My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

เหอ เหอ…ปลูกยูคาฯ แก้โลกร้อน

11 ความเห็น

“ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
จะส่งเสริมให้มีการปลูกไม้เพื่อนำมาใช้เป็นพลังงาน โดยเฉพาะต้นยูคาลิปตัส
เนื่องจากเป็นไม้โตเร็ว และมีราคาดี ที่สำคัญมีงานวิจัยชี้ชัดว่า
การปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนาจะสามารถช่วยระบบนิเวศให้สมดุล
ลดปัญหาโลกร้อน ทำให้ฝนตกอย่างต่อเนื่อง
และเพิ่มผลผลิตการเกษตรในบริเวณใกล้เคียง”

วุฒิพงศ์ ฉายแสง
ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชาชน, 10 กุมภาพันธ์ 2551
ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551

เป็นวุฒิพงศ์ ฉายแสง ที่ไม่เคยนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงใดๆ มาก่อน
จบนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
แต่ได้รับเลือกให้มาคุมกระทรวงวิทย์ฯ ในรัฐบาลสมัคร 1

คำถามที่รู้ดีว่าท่านรัฐมนตรีคงไม่มาตอบ แต่ก็ยังอยากจะถามอยู่ดี
1. ทำไมการปลูกไม้เพื่อใช้เป็นพลังงานจึงเป็นหน้าที่ของ รมต. วิทย์
ธุระเรื่องการจัดหาพลังงาน ไม่ใช่หน้าที่ของ รมต. พลังงานหรอกรึ

2. ปลูกยูคาลิปตัสจะช่วยลดโลกร้อนได้ยังไง ในเมื่อปลูกแล้วก็ตัด
ข้อนี้คันปากอยากตอบเอง
จริงอยู่ ระหว่างปลูกเป็นต้นมันจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ไปเก็บไว้ในรูปของคาร์บอน
แต่เมื่อมีการตัดโค่น คาร์บอนก็จะถูกปลดปล่อยออกมาในรูปของสารประกอบคาร์บอนหลายรูปแบบ
หนึ่งในนั้นคือคาร์บอนไดออกไซด์ ที่จะลอยขึ้นไปสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศ
ไม่ว่าต้นอะไรก็แล้วแต่ ถ้าตั้งเป้าว่าจะปลูกเพื่อตัด
จงอย่าบอกว่าเป็นการปลูกเพื่อช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน

ตูละเบรื่อจริงๆ เอะอะก็โลกร้อน โลกร้อน โลกร้อน
มาอีหรอบเดียวกับพวกที่แหกปากปาวๆ ว่า “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ช่วยแก้โลกร้อน” เลย
ดูแบบแยกส่วนแล้วก็สรุป แทนที่จะพิจารณาให้ครบถ้วนทั้งระบบ
…เฮ้อ…ยังไม่ทันได้บริหารงาน แค่ฟังท่านพูดก็เหนื่อยใจแล้วอะ

Advertisements

11 thoughts on “เหอ เหอ…ปลูกยูคาฯ แก้โลกร้อน

  1. “การปลูกไม้เพื่อนำมาใช้เป็นพลังงาน”ยังไง????

    ถ้ามันมี “และมีราคาดี” แล้วใครจะเอามาใช้เป็นพลังงาน

    “คาร์บอนก็จะถูกปลดปล่อยออกมา” ไม่น่าจะถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าไม่ยูคาส่วนใหญ่จะนำมาทำเฟอร์นิเจอร์ ก่อสร้าง กระดาษ….ไม่ได้เอามาทำพลังงาน หรือเผาไหม้
    เพราะฉะนั้นคาร์บอนจึงไม่ถูกปล่อยออกมา

    ส่วนเรื่องการปลูกเพื่อลดภาวะโลกร้อน ผมไม่แน่ใจว่าจะสามารถช่วยได้

  2. อาจจะเป็นเพราะเราตัดตอนข่าวมาห้วนเกินไป (ขออำภัย)
    เลยกลับมาขยายความเพิ่มเติม เพื่ออธิบายคุณ lek

    ตามข่าว เขาจะปลูกยูคาลิปตัสเพื่อใช้เป็นหลังงานทางเลือก
    โดยมีการระบุว่า…จะนำไม้ยูคาลิปตัสมาเผาเพื่อใช้พลังงานจากไอน้ำ
    (อาจจะนำไปผลิตไฟฟ้าต่ออีกทอด – ข้อสังเกตของเราเอง)

