My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

ต้นกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ กับคำอ้างเรื่องโลกร้อน

23 ความเห็น

ชาญวิทย์ จารุสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) ระบุว่า
“ผลจากการปลูกยูคาลิปตัส ทำให้เราไม่หลุดขบวนลดภาวะโลกร้อน
ด้วยการแปลงพื้นที่รกร้างว่างเปล่ามาเป็นพื้นที่สีเขียว
เพิ่มออกซิเจนให้ธรรมชาติได้กว่า 1.6 ล้านตัน
รวมถึงดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศไม่น้อยกว่า 2.4 ล้านตัน”
[ที่มา: bangkokbizweek 28 ธันวาคม 2550]

เห็นด้วยกับคำพูดดังกล่าวกันบ้างไหม ?

นอกจากคำพูดของผู้บริหารระดับสูงท่านนั้นแล้ว
ยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมกระดาษยังพยายามจะทำให้สังคมเข้าใจว่า
การปลูกยูคาลิปตัสล้วนๆ ในพื้นที่มหาศาลจะช่วยบรรเทาปัญหาโลกร้อน
ด้วยการชูจุดขาย กระดาษจากไม้ปลูกร่วมลดโลกร้อน
และโครงการต้นกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ ร่วมลดโลกร้อน

สำหรับคนทำหนังสือที่ชีวิตนี้คงขาดกระดาษไม่ได้อย่างเรา
เห็นด้วยจริงๆ กับการผลิตกระดาษจากไม้ปลูก มิใช่โค่นมาจากป่าธรรมชาติ
(บางคนเรียกว่า “ป่าปลูก” แต่เราขอไม่ใช้คำนั้น
เพราะสภาพของแปลงปลูกยูคาลิปตัสห่างไกลจากความเป็น “ป่า” มากเหลือเกิน)

แต่เป็นการเห็นด้วยภายใต้เงื่อนไข…
ปลูกในพื้นที่ที่ควรปลูกและส่งผลกระทบต่อการเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมให้น้อยที่สุด

ลำพังการรณรงค์ให้เกษตรกรไทยหันมาตะบี้ตะบันปลูกต้นกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ ในทุกพื้นที่ว่าง
ก็ถือว่า “ผิดเงื่อนไข” (ของเราเอง) อย่างรุนแรงแล้ว

มิหนำซ้ำ เขายังลากโลกร้อนเข้ามาเอี่ยวด้วย
ไม่ใช่สิ อย่างนี้ต้องเรียกว่า “ขอโหนกระแสโลกร้อน”
ยิ่งทำให้เรารู้สึก “รังเกียจ” เพราะเป็นการชี้นำให้บางคนเข้าใจผิด

การปลูกยูคาลิปตัสป้อนอุตสาหกรรมกระดาษจะช่วยบรรเทาปัญหาโลกร้อน
เป็นคำพูดที่เกิดขึ้นจากการมองปัญหาโลกร้อนแบบไม่ครบถ้วนทั้งระบบ
ยูคาลิปตัสจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์แค่ประมาณ 3-5 ปีก่อนถูกโค่นเท่านั้น
มันจึงไม่ใช่แหล่งกักเก็บคาร์บอนอย่างถาวร
เมื่อมันถูกแปรรูปเป็นเยื่อกระดาษ เป็นกระดาษ และเป็นอะไรอีกมากมาย
ย่อมมีการปลดปล่อยคาร์บอนในหลากหลายลักษณะสู่ชั้นบรรยากาศ

และที่ทำให้ “น่ารังเกียจมากขึ้นไปอีก” ก็คือ
ขณะที่ตะโกนบอกว่าการปลูกต้นกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ จะช่วยลดปัญหาโลกร้อน
ในอีกทางหนึ่งก็ชูจุดขาย “กระดาษจากป่าปลูกป้อนคนทั่วโลก”
ซึ่งปรากฏข้อมูลว่า..

ธุรกิจของดั๊บเบิ้ล เอ มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี
รายได้รวมปีละประมาณ 20,000 ล้านบาท
ในจำนวนนี้เป็นรายได้จากการส่งออกมากถึง 60 เปอร์เซ็นต์
คิดเป็นมูลค่าราว 12,000 ล้านบาท
ทั้งนี้มีให้ข่าวว่า การยิงแคมเปญกระตุ้นการปลูกต้นกระดาษนั้น
เป็นการตอบโจทย์ใหญ่ในการขยายกำลังการผลิตกระดาษของดั๊บเบิ้ลเอ
ที่จะเพิ่มจาก 6 แสนตัน เป็น 1 ล้านตัน ในอีก 3 ปีข้างหน้า
[ที่มา: bangkokbizweek 28 ธันวาคม 2550]

ตัวเลขการส่งออกกระดาษที่ถูกพิจารณาร่วมกับแคมเปญโฆษณา
อาจกลายเป็นประเด็นที่ผลักให้บริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน)
ตกอยู่ในวังวนของคำถามที่ว่า
การเพิ่มปริมาณการปลูกต้นกระดาษนั้นเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการกระดาษในตลาดต่างประเทศใช่หรือไม่

ยิ่งไปกว่านั้น การเร่งผลิตของระบบอุตสาหกรรม การถลุงใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
และการขนส่งสินค้าข้ามไปขายยังแดนไกล
ล้วนแต่เป็นกิจกรรมที่ผลาญพลังงานและปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมหาศาล
จึงอาจนำไปสู่ข้อสงสัยที่ว่า…
แท้จริงแล้วบริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) กำลังบรรเทาหรือซ้ำเติมปัญหาโลกร้อนกันแน่

ถึงบรรทัดนี้ เราอยากให้สังคมลุกขึ้นมาช่วยกันหาคำตอบว่า..
พวกเราจำเป็นต้องแลกความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินไทย
กับกำไรของยักษ์ใหญ่ผู้ปลุกปั้นกระดาษแบรนด์พรีเมียมอย่างดั๊บเบิ้ล เอ ด้วยหรือ

