My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

NZ trip 05 : จากของทอดตอนเที่ยง..ถึงหอยเขียวมื้อดึกดื่น

5 ความเห็น

ลงจาก tram ที่ New Regent Street
ซึ่งเป็นย่านที่เต็มไปด้วยร้านอาหารและคาเฟ่
เกือบทั้งหมดจัดโต๊ะในลูกค้านั่งกินและดื่มกันหน้าร้าน
อาคารบนถนนนี้สวยงามทั้งสีสันและสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม
อ้อ..เป็นถนนคนเดินด้วยนะ ห้ามรถผ่าน แต่ tram ผ่านได้
nztrip543.jpg

เราไม่ได้แวะกินมื้อกลางวันในร้านหรูบนถนนนี้หรอก
โน่น..เดินเลี้ยวไปอีกหน่อย ก็จะเจอ Manchester Street
มีร้านเล็กๆขาย Fish and Chips อยู่ติดกับ YHA Christchurch City Central
สั่ง Fish’n Chips, Squid Rings, Fish Nuggets แล้วก็น้ำอัดลมยี่ห้อ L&P ซึ่งย่อมาจาก Lemon&Paeroa มาอีก 1 ขวด สนนราคามื้อนี้รวมเป็น NZD$12 สำหรับ 3 คน

ขอเล่าถึงน้ำอัดลมสัญชาตินิวซีแลนด์ยี่ห้อ L&P หน่อยเหอะ
แหม..จั่วหัวโฆษณาว่า “World Famous”

แต่เรามารู้ทีหลังว่า มันเป็นน้ำอัดลมที่ผลิตในนิวซีแลนด์ ขายในนิวซีแลนด์
(อาจจะมีวางจำหน่ายในร้านขายของนิวซีแลนด์ที่ออสเตรเลียบ้าง)
และเป็นที่โด่งดังในนิวซีแลนด์เท่านั้น
แล้วจะบอกว่ามันโด่งดังระดับโลกได้ยังไงกัน
มิน่า ถึงต้องขยายความ “World Famous” ด้วยการเติมคำว่า “in New Zealand” เอาไว้ด้วย

ได้อาหารในห่อกระดาษแล้ว พวกเราก็แจ้นไปนั่งกินแถว Cathedral Square

..จริงๆ รสชาติธรรมดาแหละ แต่ความหิวจัดทำให้มันอร่อยขึ้นมากๆ..
กินกันอย่างเพลิดเพลินเพราะมีศิลปินเปิดหมวกเล่น juggling โชว์
พี่แกโชว์ไปพูดไป แซวไป ฮาบ้าง ฝืดบ้าง แต่คนก็ยังมุงดูกันเพียบ

อิ่มแล้วเดินเล่น+ถ่ายรูปอีกสักพัก
กลางวันแบบนี้ Cathedral Square ดูคึกคักกว่าเมื่อเช้าจมเลย
หมากรุกที่ตั้งอยู่เหงาๆ กลายเป็นพื้นที่ฝีมือระหว่างชายชรากับคนหนุ่ม
โดยมีสายตานับ 10 คู่เฝ้าดูอย่างตั้งใจ
nztrip544.jpg

โดดขึ้น tram อีกรอบ แล้วก็ถ่ายรูปบน tram อีกรอบ
คือ tram มีหลากหลายลักษณะ พอขึ้นคันใหม่แบบใหม่ก็เลยต้องเก็บภาพอีกครั้ง

ตอนแรกตั้งใจจะนั่ง tram ไป Canterbury Museum
แต่ปรากฏว่าเจอสาวคนนี้บนรถ หลงชิม fudge ของเธอเข้าไป
(บรื๋ย..ขนมอะไรฟะ หวานแสบทรวง)

เลยใจอ่อนมาลง tram ที่ The Arts Centre เพื่อแวะ The Fudge Cottage ตามคำชวนของเธอ

ภายในร้านมี fudge หลากหลายรสชาติ แต่เราเดินชมร้านเท่านั้น
ไม่ชิมแล้ว ไม่ซื้อด้วย มันหวานแบบโ-ค-ต-ร หวาน เลยขอบาย