    ดังนั้น สำหรับกรณีนี้คาร์บอนจะถุกปลดปล่อยออกมาแน่นอน
    เพราะเมื่อโดนโค่นแล้วมันจะไม่คงรูปเป็นเนื้อไม้อีกต่อไป

    จบข่าวค่ะ ^_^

  3. โอ้โห คนคิดคิดได้ไงเนี่ย ต้นต้นไม้เอาไปเผาเพื่อใช้ความร้อนให้ไอน้ำ เอาไปทำไฟฟ้า เพื่อลดความร้องของโลก
    อยากรู้ว่าจริงๆว่าใครคิด

  4. คุณ lek ตามไปอ่านข่าววันถัดไปดิ
    https://myfreezer.wordpress.com/2008/02/13/wutthipong_chaisang-2/
    เขาบอกว่าจะใช้เทคโนโลยีจากญี่ปุ่นมาควบแน่นด้วยความร้อนสูงให้เป็นของเหลวที่มีคุณสมบัติเหมือนน้ำมันดีเซล

    เหอ เหอ..คิดได้ไง ไม่รู้เหมือนกัน

  5. เรื่องนี้ทำไมเราไม่ใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์มาตัดสิน
    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีงานวิจัยเกี่ยวกับยูคาลิปตัสว่าให้ผลดีและเสียอย่างไร
    เรื่องนี้คงกลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองอีกตามเคย

    ลองอ่านอีกแง่มุม (สนับสนุน) เผื่อว่าจะมีคุณๆหาเหตุผลมาค้านได้

    http://www.riclib.nrct.go.th/new/ejournal/nov48/kurdi9n8.pdf

    และที่นี่ ก็มีกระทู้ที่แสดงความเห็นกันได้ดุเดือด

    http://www.thaingo.org/cgi-bin/content/content2/show.pl?0332

    อีกลิงก์เป็น “ปราชญ์ชาวบ้าน” (แล้วแต่ว่าเราจะเชื่อหรือเปล่า) ที่เคยปลูกยูคาลิปตัส

    http://www.budmgt.com/topics/top02/learning-community-kruba-sn.html

  6. หวัดดีคุณ acrosssky อีกรอบ ^_^
    ความคิดเห็นนี้ของคุณถูกโยนลงไปในถังขยะใส่ความเห็นประเภทสแปมโดยระบบอัตโนมัติของ wordpress ด้วยเช่นกัน
    ทำให้เราต้องไปควานมันกลับขึ้นมา…
    น่าแปลกมากๆ เราเขียนบล็อกที่นี่มานานเกิน 1 ปี ยังไม่เคยมีใครเขียนความเห็นแล้วโดนโยนลงไปในถังขยะใส่ความเห็นประเภทสแปมถึง 2 ครั้ง 2 ครา อย่างที่เกิดขึ้นกับความเห็นของคุณเลย

    เอ..แต่ความคิดเห็นของคุณที่เขียนในนี้คล้ายๆ กับใน https://myfreezer.wordpress.com/2008/02/13/wutthipong_chaisang-2/ นะ
    ซึ่งเราไล่ตอบทีละประเด็นอย่างละเอียดแล้วด้วย
    คงไม่ต้องตอบซ้ำเป็นครั้งที่ 2 คุณลองตามไปอ่านเองแล้วกัน

    ปล. ว่างๆ ก็แวะมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอีกนะ ^_^

  7. http://www.budmgt.com/topics/top02/learning-community-kruba-sn.html

    บริบทครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ปราชญ์ชาวบ้าน

    พ่อสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2491 ปัจจุบันอายุ 53 ปี เป็นชาวสตึกตั้งแต่เกิด พ่อแม่ตั้งรกรากถิ่นฐานอยู่ก่อนแล้ว โดยทำไร่ทำนาเหมือน ชาวบ้าน ทั่วไปในเขตนั้น นับเป็นครอบครัวที่มีฐานะปานกลางไม่ถึงกับเดือดร้อน สามารถส่งลูก ๆ เรียนได้ตามต้องการ มีพี่น้อง 6 คน แต่งงานกับคุณฉวี ปรัชญพฤทธิ์ มีลูกชายสองคน และลูกสาวสองคน รวมสี่คน ปัจจุบันปักหลักประกอบอาชีพอยู่ที่บ้านเลขที่ 34 บ้านปากช่อง ตำบลสนามชัย อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์