Advertisements

23 thoughts on “ต้นกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ กับคำอ้างเรื่องโลกร้อน

  1. อ้าว เปลี่ยนthemeแล้วเหรอ

    แสบตาจัง เหอๆๆๆ

  2. ลองเปลี่ยน theme อีกที
    อ่านสบายขึ้นหรือยัง

  3. เห็นด้วยกับการใช้กระดาษจากต้นไม้ที่ปลูกเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว แต่ไม่เห็นด้วยที่เราจะปลูกต้นยูคาลิปตัสที่ปลูกไปแล้วคุณภาพของดินจะลดลงอย่างฮวบๆ

    กรณีนี้คงคล้ายๆ กับเรื่องถุงผ้าลดโลกร้อน ที่ถ้าไม่ได้หลับหูหลับตาหิ้วกันตามแฟชั่น ก็จะช่วยลดโลกร้อนได้จริงๆนะ

  4. รู้สึกว่าน่าเกียจเหมือนกัน….

  5. ^
    ^
    i-Lek
    “น่ารังเกียจ” หรือ “น่าเกลียด” ดูจากข้อความตูว่าน่าจะเป็นอันแรกนะ

    ขอโทษเจ้าของ blog ที่นอกเรื่องนะครับ

  6. ^
    ^
    นอกเรื่องนิดหน่อย ไม่เป็นไรจ้ะ

    lek สรุปว่า..”น่ารังเกียจ” ใช่ไหมล่ะ

  7. เออ..ข้อมูลแน่นหนาดีจังเลย
    อ่านแล้วได้ความรู้ดีอ่ะ
    แล้วเค้าใช้บ้านเราเป็นที่ปลูกยูคาฯส่งไปทำกระดาษให้เมืองนอก จริงเหรอ

    แล้ว (ถามอีกแล้ว) ยูคาฯมันทำให้ดินเสียจริงเปล่าอ่ะ
    พอจะมีข้อมูลมั้ย..(มีอยู่แล้วแน่เลย เนอะ)

  8. ตอบ kampooh
    บริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ส่งออกเนื้อไม้ยูคาลิปตัสนะ
    แต่เป็นการปลูกยูคาฯ และแปรรูปเป็นกระดาษเสร็จสรรพเรียบร้อย
    แล้วค่อยส่งออกไปขายต่างประเทศ
    เรียกว่า ประเทศไทยต้องแบกรับทั้งความเสื่อมโทรมจากการปลูกยูคาฯ และมลพิษจากกระบวนการผลิตกระดาษในระบบอุตสาหกรรมเอาไว้ทั้งหมด

    ส่วนคำถามที่ว่า ยูคาฯ ทำให้ดินเสียจริงหรือเปล่า
    ขอไปตอบในอีกหัวข้อนะ

  9. Pingback: ปฏิบัติการ “ชุบตัว” ยูคาลิปตัส??? « My Freezer…Since 19 Dec 2006

  10. “ภาวะโลกร้อน” เป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกกำลังตระหนัก
    ผศ.ดร.สคาร ทีจันทึก รองหัวหน้าภาควิชาวนวัฒนวิทยา คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่า ความเห็นของฝ่ายที่อยากเก็บคาร์บอนเครดิตไว้เป็นเครดิตให้ไทยได้ใช้ในวันข้างหน้า แม้จะเป็นมุมมองที่ถูกต้อง แต่ถูกเพียงครึ่งเดียว

    “คำว่า คาร์บอนเครดิต หมายถึง ปริมาณการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ต้นไม้นำไปใช้ในการเติบโตของลำต้นและส่วนต่างๆ ในแต่ละช่วงอายุ ต้นไม้จะสะสมไว้ในรูปธาตุคาร์บอน ที่ตรวจวัดได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์” ดร.สคาร ให้คำนิยาม เขาบอกว่า “คาร์บอนเครดิต” จึงเป็นผลพลอยได้ที่เกิดจากการปลูกต้นไม้ ในแต่ละช่วงอายุ ไม่ใช่การขายผืนป่า หรือขายกรรมสิทธิ์ในต้นไม้ให้ใคร ตามที่บางคนเข้าใจผิด

    ดร.สคารบอกว่า อาจมีผู้สงสัย ประเทศที่ก่อภาวะโลกร้อน กับประเทศที่ขายคาร์บอนเครดิตให้ อยู่ห่างคนละซีกโลก จะดูดซับคาร์บอนเครดิตไปหักล้างกันได้อย่างไร คำเฉลย ก็คือ ระบบนิเวศน์ใหญ่ของโลก จะมีการไหลเวียนถ่ายเทในลักษณะ “ชีวมณฑล” ถึงกันหมด หรือที่เรียกว่า Biosphere จึงเกิดอิทธิพลดูดซับถึงกันได้ทั่วโลก

    ดร.สคารบอกว่า เคยมีการศึกษาในต้นยูคาลิปตัสอายุ 4 ปี ซึ่งมีน้ำหนักแห้ง ประมาณ 100 กก. พบว่า มีธาตุคาร์บอนที่ต้นยูคาฯเก็บกักไว้ในเนื้อไม้ประมาณ 48-50% หรือคิดเป็นน้ำหนัก 48-50 กก.
    แต่เมื่อปล่อยให้ต้นยูคาฯอายุ 4 ปี เติบโตต่อไปจนถึงอายุ 6 ปี ปริมาณคาร์บอนที่สะสมไว้ในเนื้อไม้ จะเพิ่มขึ้นเป็น 66% หรือคิดเป็นน้ำหนัก 66 กก.

