My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

ความจริงที่โฆษณาไม่(อยาก)บอก

27 ความเห็น

เมื่อพูดถึงยูคาลิปตัส สิ่งที่น่าวิตกกังวลเป็นอันดับต้นๆ
ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องการใช้น้ำอย่างมากมายและความเสื่อมโทรมของผืนดิน
ซึ่งจะต้องอธิบายถึงกลไกการเจริญเติบโตของต้นยูคาลิปตัสสักเล็กน้อย
เพื่อให้เข้าใจและเห็นภาพว่า..
ผลกระทบเหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

ต้นไม้จำเป็นต้องใช้สารอินทรีย์และแร่ธาตุต่างๆ ที่สะสมอยู่ในดินเพื่อการเจริญเติบโต
รากของต้นไม้จะดูดซับอาหารก็ต่อเมื่อมันอยู่ในรูปของสารละลาย
น้ำจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำพาทั้งสารอินทรีย์และแร่ธาตุไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของพืช
โดยมีลำต้นเป็นตัวกลางในการลำเลียงสารอาหารจากรากขึ้นสู่เรือนยอด
ก่อนที่น้ำจะระเหยผ่านปากใบแล้วทิ้งสารอินทรีย์กับแร่ธาตุไว้ให้เป็นอาหารของต้นไม้

หากพิจารณาภาพตัดขวางของลำต้นจะเห็นว่า
โครงสร้างอย่างหยาบๆ ของมันประกอบด้วย
เปลือกไม้ซึ่งอยู่ด้านนอกสุดและเนื้อไม้ที่ซ่อนอยู่ด้านใน
โดยในส่วนของเนื้อไม้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน

ส่วนแรกคือ “กระพี้” หรือเนื้อไม้ด้านนอกซึ่งอยู่ติดกับเปลือกไม้
และเป็นที่อยู่ของท่อลำเลียงน้ำ (xylem) จำนวนมาก
ส่วนที่สองคือ “แก่น” หรือเนื้อไม้ด้านในสุดซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยกระพี้

เมื่อต้นไม้เติบโต พื้นที่ของกระพี้จะเพิ่มพูนขึ้นพร้อมกับการสร้างท่อลำเลียงน้ำใหม่ๆ
ขณะที่ท่อลำเลียงน้ำด้านในซึ่งผ่านการใช้งานมานาน
ก็จะมีการสะสมของสารต่างๆ ภายในเซลล์ กระทั่งเกิดการอุดตัน
ในที่สุดเนื้อไม้ซึ่งเต็มไปด้วยท่อที่ไม่สามารถลำเลียงน้ำได้อีกต่อไป
ก็จะกลายเป็นแก่นไม้ที่มีความแข็งแรง

แนวโน้มการใช้น้ำของต้นไม้แต่ละต้นขึ้นอยู่กับพื้นที่ของกระพี้เป็นสำคัญ
การมีพื้นที่ของกระพี้มาก จึงหมายถึงการมีพื้นที่ลำเลียงน้ำขึ้นสู่เรือนยอดมากขึ้นตามไปด้วย
ซึ่งในกรณีของยูคาลิปตัวนั้นยังไม่มีแก่นจนกว่าจะอายุเกิน 15 ปีขึ้นไป

บรรดายูคาลิปตัสที่ปลูกเพื่อป้อนอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษล้วนมีอายุเพียง 3-5 ปีเท่านั้น
เนื้อไม้ในลำต้นของมันจึงเป็นกระพี้ทั้งหมด
หมายความว่า…ยูคาลิปตัสเหล่านี้เต็มไปด้วยพื้นที่ลำเลียงน้ำ
และความต้องการน้ำของมันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามการเจริญเติบโต

ทั้งหมดนี้น่าจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า…
ในระยะเวลาเท่ากัน ยูคาลิปตัสต้องการน้ำมากกว่าพืชอื่นๆ
การดูดซับน้ำซึ่งละลายสารอินทรีย์และแร่ธาตุในปริมาณมากนี่เอง
ที่ส่งผลถึงการเจริญเติบโตแบบพรวดพราด และทำให้มันได้ชื่อว่าเป็นที่โตเร็วมาก