ไหนๆ ก็มาหล่นตุ๊บอยู่ที่ The Arts Centre เลยพากันเดินสำรวจภายในสักพัก
มันเป็นพื้นที่สำหรับร้านขายสินค้าประเภทงานฝีมือจำนวนหลายสิบร้าน มีห้องแสดงงานศิลปะ
มีโรงภาพยนตร์เล็กๆ รวมถึงร้านอาหารและคาเฟ่
ซึ่งถ้าจะชื่นชมให้ทั่วบริเวณ เราคิดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
แต่พวกเราไม่มีเวลามากขนาดนั้น เลยเดินแค่ 30 นาที

ด้านหน้าของ The Arts Centre มีประติมากรรมโลหะ The Fool อวดโฉมอยู่
nztrip545.jpg

ไหนๆ ก็ต้องเดินผ่านที่พักอยู่แล้ว
เราเลยแวะกลับเข้าไปให้เจ้าหน้าที่ YHA ช่วยติดต่อหาบริษัทรถเช่าที่ถูกและคุณภาพดี
ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ เพราะพ่อหนุ่มร่างท้วมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่
โทรถามข้อมูลและราคารถเช่าจาก 4 บริษัท เพื่อให้เราเลือกข้อเสนอที่พอใจ
(ทั้งหมดเป็นบริษัทรถเช่าแบบ local brand ซึ่งค่าเช่าจะย่อมเยากว่าบริษัทดังๆ อย่าง AVIS)
แล้วจึงโทรไปคอนเฟิร์มและนัดแนะให้บริษัทรถเช่ามารับพวกเราในวันพรุ่งนี้ที่ Rolleston House YHA เวลา 11.00 น.

นอกจากช่วยจองรถเช่าแล้ว เขายังบอกอีกว่า..
ทริปบอลลูนที่จองไว้พรุ่งนี้หนะ มีโอกาสยกเลิกมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์
เพราะสภาพอากาศไม่เหมาะสม ลมแรงเกินไป
ทำไมเจ้าหน้าที่ i-site ที่สนามบินไม่ให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจกับเราแบบนี้บ้างนะ
แม้จะบอกตัวเองว่า..เอาเหอะ ทำอะไรไม่ได้แล้ว
แต่ลึกๆ ยังแอบดันทุรังหวังกับอีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ
..ถ้าโชคดีพรุ่งนี้เช้าเราจะได้ชมวิวจากบอลลูน..

เวลาประมาณบ่าย 3 โมง
แล้วพวกเราก็มาถึง Canterbury Museum ตามโปรแกรมที่ตั้งใจไว้
มันอยู่ติดกับ Christchurch Botanic Gardens ที่แวะมาเมื่อเช้า
ในความรู้สึกเรา มันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เจ๋งมากๆ
เพราะนอกจากอาคารแห่งนี้จะอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวอันหลากหลายแล้ว มันยังเปิดให้เข้าฟรีอีกด้วย

[livevideo id=A165FDCFCF5B4B398179BD7E5B4F4217/577708/canterbury-museum.aspx]
Canterbury Museum

ห้องจัดแสดงนิทรรศการตั้งแต่ชั้น 1 จนถึงชั้น 3 ค่อยๆ พาเราไปรู้จักกับนิวซีแลนด์ทีละน้อย
เริ่มตั้งแต่ นก Moa ตัวใหญ่ยักษ์
ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตท้องถิ่นของนิวซีแลนด์ที่ (เชื่อกันว่า) สูญพันธุ์ไปแล้ว
วิถีชีวิตของชนพื้นเมือง เขาอยู่กันอย่างไร กินอย่างไร
สารพันเครื่องมือสำหรับการล่ามีอะไรบ้าง
เครื่องประดับตกแต่งหน้าตาอย่างไร ทำจากอะไร
การเข้ามาตั้งถิ่นฐานของคนขาว
สภาพจำลองการใช้ชีวิตของนักสำรวจในขั้วโลกใต้
ภาพอดีตของร้านรวงบนถนน Christchurch
หินแร่ ฟอสซิล ไดโนเสาร์ มัมมี่ ศิลปะแบบเอเชีย ฯลฯ