    “การคำนวณหาปริมาณคาร์บอนเครดิตในเนื้อไม้ จะคิดกันเป็นช่วงๆอายุ ในขณะที่ทำการตรวจวัด” ดร.สคาร ว่า
    เช่น ต้นยูคาลิปตัส อายุ 4 ปี หลังจากวัดคาร์บอนเครดิตเรียบร้อย และมีการตกลงซื้อขายเครดิตกันแล้ว เจ้าของไม้จะตัดไม้ขายเลยทันทีก็ได้ เพราะไม่เกี่ยวกัน ถือว่าไม้เหล่านั้นได้ดูดซับเอาคาร์บอนไว้แล้ว ณ ช่วงเวลาหนึ่ง หรือช่วงที่ไม้อายุ 4 ปี เจ้าของขายคาร์บอนเครดิตไปแล้ว 1 รอบ แต่ยังไม่ตัดไม้ขาย รอจนกว่าไม้มีอายุ 6 ปีค่อยขายคาร์บอนเครดิตอีกรอบ แล้วจึงตัดไม้ อย่างนี้ก็ทำได้

    ดร.สคารสรุปว่า ดังนั้น หากเมืองไทยสามารถส่งเสริมให้มีการปลูกป่ามากขึ้น กว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กล่าวคือ ปัจจุบัน อ.อ.ป.ปลูกป่าไว้ 1.5 แสนไร่ เอกชนปลูกไว้อีกประมาณ 2 ล้านไร่ รวมกันวันนี้เมืองไทยมีป่าปลูกทั้งสิ้นราว 2.15 ล้านไร่

    ดังนั้น ถ้าสามารถส่งเสริม หรือขยายพื้นที่ปลูกป่าทั่วประเทศได้มากกว่า 2.15 ล้านไร่ การที่เอกชน หรือ อ.อ.ป. จะตัดสินใจขายคาร์บอนเครดิต เอาเงินมาใช้ก่อนที่จะตัดไม้ขาย ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ดร.สคาร ทิ้งท้าย

    “ที่สำคัญ หลังขายเครดิตไปแล้ว อย่าชะล่าใจ ควรรีบนำเงินส่วนหนึ่งไปเพิ่มพื้นที่ปลูกป่าให้มากขึ้น ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ ก็อย่าไปขายมัน ก็เท่านั้น
    ที่มา : http://www.thaienergynews.com/m2200_72.asp อ้างถึง หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 31/10/2550
    คาร์บอนเครดิต เข้ามา ไทยควรจะมีวิสัยทัศน์

    ในพิธีสารเกียวโต ประเทศที่เข้าร่วมจะต้องทำการลดปริมาณคาร์บอนให้ได้ตามที่กำหนดไว้ โดยจะเริ่มทำการลดในปี 2551 เป็นปีแรก และ ก็ค่อไปเรื่อยๆ จนถึงปี 2555 ซึ่งก็จะมี % บอกไว้ว่าจะต้องลดได้เท่าไรในแต่ละปี เพื่อที่จะไม่เป็นการทำร้ายทำลายโลกมากเกินไป

    อย่างไรก็ตาม ประเทศสหรัฐฯ เป็นประเทศหนึ่งที่ปล่อยปริมาณ คาร์บอนเป็นอันดับสูงต้นๆของโลกแต่ ไม่ยอมเข้าร่วมโครงการนี้ เป็นพวกปากว่าตาขยิบ อะไรที่ตัวเองเสียผลประโยชน์ ไม่เอา เป็น นักเลง จิ๊ดโก๊ กร่าง ไปทั่ว เหตุผลก็เพราะว่า ถ้าเข้าร่วมโครงการ ตัวก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง เพราะถ้าจะลดคาร์บอนก็เท่ากับว่า ฉุดเศรษฐกิจตัวเองลงไปด้วย แต่ความเป็นจริงก็คือ ไม่มีใครยอมหยุดธุรกิจตัวเองหรอก แต่การเข้าร่วม ทำให้ต้องลงทุนเพิ่มเกี่ยวกับเหตุผลทางด้านสิ่งแวดล้อม

    เมื่อต้องรับผิดชอบทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ก็จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ต้องมีการบำบัดน้ำเสีย ก่อนที่จะปล่อยลงทะเลเป็นต้น เห็นรึยังล่ะ ประเทศ สหรัฐผู้ยิ่งใหญ่ สุดท้ายก็เห็นแก่ตัว ที่นี้ประเทศที่เข้าร่วมก็ต้องลดปริมาณลงให้ได้ตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งเขาก็มีวิธีของเขากัน แต่ที่ผมยังไม่ค่อยมีข้อมูลก็คือ เขาจะวัดกันยังไง แต่ผมคิดเอาเองว่า น่าจะภาพถ่ายทางอากาศ หรือ ดางเทียม มาคิดคำนวณกัน

    การที่จะทำเครดิต นั้น เท่าที่ผมเข้าใจก็คือ มี 2 อย่างด้วยกัน คือ การปลูกป่า กับ การที่นำของเสียที่เกิดขึ้นไปแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า

    ต้นไม้ทุกต้น จะใช้ คาร์บอนไดออกไซด์ในการสังเคราะห์แสงเพื่อที่จะใช้ในการเจริญเติบโต ดังนั้น ต้นไม้แต่ละต้นที่โตขึ้น ก็จะมีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ ผู้เชี่ยวชาญประมาณกันว่า ต้นไม้ 1 ตัน ก็จะสะสมคาร์บอนได้ 500 kg เพราะฉะนั้นเวลาพูดก็ต้องพูดกันเป็นปริมาณตันคาร์บอนเครดิต โดยต้นยูคาลิปตัส น่าจะให้ผลประโยชน์มากสุด เนื่องจาก สามารถนำไปขายคาร์บอนเครดิตได้แล้ว ก็ยังนำเนื้อไม้ ไปขายต่อกับอุตสาหกรรมกระดาษได้อีก

  11. ผมว่าเจ้าของกระทู้ ข้อมูลไม่แน่นนะครับ
    แล้วก็รีบตัดสินใจ
    เหมือนมองเห็นคนๆนึงดูเจ้าเล่ห์ ก้อหาว่าเค้าเป็นโจรซะแล้ว

