My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

เปิดตัว “ต้นกระดาษ” สลัดภาพร้ายของยูคาฯ

10 ความเห็น

“อยากสบายปลูกต้นกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ ดีกว่าครับ”
หนุ่มหน้าตาสะอาดสอ้านผู้รับบท Mr.ไชโย เอเอ ยื่นข้อเสนอนี้แก่ชายผู้ผิดหวังจากการอ้อนวอนขอความรวยกับเทวดา

ไม่ปรากฏคำอธิบายว่าต้นกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ คืออะไร
มีเพียงเสียงบรรยายสรรพคุณล่อใจว่า
“ต้นกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ ปลูกง่าย โตไว กำไรงาม”
ซึ่งมาพร้อมภาพรถกระบะป้ายแดงและบ้านหลังเบิ้มที่โผล่ขึ้นมาเหมือนเนรมิต

ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยหมัดเด็ด..
“ชีวิตดีขึ้นเป็นดั๊บเบิ้ล ต้นกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ โทร 1759″

นี่คือเนื้อหาในโฆษณาชุด “เทวดา” ที่ดูจบแล้วเข้าใจได้ทันทีว่า
เขาตั้งใจจะเชิญชวนคนไทยให้มาปลูกต้นกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ
เพื่อจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น (..ในเวลาอันสั้นมาก?)

ยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมกระดาษปล่อยโฆษณาชิ้นนี้ออกมาแพร่ภ่พทางโทรทัศน์ในช่วงปลายเดือนกันยายน 2550
อันเป็นเหตุให้ผลกระทบจากการปลูกยูคาลิปตัสซึ่งรับรู้กันมานานกว่า 10 ปี
กลับเข้ามาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง
กระทู้เรื่องต้นกระดาษถูกตั้งขึ้นในเว็บบอร์ดหลายแห่ง
ทั้ง pantip.com, torakhong.org, TrekkingThai.com, siamensis.org

แม้แต่ในเว็บบอร์ด “เสวนาประสาพุทธ” และ “ฟ้าเดียวกัน
ก็ยังมีกระทู้แลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องต้นกระดาษ

แต่ไม่ว่าสังคมออนไลน์จะวิพากษ์วิจารณ์กันไปอย่างไร
การกดโทรศัพท์ไปตามคำชวนของมิสเตอร์ไชโย เอเอ ทำให้เรารู้ว่า
โฆษณาชิ้นนั้นสร้างกระแสตอบรับที่ดีมากในโลกแห่งความจริง
“มีคนสนใจโทรเข้ามาเป็นจำนวนมาก”
“เบอร์ของเรามีคนโทรเข้ามาทั้งวัน”
คำตอบจากปลายสายยืนยันปรากฏการณ์แห่ปลูกต้นกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ ได้เป็นอย่างดี
ทั้งยังสอดคล้องกับถ้อยแถลงของชาญวิทย์ จารุสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) ซึ่งปรากฏในข่าวประชาสัมพันธ์เมื่อ 11 มกราคม 2551

“หลังโฆษณาต้นกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ ชุด “เทวดา” ได้เผยแพร่ออกไป
มีเกษตรกรสนใจโทรศัพท์มาสอบถามผ่านสายด่วน 1759 เป็นจำนวนมาก
ถือว่าการส่งเสริมในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากเกษตรกรและประชาชนทั่วไปดีเกินคาด
โดยในช่วงเดือนครึ่งนี้ มีเกษตรกรแสดงความสนใจเข้าร่วมโครงการประมาณ 6,100 ราย
จากหลายพื้นที่ เช่น นครราชสีมา สุรินทร์ ขอนแก่น สระบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว
คาดว่าจะมีเกษตรกรร่วมปลูกต้นกระดาษดั๊บเบิ้ล เอในเดือนนี้ประมาณ 12 ล้านต้น ทำให้บริษัทเชื่อมั่นว่า น่าจะส่งเสริมให้มีการปลูกได้เพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 200 ล้านกล้าในปีแรกนี้”

นอกจากเรื่องกระแสตอบรับท่วมท้นแล้ว
เจ้าหน้าที่สายด่วน 1759 ยังอธิบายสรรพคุณของต้นกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ อีกมากมาย
“กล้าไม้พันธุ์ของเราไม่มีรากแก้ว
ข้อดีก็คือช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรื้อตอและเตรียมการปลูกครั้งต่อไปได้ง่ายขึ้น
ตัดไม้ขายแล้วไถกลบได้เลย”
“ต้นกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ ปลูกได้ทุกสภาพพื้นที่
มีทั้งที่เหมาะกับพื้นที่แห้งแล้วไปจนถึงพื้นที่ฝนตกชุก”

