื้นที่
(สำหรับข้ออ้างที่ 2 ชาวบ้านเล่าวว่า มีการใช้เล่ห์กลบางประการให้ประชาชนมาร่วมลงชื่อ)

pakmoon-mob-02.jpg

นั่นทำให้ชุมชนลุ่มน้ำมูนต้องย้ายตัวเองเข้ามาปักหลักข้างทำเนียบอีกครั้ง
เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเขื่อนปากมูน
เวลานี้ปลาจำนวนมากมารออยู่ที่ท้ายเขื่อนแล้ว
เพียงแค่เปิดประตูระบายน้ำ อาชีพประมงที่อายุสั้นเพียง 4 เดือนต่อปีก็จะได้เริ่มต้นขึ้นเสียที
.

pakmoon-mob-04.jpg

pakmoon-mob-01.jpg

การรับปากว่าจะช่วยเหลือชุมชนลุ่มน้ำมูน
แต่ไม่ยอมนำเรื่องเข้าสู่การประชุม ครม. เมื่อ 10 กรกฎาคม 2550
กลับปล่อยให้พวกเขานั่งตากแดดตากฝนรอคำตอบอยู่ริมรั้วทำเนียบ
น่าจะทำให้ชาวบ้านเห็นภาพลางๆ ว่า…
การต่อสู้แบบไม่รู้จบยังต้องดำเนินต่อไป
และนี่ไม่ใช่การต่อสู้ครั้งสุดท้ายของพวกเขาอย่างแน่นอน

.
.

pakmoon-mob-06.jpg
พ่อทองเจริญ สีหาธรรม อายุ 67 ปี แกนนำนักสู้จากลุ่มน้ำมูนที่ต่อสู้มาตลอด 18 ปี
บอกว่า “สู้ตั้งแต่หนวดดำจนหนวดขาว”
.
.

pakmoon-mob-07.jpg
แม่สมปอง เวียงจันทร์ อายุ 56 ปี แกนนำนักสู้จากลุ่มน้ำมูน
ยอมรับว่า “ทุกวันนี้ก็ยังเป็นผู้ร้ายในสายตาของ กฟผ.”
.
.
.
ข้อมูลประกอบการเขียนจาก บทความพิเศษ: ปิดเขื่อนปากมูลถาวรเพิ่มปัญหาทำไม? โดย …..รวงข้าว

Advertisements

4 thoughts on “การต่อสู้ไม่รู้จบของชุมชนลุ่มน้ำมูน

  1. เมื่อพ่อใหญ่แม่ใหญ่จากปากมูนต้องละบ้านเข้ากรุงเทพฯ
    จะมีใครใส่ใจไหม ทำไมเขาถึงต้องมา
    ต่างกันไหม
    คนข้างในรั้วกับคนข้างนอกรั้ว

    วิธีใดเล่าที่เขาจะพูดได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ยุติธรรม
    ถ้าหากไม่เดินทางจากบ้าน มายังศูนย์กลางของประเทศ
    ใครกันจะได้ยิน

    เมื่อเราเดือดร้อน เรายังต้องการคนรับฟังและเข้าใจ
    เมื่อเราไม่ได้รับความยุติธรรม เรายังต้องการให้แก้ไข
    ไม่มากไปใช่ไหม ไม่ผิดใช่ไหม
    ฟังกันดีไหม
    อย่าเพียงคิดแค่ที่ตาเห็น
    หรือที่ใจเห็นเพียงว่าเขาทำให้รถติด ว่าเขารับตังค์มา

    ใจคนเราเห็นได้มากกว่านี้นี่นา

  2. เขาไม่ได้รับตังค์มาหรอก แต่มาเพราะเดือดร้อนจริงๆ
    อย่างแม่สมปองเนี่ย เริ่มต้นออกเรือหาปลาในแม่น้ำตั้งแต่ 7 ขวบ โดยมีพ่อเป็นต้นแบบ
    ทั้งชีวิตก็หาปลามาตลอด ลูกๆ ก็ไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะรับทอดมรดกทางอาชีพไปแล้ว
    ก็โรงเรียนไม่ได้สอนวิธีการจับปลาเพื่อหาเลี้ยงปปากท้องนี่นา

    พอเขื่อนเกิด อาชีพหาปลาก็ถึงคราวตีบตัน
    แล้วจะให้พวกเขาไปทำอะไรล่ะ
    ในเมื่อการจับปลามันอยู่ในสายเลือด
    ทุกวันนี้ ชาวบ้านก็ยังนั่งทำเครื่องมือประมงกันอยู่เลย…
    ทั้งๆ ที่ไม่รู้จะได้ฉวยมันขึ้นมาใช้งานหรือเปล่า

    นึกเอาเองแล้วกัน
    ถ้าอาชีพที่คุณทำมาทั้งชีวิต ทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อ รุ่นปู่ ต้องมาจบสิ้นลง
    เพราะโครงการหรือนโยบายของรัฐ
    คุณจะจัดการชีวิตที่เหลืออย่างไร

    สิ่งที่ทำให้คนสูงวัยจากอุบลราชธานีกลุ่มนี้ต้องแบกสังขารเข้ากรุงเทพ
    เพื่อนั่งรอนอนรอคำตอบจากรัฐบาลอยู่ริมถนนข้างทำเนียบนั้น
    ไม่ใช่อื่นใดเลย นอกจากข้อความที่ปรากฏในบรรทัดแรกของความเห็นนี้

  3. อันยองค่ะ!!
    ..
    หุ หุ ความจำสั้นอ่ะ..อ่านอะไรยาวๆมากๆ แล้ว งง
    แวะมาทักทายค่ะ..สู้ สู้ ค่ะ

  4. จนถึงปัจจุบันนี้ปัญหาที่รัฐบาลก่อยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ถ้ารัฐบาล มองความเป็นจริงพวกคุณจะเห็นความทุกข์ยากของชาวบ้านเยอะเลย และเขื่อนที่สร้างในหลายๆที่มันก็ผลิดไฟฟ้าได้ไม่ตรองกับที่ตั้งไว้ แต่ความทุกข์ของชาวบ้านมันมากกว่านั้น วิถีชีวิตที่เคยมีอยู่เดิมกลับหายไปเพราะโครงการสร้างเขื่อน…เมื่อมีการพัฒนามากๆชาวบ้านก็ยิ่งได้รับความเดือนร้อนจากการพัฒนานั้นมากเช่นกัน

    สู้ๆนะค่ะ ชุมชนเขื่อนปากมูล