    สำหรับการปลูกต้นยูคาลิปตัสในประเทศไทยนั้น มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 แต่มีการสนับสนุนอย่างจริงจังราวปี 2519 เพื่อเป็นไม้ทดแทนป่าที่ถูกทำลายไป โดยปลูกในอัตรา 1 แสนไร่ต่อปี จากนั้นก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2525 รัฐบาลสนับสนุนการปลูกยูคาลิปตัสเพื่อใช้ประโยชน์ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 (2525-2529) แต่ก็ต้องมีอันยุติลง เนื่องจากมีการอ้างถึงผลเสียของการปลูกพืชชนิดนี้มาก โดยข้อเสียของยูคาลิปตัส คือ เป็นพืชที่ใช้น้ำมาก และเนื่องจากพืชชนิดนี้โตเร็ว ทำให้ความชื้นและระดับน้ำใต้ดินลดลงไปอย่างรวดเร็วด้วย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อแหล่งน้ำ และพืชข้างเคียง และจากการศึกษาผลกระทบของยูคาลิปตัสกับสิ่งแวดล้อมโดยหน่วยงานต่างๆ ได้ข้อสรุปว่า
    ยูคาลิปตัสไม่ได้มีพิษภัยต่อระบบนิเวศ ต่อพืชพรรณ หรือสัตว์ แต่ปัญหาเกิดขึ้นจากระบบการปลูกเป็นเชิงเดี่ยวที่กว้างขวางเกินไป เช่นเดียวกับการปลูกพืชเชิงเดี่ยวชนิดอื่นๆ เช่น ข้าวโพด ไม้สัก หรือมันสำปะหลัง ที่ไม่ได้มีระบบการจัดการบำรุงดินที่ดีก็จะมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน

    ดังนั้น การปลูกยูคาลิปตัสต้องคัดเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และต้องมีการจัดการที่ถูกต้องเหมาะสมด้วย
    ในระยะหลังนี้ การปลูกบนคันนาเป็นที่ฮือฮากันมาก ประเทศไทยมีการทำนาประมาณ 60 ล้านไร่ แต่ผลผลิตเฉลี่ยข้าวของประเทศไทยยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ผลผลิตข้าวต่ำจึงเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาความยากจน การแก้ปัญหาในส่วนนี้คือ การใช้ประโยชน์จากที่นาให้เต็มที่ โดยเฉพาะคันนาที่ทิ้งร้างว่างเปล่าไว้ น่าจะศึกษาวิจัยกันอย่างจริงจังให้เป็นระบบ เลือกพันธุ์ยูคาลิปตัสให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ได้ แต่ต้องมีการจัดการพื้นที่การปลูกด้วย เช่น จะใช้สายพันธุ์อะไรที่มีความทนทานต่อพื้นที่ที่มีน้ำใต้ดินสูง และมีโอกาสน้ำท่วมขัง พันธุ์ที่มีเรือนยอดเล็ก มีลำต้นตรงเพื่อที่จะได้ไม่ไปบังแสงแดดต่อต้นข้าวในนา ในการปลูกพืชผสมจึงควรดูจุดมุ่งหมายว่าต้องการอะไร เพื่อจัดการให้ได้ตามนั้น หากต้องการผลผลิตจากข้าวเป็นหลัก แต่ต้องการรายได้เสริมบ้าง และใช้พื้นที่คันนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็ปลูกยูคาลิปตัสเป็นพืชเสริมได้
    ยูคาลิปตัสเป็นพืชผสมตัวเองและสามารถผสมข้ามได้ โดยทั่วไปแล้วอัตราการผสมข้ามจะสูง ดังนั้น หากนำเมล็ดที่ไม่ได้รับการควบคุมการผสมไปปลูกอาจได้ต้นพันธุ์ที่แปรปรวนไปจากต้นแม่ได้ การใช้เทคโนโลยีชีวภาพด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเข้ามาช่วยในการขยายกล้าพันธุ์จากต้นแม่ที่ได้รับการคัดเลือกว่าดีแล้ว จึงเป็นทางออกที่ดี เพราะจะให้กล้าพันธุ์ที่เหมือนต้นแม่ที่ต้องการ แต่เนื่องจากต้นที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออาจมีต้นทุนสูง ดังนั้น การที่จะเพาะพันธุ์ให้ได้ต้นพันธุ์ที่เหมือนต้นแม่ที่ต้องการ จึงมีการนำเอาเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาใช้ในการเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ และใช้การปักชำเข้ามาช่วยในการขยายพันธุ์จากต้นพันธุ์จำนวนมากที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออีกที วิธีการผสมผสานจะทำให้ได้ต้นกล้ายูคาลิปตัสที่มีราคาถูกลง และตรงตามสายพันธุ์แม่ที่ต้องการ
    นอกจากการใช้เทคนิคด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแล้ว วิทยาการด้านเทคโนโลยีชีวภาพในสาขาดีเอ็นเอ ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมากมายในเรื่องของยูคาลิปตัส การใช้ดีเอ็นเอเครื่องหมายสามารถนำมาทำเอกลักษณ์ทางพันธุกรรมของสายพันธุ์ยูคาลิปตัสที่ดีได้ เพื่อใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของกล้ายูคาลิปตัส นอกจากนั้น ยังสามารถช่วยในการพิสูจน์หลักฐานในคดีความที่มีการลักขโมยพันธุ์ หรือการลักลอบตัดไม้ในพื้นที่ปลูก
    นอกจากนี้ เทคนิคด้านดีเอ็นเอยังสามารถช่วยในการปรับปรุงพันธุ์ยูคาลิปตัสให้มีลักษณะที่ต้องการได้เร็วขึ้นกว่าการปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม เพราะการปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม ต้องเริ่มจากการคัดเลือกพันธุ์พ่อแม่และทำการผสมให้ได้ก่อน จากนั้นก็นำไปทำการปลูกทดสอบเพื่อหาต้นที่มีลักษณะที่ต้องการ ซึ่งอาจใช้เวลาและพื้นที่ปลูกมาก ถ้าหากมีดีเอ็นเอเครื่องหมายที่ควบคุมลักษณะที่ต้องการ เช่น ต้านทานต่อโรค ต้านทานต่อแมลง คุณภาพเนื้อไม้ ลำต้นตรง และการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว เราสามารถใช้ดีเอ็นเอเครื่องหมายที่ควบคุมลักษณะดังกล่าวในการคัดเลือกต้นกล้าได้เลย โดยไม่ต้องนำไปปลูกเพื่อคัดเลือกจำนวนหลายพันต้น เพื่อจะเลือกต้นที่ดีเพียงไม่กี่ต้นไว้ทำแม่พันธุ์
    นอกจากเทคนิคทั้ง 2 วิธีที่กล่าวมาแล้ว การนำเทคโนโลยีด้านการถ่ายยีนมาช่วยในการพัฒนาพันธุ์ยูคาลิปตัสก็สามารถทำได้ ซึ่งในต่างประเทศเทคโนโลยีชีวภาพ ได้ถูกนำมาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ยูคาลิปตัสในหลายๆ ประเทศ และโดยมากการวิจัยและการปรับปรุงพันธุ์ยูคาลิปตัสจะอยู่ในบริษัทเอกชนส่วนมาก เช่น การถ่ายยีนให้มีลิกนินในเนื้อไม้น้อยลง จะทำให้ขั้นตอนฟอกเยื่อกระดาษ (bleaching) ไม่ต้องใช้สารเคมีจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยในการลดพลังงานและสารเคมีในกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษ และสารมลพิษจากการผลิตเยื่อกระดาษ เป็นต้น
    เนื่องจากราคาไม้ยูคาลิปตัสนั้นมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามความต้องการของตลาด ดังนั้น หากมีระบบการจัดการที่ดีประกอบกับการใช้เทคโนโลยีร่วมกันอย่างเหมาะสม การปลูกต้นยูคาลิปตัสก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจของประเทศ
    ###