  8. http://www.budmgt.com/topics/top02/learning-community-kruba-sn.html

    ปี 2524 พ่อสุทธินันท์ ได้ทดลองจัดการกับพื้นที่ดินเลวน้ำแล้งกว่า 700 ไร่ที่ตนเองมีอยู่โดยทดลองปลูกยูคาลิปตัส 150,000 ต้น และระหว่างรอต้นไม้โตได้ปลูกพืชไร่จำพวกข้าวฟ่าง ข้าวโพด มันสำปะหลัง หญ้าเลี้ยงสัตว์ระหว่างแถวต้นไม้ พร้อมทำปศุสัตว์ควบคู่ไปด้วย โดยเลี้ยงโคเนื้อ 80 ตัว เลี้ยงแพะ เลี้ยงแกะอย่างละฝูง รวมทั้งสัตว์ปีกจำพวกไก่บ้าน ไก่ต๊อก ไก่งวง ไก่แจ้ สุกรพันธุ์พื้นเมืองและการเลี้ยงผึ้ง ทดลองหาน้ำในรูปแบบต่างๆ และหาวิธีจัดการน้ำมาทำระบบน้ำหยด จนดินเลว น้ำแล้ง ป่าหมด กลายเป็นดินดำ น้ำชุ่ม ป่าอุดมสมบูรณ์ขึ้นอย่างรวดเร็ว

  9. รับทราบและขอบคุณสำหรับข้อมูล ^_^
    เห็นด้วยที่ปลูกยูคาลิปตัวในที่ดินเลวน้ำแล้ง
    และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการปลูกยูคาลิปตัสในผืนดินอันอุดมสมบูรณ์

  10. สวัสดีครับ

    ตามมาอ่านเนื่องจากผมได้เขียนบทความเกี่ยวกับไม้ยูคาฯ ลงที่ประชาไทดอท คอม และมีคุณเด็กช่างสงสัยได้ไปโพสต์บนบอร์ดอันนั้นก็เลยตามมาอ่านและพบว่า ลิงค์ทั้งสองแห่งบนบอร์ดของผมได้มาปรากฏบนบอร์ดอันนี้ด้วย

    ผมลองคิดว่า คนที่ไปแปะลิงค์ถ้าไม่ใช่คนๆ เดียวกันก็น่าจะเป็นกลุ่มเดียวกัน อาจจะเป็นคนของบริษัทยูคาฯ นักวิจัยที่มีส่วนได้เสีย หรืออาจจะเป็นคนทั่วไปก็ได้ แต่สังเกตได้ว่ามีการอ้างถึงบทความของคุณบัณฑิต ปิยะศิลป์ (ที่มีการโพสต์ข้อความของทั้งฝ่ายที่ไม่สนับสนุนและสนับสนุนการปลูกยูคาฯ)กับพ่อสุทธินันท์เหมือนกันเปี๊ยบ ก็ลองพิจารณาเอาเถิดครับว่าเขาคนนั้นเป็นใคร

    ผมเห็นมาบ่อยเหลือเกินกับการกล่าวอ้างว่า “ใช้วิทยาศาสตร์เป็นตัวตัดสิน” มันก็ถูกแต่ไม่ทั้งหมด ปัญหาบางอย่างวิทยาศาสตร์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ บางเรื่องก็มีบริบททางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คนที่ชอบอ้างแต่วิทยาศาสตร์บางครั้งก็อาจเป็นพวก “บ้า” หรือ “งมงาย” ในวิทยาศาสตร์ได้เช่นกัน

    กระบวนการวิจัยทั้งหลายแหล่ “ทุน” เป็นสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง หากไม่มีทุนผมคิดว่าคงมีนักวิจัยน้อยรายที่จะเสียสละทุนส่วนตัวมาทำวิจัยเอง

    ผลการวิจัยนั้น นักวิชาการบางท่านมักจะอ้างว่า “ทำด้วยความเป็นกลางปราศจากอคติใดๆ ทั้งปวง” แต่…ขออภัยครับไปรับทุนสนับสนุนมาจากบริษัทที่ต้องได้ผลประโยชน์จากงานวิจัย งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์จำนวนมากจึงถูกเบี่ยงเบนได้เสมอ…โดยผู้ให้การสนับสนุนทุนวิจัยนั่นแหละ