ที่ชอบที่สุดเห็นจะเป็น Bird Hall ที่รวมนกสตั๊ฟหลากหลายสายพันธุ์เอาไว้ในตู้โชว์
เราได้พบกับเพนกวินจักรพรรดิในตู้รวมเพนกวิน
มันตัวใหญ่มากๆ ใหญ่จนน่าทึ่ง
เพนกวินสตั๊ฟที่ยืนอยู่ริมผนังภาพวาดตัวนั้นสูงประมาณเอวของเราเลยทีเดียว

หมดเวลาเพลิดเพลินเมื่อเดินมาถึงทางออก
แต่..
องุ่นหายไปไหนหว่า
นั่งรออยู่หน้าพิพิธภัณฑ์เกือบครึ่งชั่วโมง
เดินกลับเข้าไปดูข้างในอาคารก็หาไม่เจอ
เอาไงดีเนี่ย เรากับนุดเริ่มกระวนกระวาย
ใจหนะ อยากจะไปเที่ยวที่อื่นๆ ต่อ แต่ดันพลัดหลงกับเพื่อร่วมทริปเสียนี่

เป็นเพราะความใจร้อนของเรา เลยไม่ได้แกร่วรอองุ่นอยู่แถวๆ พิพิธภัณฑ์
แต่ดันกระโดดขึ้น tram อีกครั้ง คราวนี้ไปลงที่ Victoria Square
เดินชมวิว ถ่ายรูปสักพัก เพิ่งสำนึกได้ว่า ควรจะกลับไปรอองุ่นที่เดิม
พอจะขึ้น tram ปรากฏว่าหมดเวลาเดินรถแล้ว
..เลยต้องลากขาเมื่อยๆ กลับไปที่ Canterbury Museum

ระหว่างที่กำลังเซ็ง เพราะหากันไม่เจอ
สายตาของนุดก็มองเห็นองุ่นกำลังเดินมุ่งหน้ามาทางเราเหมือนกัน
โบกมือกันโหวกเหวก องุ่นถึงได้เห็นเรากับนุด
คุยกันแล้วสันนิษฐานว่า..น่าจะพลัดหลงกันตอนที่องุ่นไปเข้าห้องน้ำ แต่องุ่นก็รออยู่ที่พิพิธภัณฑ์ตลอด
เราเลยรู้สึกผิดที่ไม่ยอมรอให้นานกว่านั้นอีกหน่อย
ไม่งั้นก็คงไม่ต้องเสียเวลาตามหากันนานเป็นชั่วโมงหรอก

เอาล่ะ รวมตัวกันครบแล้ว ไปจ่ายตลาดกันเถอะ
นั่ง Free Shuttle Bus หรือรถเมล์สีเหลืองๆ ไปยัง New World Supermarket เพื่อเลือกซื้อวัตถุดิบสำหรับมื้อเย็นที่แสนล่าช้า
นี่จะเป็นมื้อแรกที่พวกเราหุงข้าวและทำกับข้าวกินเอง

นอกจากผัก ผลไม้ ขนมปัง โยเกิร์ต และไข่แล้ว
สิ่งที่พลาดไม่ได้ก็คือ หอยแมลงภู่ตัวโตๆ

Live Mussels ที่นี่กิโลกรัมละ NZD$ 4.25
ซื้อไปกิโลกว่าๆ สำหรับ 3 คน
น้ำจิ้มซีฟู้ดไม่มี ไม่เป็นไร
ตอนนั้นคิดแบบเข้าข้างตัวเองว่า
..หอยเขียวตัวโตและสด แค่นึ่งสุกก็น่าจะอร่อยเหลือล้นแล้ว..