    ผู้เขียน: ศิริพร วัฒนศรีรังกุล ชุลีพร อรุณแสงสุรีย์ ดร. สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง
    ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สวทช.

  12. เอาข้อมูลจาก คณะวนศาสตร์ ม.เกษตร หรือ กรมป่าไม้ ที่เกี่ยวกับยูคาฯมาโพสต์บ้าง ก็จะดีมากๆครับ จะได้รู้ว่า ผู้ที่รู้จริง เค้ามีข้อมูลยังไง ไม่ใช่มาแอบอ้างลอยๆ

  13. เหอๆ เราไม่ได้มีส่วนได้เสียกะเจ้าของเรื่องหรอกนะ

    แต่อ่านความเห็นตาคนข้างบนแล้วก็งั้นๆ

    อุตสาห์เขียนมาตั้งเยอะแยะยืดยาว ก็มิได้มีข้อมูลที่น่าสนับสนุนได้เลยว่า

    อีต้นยูคามันมีส่วนดีตรงไหน

  14. คุณบอกข้อมูลเราไม่แน่น
    แต่เราอ่านข้อความของคุณแล้ว
    อืม..อย่างที่คุณร่ายมาเรียกว่าข้อมูลแน่นแล้วรึ อันนี้เราไม่แน่ใึจ
    แต่ที่แน่นอน ก็คือ เราไม่สามารถ (หลอกตัวเองเพื่อจะ)บอกคุณว่า เราเชื่อข้อมูลของคุณทั้งหมดทันทีที่อ่านจบ

    บอกตามตรง เราไม่เคยบังคับให้คนอ่านทุกคนต้องเชื่อตามที่เราเขียน
    เพราะมั่นใจว่าทุกคนมีวิจารณญาณและสติปัญญามากเพียงพอที่จะเลือกรับสารที่ดี ที่ถูกต้อง ที่เป็นประโยชน์
    คุณมาเขียนแย้งเราก็ดีแล้ว คนอ่านยิ่งได้อ่านข้อมูลทั้งสองด้าน
    ยิ่งตัดสินใจได้ง่าย ว่าอันไหนของจริง อันของเก๊

    อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณ BBB ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นอันยาวเหยียด

  15. ขอต่ออีกหน่อย

    ที่คุณ BBB อ้างถึงข้อความที่ว่า
    “เพราะฉะนั้นเวลาพูดก็ต้องพูดกันเป็นปริมาณตันคาร์บอนเครดิต โดยต้นยูคาลิปตัส น่าจะให้ผลประโยชน์มากสุด เนื่องจาก สามารถนำไปขายคาร์บอนเครดิตได้แล้ว ก็ยังนำเนื้อไม้ ไปขายต่อกับอุตสาหกรรมกระดาษได้อีก”

    มันเป็นการขายคาร์บอนเครดิตเพื่อการตลาดและกระเป๋าตังค์ตัวเองล้วนๆ เลยนี่นา
    เพราะเมื่อแปรรูปเนื้อไม้ยุคาฯ เป็นกระดาษแล้ว คาร์บอนที่สะสมในเนื้อไม้ก็จะกลับคืนสู่บรรยากาศโลกอีกครั้ง

    วิธีคิดแบบนี้่ (รวมถึงการเชื่อกันแบบนี้) แสดงว่าไม่ได้เพื่อการดูแลโลกใบนี้เลย..พับผ่าิ

  16. จะช้าไปไหมน้อที่มาโพสเอาตอนนี้… แบบว่าพึ่งผ่านมาเจอ…

    ผมคงไม่มาเถียงเรื่องยูคาฯ ดีหรือไม่ดีหรอกนะครับ เพราะเห็นถกกันอยู่หลายกระทู้เหมือนกัน ก็คงต้องไปหาข้อมูลกันเอง…

    แต่ที่ผมจะขอให้ข้อมูลในมุมมองของผมในเรื่องของการลดปัญหาโลกร้อนครับ… ผมมองอยู่ 2 ประเด็น คือ 1 ลดการปลดปล่อยคาร์บอน 2 หาแหล่งดูซับคาร์บอน

    ที่จะเข้ากับกระทู้นี้ก็คงจะเป็นประเด็นที่ 2 นั่นคือการหาแหล่งดูดซับคาร์บอน แน่นอนว่าเราทราบกันดีว่าคือต้นไม้… นั่นคือที่มาว่าเราต้องช่วยกันปลูกต้นไม้หรือเพิ่มพื้นที่ป่าเพื่อดูดซับคาร์บอน