    ขอนอกเรื่องนิดนึงครับ สมัยผมเรียนอยู่ในคณะที่ขึ้นชื่อว่ารับน้องหนักแถวบางเขน อาจารย์บางท่านได้สอนให้รู้จักหลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาที่ยั่งยืน ผลประโยชน์ที่ยั่งยืน ฯลฯ ได้เรียนแล้วรู้สึกภูมิใจมากในหลักวิชาการที่ท่านอาจารย์นำมาสอน เพียงแต่ต่อมาไม่นานได้ทราบว่าอาจารย์คนดังกล่าว (และน่าจะอีกหลายๆ ท่าน) ได้ไปเป็นคณะทำงาน+ที่ปรึกษาบริษัท(ที่ชื่อเหมือนดารา)ที่รับจ้างทำ EIA เกี่ยวกับถนนข้ามอ่าวที่แหลมผักเบี้ย (ถ้าจำไม่ผิด)และบริษัทนี้ได้ชื่อว่าเป็นมือปืนรับจ้างทำ EIA ให้โครงการใหญ่ๆ แทบทุกโครงการ ซึ่งจากที่ผมติดตามในครั้งกระนั้นได้ทราบว่า EIA ฉบับนั้นทำไปด้วยความรีบร้อน ส่งผลให้รายงานฉบับนั้นไม่รอบด้าน ทั้งยังไม่ค่อยมีรายงานผลกระทบที่จะเกิดกับชุมชนบริเวณนั้นด้วย ชาวบ้านแถบนั้นเมื่อทราบว่าคณาจารย์กลุ่มดังกล่าวจะมาลงพื้นที่เก็บข้อมูล (เพื่อทำให้เรียบร้อย)ใหม่อีกครั้ง ชาวบ้านถึงกับรวมตัวต่อต้านไม่ยอมให้เข้ามาในพื้นที่ พวกเขากล่าวว่า คณะดังกล่าวไม่มีความเป็นกลาง ตกเป็นเครื่องมือบริษัทเจ้าของโครงการ ผลการรายงานก็บกพร่อง จึงไม่มีความน่าเชื่อถืออีกต่อไป…คิดดูสิครับ ความน่าเชื่อถือในหลักวิชาการของลูกศิษย์ที่มีต่ออาจารย์นั้นมันจะหลงเหลืออยู่หรือเปล่า?

    ผมขอบอกตามตรงว่า ที่ต้องออกมาต่อต้านการปลูกไม้ยูคาฯ ไม่ใช่เพราะว่าผมเป็น NGO แต่มันเป็นจิตสำนึก เป็นความตระหนักที่ว่า เราต้องปกปักรักษาทรัพยากรของท้องถิ่น ให้ชุมชนได้ใช้เป็นแหล่งอาศัย เป็นพื้นที่เก็บหาอาหารและทำมาหากิน เพื่ออำนวยประโยชน์ถึงรุ่นลูกหลาน ผมไม่มีทางเห็นด้วยกับกลุ่มทุนที่จะฉกชิงทรัพยากรของชุมชนและของลูกหลานเอาไปเป็นของตนเพียงฝ่ายเดียว

    ถ้ามันตอบโจทย์ปัญหาสังคมได้ผมก็จะสนับสนุน แต่ผียูคาฯ นี่ตั้งแต่ปี 28-29 แล้วครับ ยังขุดขึ้นมาพูดอยู่ได้ ส่วนประเด็นที่ว่าเหมาะสมกับการปลูกในพื้นที่แห้งแล้ง แต่ถ้าเป็นป่าทามที่น้ำท่วม 3 เดือน แล้ง 9 เดือน (น้ำท่วม 3 น้ำแล้ง 9) จะถือว่าเป็นพื้นทีที่เหมาะสมหรือไม่ พื้นที่ทำนาที่มีน้ำฝนเพียง 4 เดือนและแล้งถึง 8 เดือน จะถือว่าเป็นพื้นที่แห้งแล้งหรือไม่ ฉะนั้น การจำแนกพื้นที่แห้งแล้งมันต้องดูบริบทของสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยว่า พื้นที่นั้นเป็นพื้นที่อะไร ใครเป้นเจ้าของ มีพืชพรรณ สรรพสัตว์ชนิดไหนอาศัยอยู่บ้าง มีคนกี่กลุ่มที่ได้ใช้ประโยชนืจากพื้นที่นั้น ฯลฯ

