My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จากปากคำของเดชรัต สุขกำเนิด

4 ความเห็น

เดชรัต สุขกำเนิด หรือที่ใครๆ เรียกกันว่า อาจารย์ต้น
เป็นอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ซึ่งทุ่มเทความสนใจและคลุกวงในกับประเด็นเรื่อง “พลังงาน” มาอย่างต่อเนื่อง

เรารู้จักชื่อและได้อ่านงานเขียนของเขาเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว
หลังจากก้าวเข้ามาทำงานเป็นสื่อฯ ด้านสิ่งแวดล้อม
เพราะอาจารย์ต้นเป็นหนึ่งในคอลัมนิสต์มือดีของนิตยสารโลกสีเขียว

เมื่อมีข่าวว่ารัฐบาลชุดนี้อนุมัติแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า พ.ศ. 2550-2564
อันมีผลทำให้ชีวิตของคนไทยต้องใกล้ชิดกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากขึ้น
อาจารย์ต้นจึงเป็นบุคคลกลุ่มแรกๆ ที่เรานึกถึงในฐานะ “คลังข้อมูลเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์”
เช่นเดียวกับที่กองบรรณาธิการนิตยสาร way นึกถึงนั่นแหละ
พวกเขาจึงบุกไปสัมภาษณ์อาจารย์ต้น เพื่อตีพิมพ์ลงในนิตยสาร way ฉบับเดือนตุลาคม 2550

หลายประโยค หลายคำพูดที่ปรากฏในคอลัมน์ interview ภายใต้การพาดหัวว่า
“NUCLEAR ตั้งสติ (และปัญญา) ก่อนสตาร์ท”
คือข้อมูลอีกด้านของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่หาไม่ได้จากฟากฝั่งรัฐบาล
เราจึงขอหยิบยกบางส่วนมาแปะไว้ที่นี่

“กลุ่มประเทศที่ต้องเผชิญกับภาวะโลกร้อนอย่างชัดเจนเป็นกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว
ก็มีหลายประเทศที่ตัดสินใจที่จะไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
อย่างเช่น เดนมาร์ก ออสเตรีย
เยอรมนีเป็นประเทศที่มีอยู่แล้วและกำลังจะเลิก
เนเธอร์แลนด์มีอยู่ 2 โรง เลิกไปแล้ว 1 โรง กำลังจะเลิกอีก 1 โรง
เพราะฉะนั้นมันไม่ได้แปลว่า
ถ้าเจอโจทย์เรื่องโลกร้อน แล้วเราจะต้องถูกบีบมาที่นิวเคลียร์

.

“ปัจจุบันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ได้เป็นโรงไฟฟ้าที่พ็อพพูลาร์อะไรเลยครับ
ผมเพิ่งเช็คล่าสุดคือปี 2007 มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เข้าสู่ระบบเพียงแค่ 3 โรงเท่านั้น
ในขณะที่รัฐบาลพยายามจะบอกว่า ตอนนี้ทั่วโลกมุ่งสู่นิวเคลียร์
ซึ่งผมคิดว่าอันนี้มันเป็นมายาคติ
ถ้าเราดูกราฟปริมาณการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
จะเห็นว่ามันมีแนวโน้มลดลงมาตั้งแต่ยุคเฟื่องฟูสุดช่วงปี 1984-1985
จากนั้นทั่วทั้งโลกก็ลดลงหมด โดยเฉพาะยุโรปหรือแม้กระทั่งอเมริกา
จะมาเพิ่มก็แถวๆ เอเชียเรานี่แหละ

.

“ประการแรกที่มันดร็อปลงมาเยอะจากช่วงที่เคยพีค
แน่นอนส่วนหนึ่งก็คือผลกระทบจากเชอร์โนบิล
ซึ่งทำให้กระแสความคิดเห็นของประชาชนเปลี่ยนไปในลักษณะที่ไม่เห็นด้วย
หรือไม่มั่นใจในความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ประเด็นที่สองคือในช่วงปี 1990 เป็นต้นมา ในประเทศทางตะวันตกเขาเปิดเสรีในระบบไฟฟ้า
แล้วลักษณะการก่อสร้างแบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ไม่สามารถตอบโจทย์ในแง่ที่จะไปแข่งขันในเชิงเสรีได้
ทำให้มันหายไปจากประเทศในกลุ่มยุโรปตะวันตกหรืออย่างในอเมริกาก็ไม่มีกการก่อสร้างอีกเลย