    ในประเด็นนี้หลายคนบอกว่าถ้าปลูกแล้วตัด… มันจะลดคาร์บอนได้อย่างไร หรือแม้แต่เจ้าของเรื่องยังกล่าวเอาไว้ว่า “..(ต้นไม้ที่กล่าวถึง)..จะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์แค่ประมาณ 3-5 ปีก่อนถูกโค่นเท่านั้น
    มันจึงไม่ใช่แหล่งกักเก็บคาร์บอนอย่างถาวร” ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมขอแย้งครับ…

    ก่อนอื่นตัดเรื่องยูคาฯ เรื่องธุรกิจ ผลประโยชน์ออกไปก่อนเพื่อลดอคติในการแลกเปลี่ยนนะครับ…

    ในมุมมองของผมการจัดการป่าเพื่อลดโลกร้อน ผมอยากแบ่งป่าตามการใช้ประยชน์ดังนี้ครับ คือป่าอนุรักษ์ และป่าเศรษฐกิจ (ก็ตามแผนพัฒนาฯ ของประเทศนั่นล่ะครับ) ป่าอนุรักษ์ ก็แน่นนอนว่าไม่สมควรที่จะไปตัดหรือทำลายอยู่แล้ว แต่ป่าเศรษฐกิจต่างหากที่ควรที่จะปลูกแล้วตัดมาใช้ประโยชน์ แล้วมันจะเป็นการช่วยการเก็บคาร์บอนได้เป็นอย่างดี…

    ขอความกรุณาอ่านต่อก่อนนะครับ อ่านจบแล้วจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็อีกเรื่องหนึ่ง….

    ทราบกันดีว่าต้นไม้ก็เป็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง อัตราการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตแทบจะทุกชนิดจะคล้ายๆ กัน คือจะมีช่วงที่มีอัตราเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงแรกๆ และก็จะช้าลงและแทบจะไม่มีการเจริญเติบโตต่อในช่วงท้ายๆ

    ต้นไม้ก็เหมือนกัน บางชนิดอายุหลายสิบปี แต่ก็ไม่ได้โตขึ้นจากเดิมซักเท่าไหร่ นั่นคือต้นไม้แต่ละต้นแต่ละชนิดก็จะมีขอบเขตการเจริญเติบโตของมัน เมือโตเต็มที่แล้วอัตราการเจริญเติบโตก็ลดลง นั่นก็แสดงว่าอัตราการดูดซับคาร์บอนมาเก็บไว้ในรูปเนื่อไม้ก็จะลดลงตามด้วย จนบางทีอัตราการดูดซับคาร์บอนเมื่อต้นไม้โตเต็มที่อาจไม่แตกต่างกันมากกับอัตราการปลดปล่อยคาร์บอน(การหายใจ)ของต้นต้นไม้ต้นนั้นเองด้วยซ้ำ

    เพราะฉนั้นถ้าหาเราตัดต้นไม้ที่มันโตเต็มที่แล้วออกมาใช้ประโยชน์ ก็เหมือนการเอาคาร์บอนไปฝากธนาคารไว้ในรูปแบบต่างๆ เช่น บ้านเรือน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไม้สอย วัสดุที่ทำจากไม้ทุกอย่าง ซึ่งหากไม่มีการเผาทำลายสิ่งเหล่านี้แล้วคาร์บอนก็จะไม่ถูกปลดปล่อยออกไปแน่นอน นี่ต่างหากคือการเก็บคาร์บอนที่ถาวร

    เมื่อเราตัดต้นเดิมออก เราก็ปลูกต้นใหม่แทน… เราก็จะมีต้นไม้เวียนมารับคาร์บอนในบรรยากาศอยู่เรื่อยๆ รับเต็มที่แล้ว ก็ตัดไปเก็บไว้ แล้วก็ปลูกต้นใหม่…พอจะเห็นภาพไหมครับ

    ถ้างั้นผมเปรียบเทียบว่าคาร์บอนที่ถูกปลดปล่อยออกมาสู่บรรยากาศด้วยกิจกรรมต่างของสิ่งมีชีวิต (โดยเฉพาะคน) ให้เป็นน้ำที่รั่วออกมาจากแท็งค์น้ำจนท่วมพื้นเฉอะแฉะไปหมด… เราจึงต้องเอาถังน้ำไปรองน้ำไว้ (สมมติว่ามันอุดรูรั่วไม่อยู่) แต่ถังน้ำมันก็มีความจุของมัน ถ้ามันเต็มแล้วเราไม่เปลี่ยนออกมันก็ไม่มีประโยชน์ น้ำมันก็ล้นถังออกมาอยู่ดี แต่ถ้าเราเห็นถังหนึ่งเต็ม เราเปลี่ยนเอาถังใบที่สองเข้าไปแทน แล้วก็ถังที่สามที่สี่… ไปเรื่อยๆ น้ำมันก็ไม่ล้น อีกไม่นานก็คงหมดแท็งค์ แล้วน้ำที่เรารองไว้ก็ยังเอาไปใช้ประโยชน์ได้อีก..

    คิดว่าคงจะพอเห็นภาพนะครับ…

    เพราะฉนั้นผมจึงมองว่าการปลูกต้นไม้แล้วตัดไม่ใช่เรื่องเลวร้ายแต่ประการใด เว้นแต่เป็นการเข้าไปตัดในป่าธรรมชาติ

    นี่คือประเด็นที่ผมต้องการแย้งครับ… ไม่เกี่ยวกับยูคา ดีหรือไม่ดี

    เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็อยูที่ดุลพินิจของแต่ละคนล่ะครับ..