    ที่จริงมีพืชท้องถิ่นมากมายที่มีประโยชน์ สามารถปลูกเพื่อเป็นรายได้ให้แก่ชาวบ้าน (ซึ่งแน่นอนกลุ่มทุนไม่มีทางได้เข้ามามีเอี่ยว) แม้อาจจะไม่ได้เงินมากมายและรวดเร็วเหมือนยูคาฯ แต่ความยั่งยืนและอำนวยประโยชน์ต่อไปในภายมากหน้านั้นมีมากกว่าแน่นอน

    เฮ้อ…เมื่อไหร่พวกผู้บริหารและพวกบริษัททั้งหลายจะเข้าถึงแก่นแท้ของคำว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เสียที มีโครงการอะไรก็ผลประโยชน์เฉพาะหน้าทั้งนั้น แล้วจะเหลืออะไรไว้ให้ลูกหลานของเราครับเนี่ย?

    สงสัยต้องไล่ให้ท่านเหล่านั้นกลับไปอ่าน “ไข่ห่านทองคำ” สักรอบสองรอบ จะได้เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา…อย่างยั่งยืน จริงๆ

    ขอบคุณครับ

  11. สวัสดีคุณสิน สันป่ายาง
    ไปควานหา link บทความของคุณสินมาแปะไว้ที่นี่ด้วย
    เผื่อใครอยากจะเข้าไปอ่าน เชิญที่ http://www.prachatai.com/05web/th/home/11293
    ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม link 2 อันที่โน่นจึงเหมือนกับ link 2 อันที่นี่
    บางทีอาจเป็นเพราะผู้สนับสนุนการปลูกยูคาลิปตัสใจตรงกันก็ได้นา ^_^

    ถามคุณสินหน่อยสิ รู้จักครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์หรือไม่
    ปราชญ์ชาวบ้านท่านนี้มีความสำคัญเช่นไร
    เราเป็นคนกรุงขนานแท้ ไม่รู้จักชื่อนี้มาก่อนเลย

    หากจะพูดถึงการใช้วิทยาศาสตร์เป็นตัวตัดสิน
    เห็นมาหลายครั้งแล้ว ที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมใช้ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นตัวซื้อเวลา
    ไม่ว่าจะเป็นกรณีแคดเมียมที่แม่ตาว กรณีตะกั่วที่คลิตี้ กรณีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
    หรือแม้แต่กรณีมลพิษทางเสียงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ฯลฯ
    มัวพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์กันอยู่นั่นแหละ กว่าจะลงมือแก้ปัญหาก็บานปลายไปถึงไหนต่อไหน
    มิหนำซ้ำ บางครั้งผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ก็เขียนขึ้นด้วยอำนาจทุน อำนาจเงิน
    เรื่องแบบนี้ เราว่าคุณสิน เข้าใจดีแหละ

    EIA เป็นเครื่องมือดูแลสิ่งแวดล้อมที่เราคิดว่า “ใช้ไม่ได้ผล” ในประเทศไทย
    ที่ฉาวโฉ่เพราะเขียนมั่วอย่างกรณีโรงไฟฟ้าบ่อนอก-หินกรูดก็เกิดขึ้นมาแล้ว
    และคงอีกนับไม่ถ้วนที่ตั้งธงให้โครงการ “สร้างได้” “บรรเทาผลกระทบได้” ก่อนที่จะเริ่มต้นเขียน EIA ด้วยซ้ำ

    อาจารย์คนที่คุณสินเอ่ยถึง เราไม่รู้ว่าเป็นใคร
    แต่เชื่อว่ากรณีอย่างนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คนเดียวหรอกนะ
    นักวิจัย นักวิชาการที่ขายวิญญาณให้นายทุนมันเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวันนั่นแหละ

    ส่วนเรื่องยูคาได้ยินท่านนายกฯ พูด เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาแล้ว เซ็งอิ๊บ
    ไม่รู้ว่าจะต้องถอนหายใจไปอีกกี่ครั้ง สำหรับการทำงานของรัฐบาลสมัคร 1

    คนเขลามักจะมองอย่างฉาบฉวย
    เขาไม่มีทางเข้าใจหรอกว่า..รายได้ที่มาเร็ว มาไว มาง่าย มันมักจะไม่ยั่งยืน

    ปล. ยินดีที่เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s