ประการที่สาม บางประเทศก็มาพิจารณาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในมิติทางสังคม
เช่น เดนมาร์ก เขามีคำตอบชัดเจนว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นโรงไฟฟ้าที่สร้างความไม่เป็นธรรมในสังคม
คือระหว่างคนที่จะได้ใช้ประโยชน์กับคนที่จะต้องตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงเพราะอยู่ใกล้โรงไฟฟ้า มันมีช่องว่างความไม่เป็นธรรม

ประเด็นสุดท้ายก็คือ ในบางประเทศนั้น เขาก็ถือเป็นประชามติของสังคม
อย่างในออสเตรียนั้น เขาก็มีการลงประชามติกันว่าจะสร้างหรือไม่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
หลังจากดีเบตและตัดสินใจ ในออสเตรียก็ไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์…ก็จบ ไม่มีการพูดถึงอีก
หรืออย่างในเยอรมนีเอง ผมไม่แน่ใจว่าเป็นการลงประชามติหรือเป็นนโยบายผ่านการเลือกตั้ง
แต่สุดท้ายก็ออกมาเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ชัดเจนว่าจะรื้อถอนหรือปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก่อนที่มันจะหมดอายุด้วยเหตุผลทางด้านสังคม
.

ที่จริงผมไม่เคยคิดจะเอาข้อมูลพวกนี้มาพูด
แต่ในเมื่อรัฐบาลบอกว่าทั่วโลกกำลังหันมาใช้พลังงานจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ผมก็แค่อยากบอกว่า อย่าอ้างอย่างนั้นเพราะมันไม่จริง”

.

ขณะนี้รัฐบาลพยายามโฆษณาว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปลอดภัย ซึ่งผิดไงครับ
เราต้องพูดความจริงว่ามันมีความเสี่ยงอยู่
แล้วเราจำเป็นจะต้องเสี่ยงหรือเปล่า เรามีวิธีจัดการควบคุมความเสี่ยงอย่างไร”
.

ปล. ใครอยากอ่านแบบเต็มๆ กรุณาไปซื้อนิตยสาร way มาอ่านโดยด่วน

Advertisements

4 thoughts on “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จากปากคำของเดชรัต สุขกำเนิด

  1. เอ…ผมลองคิดๆ ดูว่า ถ้าเมืองใดใช้พลังงานไปเท่าไร ก็ให้เขตเมืองนั้นๆ รับผิดชอบในการจัดหาพลังงานของตัวเองโดยไม่ต้องไปสร้างโรงงานไฟฟ้าในพื้นที่ของเขตอื่นๆ เขา
    เช่น ถ้าเมืองกรุงใช้ไฟไม่พอต้องการเพิ่ม ก็ให้ตั้งโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใจกลางกรุงเสียเลย…เอาเข้าแล้ว…คราวนี้ล่ะเป็นได้เรื่อง (-_+!)

    งั้นคงต้องสร้างหรือจัดหาพลังงานทดแทนที่หลุดพ้นไปจากพลังงานนิวเคลียร์น่ะครับ

  2. การกระจายแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กๆ สู่ชุมชน เกิดขึ้นในหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว
    ส่วนของบ้านเรายังนิยมสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ แบบรวมศูนย์มากกว่า

    ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าเลยต้องเดือดร้อนกับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่
    ที่มักจะสร้างขึ้นมารองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม
    หรือรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของระบบอุตสาหกรรม
    มิใช่เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟ้ของคนในท้องถิ่นแต่อย่างใด

  3. 2553 บ้านเรามีโรงไฟฟ้ากันก๊ 3-4 ประเภท

    1) โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ของรัฐ มีมาตั้งแต่เราเป็นเด็กแก้ผ้าเล่นน้ำฝนเช่น
    – โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ (สวนทุเรียน บางกรวย นนทบุรี) -2504
    – เขื่ื่ือนภูมิพล-2507

    2) IPP (เอกชนผู้ผลิตรายใหญ่ ขายเข้าระบบ 300 เมกะวัตต์ขึ้นไป) มีมาตั้งแต่ประมาณ 2535

    3) SPP (ผู้ผลิตรายเล็ก ขายเข้าระบบ 10-90 เมกะวัตต์) เริ่มมีประมาณ 2537 โรงไฟฟ้าชีวมวล(ชานอ้อย/แกลบ)ก็เริ่มมีช่วงนี้แหละ โรงผลิตไฟฟ้าร่วมกับความร้อน Co-generation ก็เริ่มช่วงนี้เหมือนกัลล์