  17. โปรดใช้การคิดวิเคราะห์เปรียบเทียบด้วย นี่คือความจริงที่ปรากฏ เรื่องของยูคา 1.ผู้สนับสนุนและผู้ส่งเสริมให้ปลูกมากๆ เป็นหุ้นส่วนหรือผลประโยชน์หรือเปล่า บอกความจริงให้ทราบหน่อย คุณค้นคว้ามาจากงานวิจัยต่างๆ ที่นักวิจัยที่คุณคิดว่าคุณยอมรับใช่ไหม ผมได้เรียนรู้ในข้อเท็จจริง ในสภาพจริง ผมเคยโด้แย้งกับ ดร.ท่านหนึ่งที่ทำวิจัยเกี่ยวกับการปลูกยูคาบนคันนาในทุ่งกุลา แถวจ.ร้อยเอ็ด ทำวิจัยแค่ 2- 3 ปี บอกว่ายูคาดี อย่าพูดถึงทางลบอย่างสุดโต่ง อนิจา ถูกต้อง แต่ไม่ถูกหมด ผมไม่ได้เก็บข้อมูลจากการบันทึกแต่ผมติดตามเรื่องนี้มานานเกินกว่า 10 ปี และผมไม่เคยเชื่อว่ายูคาจะเป็นประโยชน์ต่อดินและสิ่งแวดล้อม (ลบล้างยาก) สวนหรือป่าในภาคอีสานหลายที่ ที่ปลูกยูคา คือบริเวณที่เกิดความหายนะอย่างไม่มีทางเลี่ยง เมื่อยูคาอยู่นานเท่าใดบริเวณดินตรงนั้นหมดความหมายจากสภาพที่เห็นจริงๆ หญ้าคายังไม่กล้าพอที่จะมีชีวิตอยู่ทั้งๆ ที่ทรหดที่สุด ยูคากินปุ๋ยเรียบ จะถอนยูคาต้องลงทุน ประเทศที่พัฒนาแล้วจะไม่ปลูก ปล่อยให้ประเทศที่ด้อยทางการคิดและแอบแฝงทางกลไกของอำนาจรัฐที่อยู่เพื่อมีผลประโยชน์และหุ้นส่วน เพื่อชักชวนชาวบ้านปลูก โดยทำลายป่าระบบนิเวศน์ชุมชน สังคม วัฒนธรรม นิเวศบริสุทธิ์ของชาวบ้านที่เป็นปัจจัยต่อการดำรงชีวิต ทั้งอาหาร สมุนไพรต่างๆ ค่อยๆ ย่อยยับลง เอายูคาที่โฆษณาชวนเชื่อในแง่มุมต่างๆ เข้ามาแทนที่ น่าสงสารชาวบ้านได้แต่วิ่งตามคำโฆษณาของบริษัท ภาครัฐก็เมินเฉย อาจไม่รู้หรืออาจมีเอียว น่าเวทนายิ่งนัก ยูคาไม้หายนะทั้งชีวิตและสมองคนลบล้างได้ ขณะนี้บุกรุกเข้าปลูกที่ประเทศลาว ป่าในลาวสูญสิ้นลง เพื่อเอาไม้หายนะตัวไหม่ไปเพิ่มเติมให้รุนแรงกว่าเดิม ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ปลูกขอแต่ซึ้อผลผลิตที่เป็นตัวสำเร็จ คือ กระดาษ ก็พอแล้ว เพราะเขารู้เขาฉลาดกว่า
    ฉะนั้นต่อไปโรงงานที่เกิดจากยูคาและมีผลต่อสิ่งแวดล้อมจะเพิ่มขึ้นจากการปลูก ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะเพิ่มขึ้น จะเกิดประเทศที่ปลูก แต่ผู้สบายคือผู้ฉลาดกว่า คือผู้ซื้อผลผลิต ผู้รับชะตากรรมเพราะความเขลา ก็คือผู้ปลูกอยู่ขณะนี้ ไม่ว่าระดับใดก็แล้วแต่ ขอโทษจริงๆ ผมไม่มีผลประโยชน์ แต่ผมมองภาพส่วนรวม จึงพูดและนำเสนอความจริง อย่าได้โกรธกันเลย ยังมีลึกซึ้งและละเอียดกว่านี้มากเรื่องยูคา ยูคือคุณ คา คือ คาที่ หรือคุณตายคาที่เมื่อคุณปลูกยูคาในอนาคต คุณได้จากยูคาขณะนี้เท่านี้ แต่เวลาผ่านไปคูณจะเก็บซากยูคาแล้วมาพัฒนาดินเพื่อปลูกอย่างอื่นนั้น ไม่มีทางแล้ว เสียใจด้วยจริงๆ 2.ชาวบ้านหรือผู้ปลูกรู้ไม่ทันคำโฆษณา และชาวบ้านหรือผู้ปลูกอยากได้เงิน อยากมีฐานดีขึ้น ข้อนี้ไม่ผิด เพราะอยู่ท่ามกลางสังคมแห่งการบริโภค หรืออยู่ในระบบทุนนิยม ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็ในระบบทุนนิยม (แต่น่าสงสารอนาคตที่สุดของสุดท้าย ก็หายนะไปด้วยกัน ซึ่งขณะนั้นเป็นยุคของลูกหลาน ซึ่งพวกเขาจะเอ่ยถึงแต่สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย เช่น ทำไมบรรพบุรุษถึงโง่แท้ ที่ทำให้พวกเขาได้รับกรรมเช่นนั้น เป็นต้น)
    ในการคิดที่ขาดการวิเคราะห์ และการคิดที่ตื้นเขินเกินกว่าจะพูดกันรู้เรื่อง ที่พูดมานี้อย่าเชื่อผม ขอให้ตรวจสอบถึงความจริงจากที่ปลูกจริงๆแล้วค่อยเชื่อผมนำเสนอบางส่วนเล็กน้อยที่กล่าวมานี้ แล้วมันจึงจะมีคุณค่าในวิธีการคิดต่อๆ ไป.ครับ.