จ่ายกับข้าวเสร็จ นั่ง Free Shuttle Bus กลับมาที่เดิม
ข้อสังเกตของเราก็คือ ผู้โดยสารที่ใช้บริการ Free Shuttle Bus เกือบทั้งหมดเป็นพวกหัวดำ
เข้าใจว่า ถ้าไม่ใช่นักท่องเที่ยวเบี้ยน้อยอย่างเรา
ก็น่าจะเป็นนักเรียนจากประเทศในแถบเอเชียเนี่ยแหละ หมวยๆ ตี๋ๆ กันทั้งน้าน

อีกอย่างนึงที่พิเศษกว่าการขึ้นรถแบบที่ต้องจ่ายค่าโดยสารก็คือ
มีการตะโกนขอบคุณคนขับเมื่อถึงป้ายที่ตัวเองจะลง
ฉะนั้นพวกเราก็เลยต้องแหกปาก Thank you ด้วยเมื่อเดินลงจากรถที่ Cathedral Square
..ยึดหลักการเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม..

หอบหิ้วเสบียงฝ่าลมหนาวมาถึงที่พัก
กว่าจะได้เปิดครัวไทยประชันกันเพื่อร่วม hostel ชาติอื่นๆ เวลาก็ใกล้สามทุ่มเต็มที
เรารับหน้าที่หุงข้าว ซ้อมมาดี เพราะฉะนั้นไม่มีพลาด
ไม่แฉะ ไม่ไหม้ ข้าวหอมมะลิที่ขนไปจากบ้านทั้งขาว หอม และขึ้นหม้อจริงๆ

กับข้าวหลักมื้อนั้นคือหอยเขียวนึ่ง
อร่อยกว่ากินพวก frozen ที่ส่งมาขายเมืองไทยไม่รู้กี่เท่า
ส่วนอาหารจานเคียงเป็นอะไรนั้น จำไม่ได้เสียแล้ว
(ดองไว้นานเกิน พยายามนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก)
คุ้นๆ ว่ามีสลัดผักกาดแก้ว และ ………. <—- โปรดเติมจินตนาการในช่องว่าง
ความหิวที่ครอบงำเราสามคน ทำให้พวกเรากินกันไม่ยั้ง
..โดยไม่มีใครถ่ายภาพอาหารมื้อนี้เอาไว้เลย..

หลังจากนั้นก็ล้างจานล้างหม้อ อาบน้ำสระผม เป่าผม
กว่าจะได้เข้านอนก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนกว่า
แถมพรุ่งนี้ต้องตื่นตี 4 ครึ่งเพื่อโทรเช็คทริปบอลลูนด้วยว่า ลมแรงเกินจะเอาบอลลูนขึ้นหรือเปล่า

..จะได้ตื่นมาโทรศัพท์หรือเปล่า..
..จะได้นั่งบอลลูนมั้ยวะเนี่ย..
คำถาม 2 ข้อนี้วนเวียนอยู่ในหัวตั้งแต่ล้มตัวลงนอน กระทั่งผลอยหลับไปตอนไหนไม่รู้

Advertisements

5 thoughts on “NZ trip 05 : จากของทอดตอนเที่ยง..ถึงหอยเขียวมื้อดึกดื่น

  1. โหย…กินไม่เผื่อเล๊ย
    อยากเห็นรูปๆๆๆๆ

  2. ถึง kampooh
    โธ่ ก็ตอนนั้นมันหิวจัดนี่นา
    มือเลยจับแต่ช้อนส้อม โยนกล้องทิ้งไปเลย

  3. ถ่ายรูปมาสวยดีนะคะ

    เรียนอยู่ที่นี่ละค่ะ เเต่ยังไม่ได้ถ่ายรูปพวกนี้ไว้เลย เดี๋ยวว่างๆจะไปเดินเที่ยวเเล้วถ่ายไว้มั่ง

    มีที่ไหนเเนะนำอีกมั๊ยเอ่ย :D

  4. ถึง Bo
    ขอบคุณค่า
    แหม เราไปเที่ยวแค่แว้บๆ
    จะมีอะไรไปแนะนำคนที่เรียนอยู่ที่นั่นเป็นเดือนเป็นปีได้ล่ะจ๊ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s