    4) VSPP (ผู้ผลิตรายเล็กมาก ขายเข้าระบบ ไม่เกิน 10 เมกะวัตต์) ประมาณปี 2547 จะเรียกว่าโรงไฟฟ้าชุมชนก็ได้ถ้าไม่รังเกียจ

    *โรงไฟฟ้า SPP ก็มีกระจายอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วทุึกภาค (โรงงานใช้ไฟมาก ก็มีโรงไฟฟ้าอยู่ใกล้ซะเลย ใหัมันรู้ไป)

    * โรงไฟฟ้า Cogeneration หรือ trigeneration คือผลิต 3 อย่าง -ไฟฟ้า -ความร้อน(ไอน้ำ) และ -ความเย็น ไทยก็มีนะ
    -บริษัทผลิตไฟฟ้าและน้ำเ็ย็นที่สนามบินสุวรรรภูมิไง (ใช้ไฟมากนักเรอะ สร้างโรงไฟฟ้าและจ่ายน้ำเย็นจ่ายระบบปรับอากาศ ในสนามบินซะเลย ไม่พอผลิตไอน้ำให้ครัวการบินไทยทำอาหารขายสายการบินต่างๆอีก ให้หนัม) เปิดใช้ 2549

    – อาคารศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ ที่กรุงเทพฯ -ใช้ไฟฟ้า และ แอร์มากใช้ไม๊ สร้าง Cogeneration plant ผลิตไฟฟ้าและทำความเย็นให้ซะ เริ่มใช้ 2551-52 (จำผิด โปรดอภัยด้วย)

    – เอ้า ล่าสุดตึก Energy Complex ถ.วิภาวดี รวมหน่วยงานด้านพลังงาน ทั้งราชการ-เอกชน (ติดกับ ปตท.) กลัวน้อยหน้า ก็ทำบ้าง เสร็จ 2552
    *** เหล่านี้ พอจะเรียกว่า ผลิตแบบกระจายศูนย์ ไม๊ (ตึกไหนใช้ไฟ ก็มีโรงไฟฟ้าผลิตในตึกซะเลย) เรียกว่าสร้างโรงไฟฟ้าในเมืองหลวงได้บ่

    โรงไฟฟ้าในเขตเมืองหลวง (กทม. และปริมณฑล) มีเท่านั้นหรือ อ้อลืมไปมีอีก
    – โรงไฟฟ้าพระนครใต้ (พระประแดง สุมทรปราการ) กำลังผลิตรวมๆก็ 2,000 กว่า เมกะวัตต์
    -โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ (บางกรวย นนทบุรี ที่ตั้ง กฟผ. ที่ใครๆ บอกว่า การไฟฟ้าฝ่ายผิด) สร้างใหม่ล่าสุด 720 เมกะวัตต์
    – โรงไฟฟ้าหนองจอก ของ กทม. เราก็อีก 330 เมกะวัตต์
    – โรงไฟฟ้า IPP เอกชนแถวบางพลีอีก 300 เมกะวัตต์ (โรงงานเยอะนัก สร้างใกล้มันซะ)

    — ช่วยกันพินิจว่า VSPP ตอบสนองการใช้ไฟของท้องถิ่นไหม??
    เขาขายไฟเข้าระบบของ การไฟฟ้าภูมิภาค นะ

    –>พอดีได้ข้อมูล ประวัติไฟฟ้าไทยคือว่า “เมืื่อปี พ.ศ. 2512 กิจการไฟฟ้ายังเป็นระบบไฟฟ้าขนาดเล็กๆ อยู่อีกมาก กล่าวคือ มีไฟฟ้าสัมปทานเอกชนประมาณ 70 แห่ง และมีโรงไฟฟ้าดีเซลขนาดเล็กที่จ่ายไฟฟ้าให้ชุมชนตอนช่วงหัวค่ำที่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดูแลอยู่อีกประมาณ 350 แห่ง” ประเทศไทยของทุกคน ก็ได้ทำมาหลายอย่างแล้วนะในอดีต
    (อ่านเพิ่มได้ที่ http://pr.egat.co.th/prweb/webnews/callcenter/data/Thai_electricity.pdf )

    ชื่นชมตัวอย่างจากต่างประเทศกันมามาก
    หาเวลาทบทวนข้อมูลประวัติของประเทศเฮากันสักหน่อย
    – ดูแล้วมันก็ไม่แย่อย่างที่เราคิด(กันสั้นๆเร็วๆ)

    …..สันติ….

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s