  18. ในระยะหลังนี้ การปลูกบนคันนาเป็นที่ฮือฮากันมาก ประเทศไทยมีการทำนาประมาณ 60 ล้านไร่ แต่ผลผลิตเฉลี่ยข้าวของประเทศไทยยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ผลผลิตข้าวต่ำจึงเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาความยากจน การแก้ปัญหาในส่วนนี้คือ การใช้ประโยชน์จากที่นาให้เต็มที่ โดยเฉพาะคันนาที่ทิ้งร้างว่างเปล่าไว้ น่าจะศึกษาวิจัยกันอย่างจริงจังให้เป็นระบบ เลือกพันธุ์ยูคาลิปตัสให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ได้ แต่ต้องมีการจัดการพื้นที่การปลูกด้วย เช่น จะใช้สายพันธุ์อะไรที่มีความทนทานต่อพื้นที่ที่มีน้ำใต้ดินสูง และมีโอกาสน้ำท่วมขัง พันธุ์ที่มีเรือนยอดเล็ก มีลำต้นตรงเพื่อที่จะได้ไม่ไปบังแสงแดดต่อต้นข้าวในนา ในการปลูกพืชผสมจึงควรดูจุดมุ่งหมายว่าต้องการอะไร เพื่อจัดการให้ได้ตามนั้น หากต้องการผลผลิตจากข้าวเป็นหลัก แต่ต้องการรายได้เสริมบ้าง และใช้พื้นที่คันนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็ปลูกยูคาลิปตัสเป็นพืชเสริมได้ ข้อความจากคุณBBB แล้วขอถามหน่อยเถอะว่าไอ้การที่ชาวนาของเรายังยากจนผลผลิตต่อไร่ตกต่ำ เราจึงควรปลูกพืชเสริมหรือ ไม่ใช่เราควรจะไปวิจัยหรอกหรือว่าจะทำนายังไงให้มีวงรอบได้มาขึ้น ชลประทานพอหรือยัง เครื่องมือในการผลิตที่ใช้ ประเทศอื่นใช้เครื่องปลูกข้าวกันนานแล้วของเราเพิ่งเอามาใช้ ใช้แรงงานคน ดีที่ควายมันจิ้มต้นข้าวไม่ได้งั้นคงใช้ควายปลูกกันอยู่เลย แล้วคุณมาอ้างว่าควรปลูกพืช(ต้นกระดาษ)เสริมคือทางออก ให้ชาวนารวยขึ้น จากการดานก้นหม้อนะหรือ ให้ทีมวิจัยสุดเจ๋งของคุณเจียดเวลาหาวิธีเพิ่มผลผลิตข้าวด้วยได้ไหม ฟังดูแล้วทีมวิจัยน่าจะเก่งอยู่ อย่าหาแต่ผลระโยชน์ส่วนตัวสิ

  19. คุณBBB ครับ ผมไม่รู้ว่าจะบอกอย่างไรกับคุณมันเป็นงานของคุณผมเข้าใจ มันก้อเคยเหมือนกับ ระบบทักษิน และคนรอบๆตัวเค้า ที่คิดว่าความคิดเค้าถูกแบบหลอกตัวเอง
    จนวันนึงคิดว่าเป็นเรื่องจริงเป็นสิ่งที่ดี ถามง่ายๆถ้าวันใดคุณเปลี่ยนงาน ที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับกระดาษแล้ว คุณจะรู้สึกเหมือนเดิมไหม คุณต้องมานั่งแก้ตอบกระทู้ไหม ถ้ามันเกิดผลเสียในอีก20 30 ปีข้างหน้าโดยที่ตอนนั้นคุณทำอย่งอื่นไปแล้วคุณจะเสียใจไหม จะรับผิดในใจคุณอย่างไร หรือแกล้งทำลืมว่าช่วงนึงเคยทำอะไรผิดไว้

  20. อ่านแล้วเศร้าใจมากๆค่ะที่คนหลายคนยังคงมองผลประโยชน์ในกระเป๋าตัวเอง
    มากกว่าลมหายใจของลูกหลาน โปรดอย่าลืมนะคะว่าเรามีโลกเพียงใบเดียว

  21. ผมโชคร้ายได้ร่วมงานกับDouble A ช่วงระยะหนึ่ง สังกัด บริษัท คันนา จำกัด บริษัทไม่มีคุณภาพเลยครับ โดยเฉพาะตำแหน่่ง CEO เขาจะให้โอกาสคนที่มีอายุงาน ที่อยู่กับบริษัทมานานได้ขึ้นบริหาร แต่ที่มาจะบริหารไม่เป็น และจะรับคนนอกเพื่อไปเรียนรู้วิธีการทำงาน แล้วหาเรื่องให้ออก แล้วก็รับใหม่่ เป็นบริษัทที่ไม่มั่นคง
    ที่สำคัญการเงินก็ไม่ดีเลย ปัจจุบันยังค้างเงินตัวแทนและเกษตรกรเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะค้างจ่ายเป็นปีแล้ว ซึ่งเงินได้โอนเข้าบัญชีของ CEO แล้ว แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ยอมจ่าย และคนที่แย่ก็จะเป็นพนักงานระดับล่าง ที่จะต้องค่อยโกหกแทนบริษัท เข่ารับสมัครงานจะอ้างชื่อ Double A แต่จริงๆแล้ว จะต้องไปทำงานที่บริษัท คันนา จำกัด ก็แล้วแต่ว่าเขาจะให้ไปอยู่ภาคไหน โดยจะบอกว่ามีค่าที่พักให้ ค่าน้ำมันรถให้ แต่เบิกยากมากๆครับ ของผมออกไปให้ตั้งแต่เดือน กันยายน 2554 เพิ่งจะได้ วันที่ 5 มกราคม 2555 สุดยอดครับ เขาจะสอนให้โกหกว่าต้นยูค่าลิปตัส คือต้นกระดาษ จะบอกว่าไม่มีรากแก้ว หากต้นไม้ไม่มีรากแก้ว แล้วจะหากินอย่างไร เขาจะทำเป็นโครงการ BOI 29+1 BOI 30 คันนาเล็ก คันนาใหญ่ คันนาเล็กปลูกได้ 100 ต้น คันนาใหญ๋ ได้ 200 ต้น