ผู้ที่สนใจจะปลูกต้นกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ ต้องมีปัจจัยสำคัญ 2 ปัจจัย
คือ ที่ดินและเงินลงทุนซื้อกล้าไม้
สำหรับมือใหม่หัดปลูกไม่ต้องกังวลว่าจะปลูกไม่รอดหรือได้ผลผลิตต่ำ
เพราะเขามีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำการปลูกในทุกขั้นตอน
“กล้า 1 ต้นสามารถตัดขายได้ 3 รอบ
ถ้าปลูกบนคันนา ครบ 3 ปีก็ตัดได้เลย
แต่ถ้าปลูกในพื้นที่โล่ง เป็นแปลงหรือสวนก็ประมาณ 3-5 ปีจึงตัดขาย”

เมื่อถามถึงผลกระทบจากการปลูกต้นกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ
ว่าเหมือนหรือแตกต่างจากการปลูกยูคาลิปตัสทั่วไปอย่างไร
คำตอบที่ได้รับก็คือ
“นักวิชาการบอกว่า การดูดซับธาตุอาหารของต้นกระดาษของเราต่ำกว่าพืชอื่นๆ
ดังนั้นจึงมีผลกระทบต่อการเสื่อมของดินน้อยกว่า
มีการทดแทนด้วยการผลัดใบและให้ปุ๋ยคืนสู่ธรรมชาติ”

“ต้นกระดาษเป็นพันธุ์ที่มีใบน้อย ลำต้นตั้งตรง
ดูดซับธาตุอาหารน้อยว่าต้นยูคาฯ เพราะเมล็ดที่มีรากแก้ว”

โฆษณาชิ้นนั้นประสบความสำเร็จอย่างสูงในการดึงคนเข้าร่วมปลูกต้นกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ
ขณะเดียวกัน มันก็แสดงให้เห็นความพยายามที่จะสลัดทิ้งภาพร้ายเดิมๆ ของการปลูกยูคาลิปตัส ถึงขนาดเปลี่ยนชื่อเป็น “ต้นกระดาษ” ที่ให้ความรู้สึกเชิงบวกและดูเป็นมิตรมากขึ้น
เพื่อหนีเงื้อมเงาของ “พืชผีปอป” สมญานามเก่าที่ชาวอีสานใช้เรียกยูคาลิปตัส
..เล่ห์โฆษณาแบบนี้แหละที่สังคมไทยต้องรู้ให้ทัน..

วันนี้ “ต้นกระดาษ” กลายเป็นคำที่คุ้นปากและคุ้นหูคนไทยไปแล้ว
แต่ไม่ว่าใครจะเรียกต้นไม้สายพันธุ์นี้ด้วยชื่ออะไร
เราต้องไม่ลืมว่า..
พืชที่ถูกกระตุ้นให้ปลูกกันอย่างกว้างขวางเพื่อป้อนอุตสาหกรรมเบื่อและกระดาษก็คือ “ยูคาลิปตัส” นั่นเอง

หมายเหตุ : ตัดทอนจากที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารโลกสีเขียว
ฉบับที่ 97 เดือนมีนาคม-เมษายน 2551

ป.ล. ในความคิดของเรา ความพยายามเปลี่ยนชื่อ “ยูคาลิปตัส” เป็น “ต้นกระดาษ”
ไม่ต่างอะไรจากการเปลี่ยน “แห้ว” เป็น “สมหวัง”
หรือการแปะสติ๊กเกอร์บนรถสีดำว่า “รถคันนี้สีเขียว”
เพราะไม่ว่าจะอย่างไร ยูคาฯ ก็ยังเป็นยูคาฯ แห้วก็ยังเป็นแห้วอยู่วันยังค่ำ
และรถสีดำก็ไม่มีทางกลายเป็นสีเขียวได้เลย

About these ads

หนึ่งความคิดบน “เปิดตัว “ต้นกระดาษ” สลัดภาพร้ายของยูคาฯ

  1. Pingback: ปฏิบัติการ “ชุบตัว” ยูคาลิปตัส??? « My Freezer…Since 19 Dec 2006

  2. ทางผู้บริหารต้องการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของยูคาลิปตัส เป็น ต้นกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ เนื่องจากทางผู้บริหารมั่นใจ ในยูคาลิปตัสที่พัฒนาสายพันธุ์แล้ว กล่าวคือ ไม่มีรากแก้ว และไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม…

    จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า มันสำปะหลัง ต้นสัก และพืชอีกหลายๆตัว ดูดแร่ธาติภายในดินมากกว่ายูคาลิปตัสเสียอีก

    รู้จริง แล้วค่อยมาพูดจะดีกว่าครับ

  3. การปลูกพืชเชิงเดี่ยวมันก็แย่กับดินทั้งนั้นแหละ
    จะมากหรือน้อย เราไม่ได้สนใจตรงนั้น

    ประเด็นของเรื่องนี้มันอยู่ที่..
    เจตนาในการเปลี่ยนชื่อให้ดูดีขึ้น รวมถึงการโฆษณาแบบให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนต่างหาก

    ไม่ต้อง “รู้จริง” หรอก
    เรื่องจรรยาบรรณแบบนี้มันใช้แค่ “รู้สึก” ก็เพียงพอแล้ว

  4. สนใจอยู่แต่อยากรู้ว่าถ้ามือใหม่จริงๆจะต้องเตรียมอะไรแค่ไหน

  5. ถึงคุณชนกพร
    ถามเราจริงๆ เหรอ
    ถ้างั้นจะขอตอบว่า…ต้องเตรียมใจรับความเสื่อมของดิน
    ความอุดมสมบูรณ์ของดินจะหายไปอย่างแน่นอน

  6. พืชทุกชนิด ดูดน้ำ ดูดดิน ทั้งนั้นครับ
    ลองศึกษาด้วยตนเองจะดีที่สุด
    สอบถามเกษตรกรแถบพื้นที่ปราจีน ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ดูก็ได้ครับ
    ยูคาเค้าปลูกกันมา 20-30 ปีแล้วนะ
    ถ้าแห้งแล้งจริง ป่านนี้เค้าคงเดินต่อต้าน ประท้วงกันไปนานแล้ว

  7. เอาเป็นว่าผมมีมุมมองกลางๆนะครับ ธรรมชาติถ้าต้นไม้จะอยู่ได้
    ต้องมีความชุ่มชื่นในดินพอสมควรไช่ไหมและตามธรรมชาติต้นไม้
    จะต้องผัดใบลงสุ่ดินกลายเป็นปุ๋ยถูกต้องไหมเพราะฉะนั้นนักวิชาการบอกว่ารากของต้นไม้สามารถอุ้มน้ำไว้ได้และใบสามารถ
    ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ได้เจริญต่อไปได้ สรุปได้ก็คือ
    1.ถ้าหากท่านปลูกต้นกระดาษแล้วถึงเวลาเก็บเกี่ยวเอาลำต้นไม้
    สิ่งที่ถูกต้องคือคุณต้องไม่เผาทำลายใบหรือกิ่งเล็กน้อยของต้นไม้
    ที่คุณปลูกเพราะนั่นคือการทำลายหน้าดินให้เสื่อมสภาพเพราะว่าไฟ
    คือตัวทำลายหน้าดินให้แห้งแล้งรวมทั้งใบของต้นยูคาเมื่อน้ำมันใน
    ใบของมันละเหยไปหมดแล้วมันสามารถย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้
    แน่นอน แต่ถ้าไฟไหม้หมดคุณคิดดูสิอะไรเกิดขึ้นดินก็เสียความแห้งแล้งก็ตามมา แต่ถ้าหากคุณตัดต้นเอาไปขายแล้วคุณไถกลบ
    ใบของต้นกระดาษเสียไม้ให้ไฟไหม้ใบของมันสิ่งที่คุณจะได้รับก็
    หน้าดินมีความชุ่มชื้น ต้นไม้ที่แตกหน่อออกมาไหม่จะมีความสมบุรณ์ ถ้าหากท่านใหนไม่เชื่อว่าป่าไม่ว่าป่ายูคาหรือป่าต้นกระดาษ
    ที่ได้รับการปฎิบัติดังที่ผมได้กล่าวมาว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่นั้นถ้า
    หากเคยเดินผ่านป่าไม้ใหญ่ๆ คุณจะรู้สึกถึงความชุ่มชื้นร่มเย็นป่า
    ยูคาหรือกระดาษคุณก็จะรู้สึกได้ถึงความรุ่มเย็นเช่นกัน
    2.ถ้าหากคุณต้องการให้ดินแห้งแล้วดินกลายเป็นดินทรายคุณก็ทำได้ไม่ยากเพียงคุณตัดต้นยุคาหรือต้นกระดาษเสร็จได้เงินแล้วคุณ
    เห็นว่าใบมันรกคุณก็จุดไฟเผามันเลยสิ ใบยุคามันมีน้ำมันเจือปน
    อยู่แล้วไฟมันแรงมากรู้ไหม ผลสรุปไร่คุณเตียรโล่งสะอาดหมดจด
    แต่สิ่งที่คุณจะได้รับความมาก็คือหน้าดินแห้ง ดินขาดความชุ่มชื้น
    ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้นอีก สุดท้ายทะเลทรายก็จะตามมาแต่ถ้าหากคุณ
    ปฎิบัติตามข้อที่ 1 ปลูกสัก 100ปีก็ไม่มีทะเลทราย จะมีแต่ป่าที่
    ใหญ่และใหญ่ขึ้นไปอีก
    ขอบคุณที่อ่านจนจบมีข้อติชมเพิ่มเติมได้ครับ
    #23 By อำนาจ (125.26.166.192) on 2009-08-10 20:44

  8. ถามจริงเหอะคุณอำนาจเคยเดินในไร่ยูคาลิปจริงๆแบบเดินหาแย้ป่าวครับ ถึงได้กล้าพูดว่า
    “ถ้าหากเคยเดินผ่านป่าไม้ใหญ่ๆ คุณจะรู้สึกถึงความชุ่มชื้นร่มเย็นป่ายูคาหรือ กระดาษคุณก็จะรู้สึกได้ถึงความรุ่มเย็นเช่นกัน”
    ผมเดินแล้วคลุกคลีแบบเดินหาเห็ดแล้ว มันชุ่มชื่นตรงไหนครับ ร้อน หญ้าไม่ขึ้น มีแต่ใบยูคาร่วงทับถม ระบบนิเวศน์เสียหาย ป่าคือความหลากหลายของพันธุ์พืช มีสิงสาราสัตว์ตั้งแต่ไส้เดือน ที่ช่วยย่อยสลาย ถามหน่อย แม้สัตว์ระบบดับย่อยสลายอย่างไส้เดือนยังไม่กินใบยูคาเลย เคยขุดหาไส้เดือนในไร่ยูคาเจอป่าวครับ ที่ที่พันธุ์พืชท้องถิ่นกำเนิดและอยู่ได้ย่อมผ่านการปรับปรุงพันธุ์โดยธรรมชาติมาแล้วถึงอยู่รอดจนเราได้เจอไห้เห็นได้สัมผัส เคย สังเกตุไหมว่าทำไมต้นไม้บางชนิดมีผลที่ลอยลมได้ มันรู้ได้ไงว่าถ้ามันมีผลติดปีกแล้วมันจะขยายพันธุ์ได้ไกล คำตอบคือ มันไม่รู้แต่ญาติๆมันที่เกิดมาพร้อมกันแล้วผลไม่มีปีก อาจจะไม่รอดจนทุกวันนี้ ยูคาถูกสร้างให้เหมาะกับบางพื้นที่เท่านั้น อย่าทำให้โลกใบนี้ปั่นป่วนเพราะอำนาจเงินเลย เรามีอายุไม่เกิน100ปี อย่าทำลายให้มากกว่า100ปีเลยครับ มองกว้างๆ แบบ กาลามาสูตร ไดป่าวครับ ลองดูกันนะครับทุกๆคน

  9. คุณBBB ครับ ผมไม่รู้ว่าจะบอกอย่างไรกับคุณมันเป็นงานของคุณผมเข้าใจ มันก้อเคยเหมือนกับ ระบบทักษิน และคนรอบๆตัวเค้า ที่คิดว่าความคิดเค้าถูกแบบหลอกตัวเอง
    จนวันนึงคิดว่าเป็นเรื่องจริงเป็นสิ่งที่ดี ถามง่ายๆถ้าวันใดคุณเปลี่ยนงาน ที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับกระดาษแล้ว คุณจะรู้สึกเหมือนเดิมไหม คุณต้องมานั่งแก้ตอบกระทู้ไหม ถ้ามันเกิดผลเสียในอีก20 30 ปีข้างหน้าโดยที่ตอนนั้นคุณทำอย่งอื่นไปแล้วคุณจะเสียใจไหม จะรับผิดในใจคุณอย่างไร หรือแกล้งทำลืมว่าช่วงนึงเคยทำอะไรผิดไว้

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 462 other followers