ระบบรากของยูคาลิปตัสแผ่ขยายเร็ว
สามารถหยั่งลงไปในดินระดับลึก ทั้งยังเปี่ยมประสิทธิภาพในการดูดน้ำ
มันจึงเสาะหาแหล่งน้ำใต้ดินได้ลึกกว่าพืชชนิดอื่นๆ
ทั้งนี้ เคยมีการตรวจวัดระดับน้ำใต้ดินต่อเนื่องเป้นเวลา 48 สัปดาห์
เพื่อเปรัยบเทียบความแตกต่างระหว่างพื้นที่ในและนอกแปลงปลูกยูคาลิปตัส

ผลปรากฏว่า…ระดับน้ำใต้ดินในแปลงปลูกยูคาลิปตัสอยู่ลึกกว่านอกแปลงยูคาลิปตัสประมาณ 2 เมตร…ตลอดระยะเวลาที่ทำการเก็บข้อมูล
เป็นการศึกษาที่น่าจะยืนยันความสามารถในการเขมือบน้ำของยูคาลิปตัสได้เป็นอย่างดี

สารอาหารส่วนใหญ่ที่ต้นไม้ใช้ในการเจริญเติบโตได้มาจากดิน
ในสภาพป่าธรรมชาติ เมื่อต้นไม้ตาย การผุพังย่อยสลายจะช่วยคืนสารอาหารเหล่านั้นกลับสู่ผืนดินอีกครั้ง และหมุนเวียนเช่นนี้เป็นวัฏจักร
ซึ่งแตกต่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นในแปลงปลูกยูคาลิปตัสโดยสิ้นเชิง
เพราะการตัดไม้และลากออกจากแปลงปลูกเป็นการเคลื่อนย้ายแร่ธาตุที่สะสมไว้ในลำต้นออกจากพื้นที่อย่างถาวร ทำให้ต้นทุนของสารอาหารในดินลดลงอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

ป่าธรรมชาติคือระบบนิเวศที่ประกอบด้วยต้นไม้หลากหลายชนิดพันธุ์
ที่ว่างเหนือพื้นดินจึงผสมผสานไปด้วยเรือนยอดหลายระดับชั้นและหลายขนาดความกว้าง
ซึ่งมีส่วนสำคัญในการชะลอความเร็วของเม็ดฝนให้ตกกระทบหน้าดินอย่างนุ่มนวล
ทั้งยังมีไม้ชั้นล่างและไม้พุ่มขึ้นปกคลุมดิน การชะล้างพังทลายของดินจึงเกิดขึ้นน้อย

ในทางตรงกันข้าม ลักษณะของเรือนยอดที่เรียว เล็ก และแคบของยูคาลิปตัสนั้น
ไม่ช่วยชะลอความเร็วของเม็ดฝนที่ตกลงมาเท่าใดนัก
เมื่อผนวกกับการปลูกเรียงเป็นแถวเป็นแนวโดยปราศจากพืชคลุมดิน
ก็ยิ่งซ้ำเติมให้น้ำฝนที่ตกลงมาไหลบ่าอย่างรวดเร็ว และชะล้างหน้าดินซึ่งมีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์ให้ไหลไปพร้อมกับน้ำอย่างง่ายดาย

ทั้งนี้ อัตราการชะล้างพังทลายของหน้าดินจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาของการปลูก
ในกรณีที่เกิดการชะล้างหน้าดินรุนแรง น้ำจะกัดเซาะหน้าดินรอบโคนต้นยูคาลิปตัส
ทำให้โคนต้นและรากบางส่วนโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นดิน หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ต้นขึ้นโคน”

การเคลื่อนย้ายธาตุอาหารออกจากพื้นที่และการชะล้างหน้าดินที่รุนแรง
ต่างนำมาซึ่งความเสื่อมโทรมของดินในพื้นที่ปลูกยูคาลิปตัส
ถึงขนาดมีคำพูดที่ว่า…
“ถ้าปลูกยูคาลิปตัสแล้ว ที่ดินผืนนั้นก็จะเอาไปปลูกอะไรไม่ได้อีกเลย”

หมายเหตุ : ตัดทอนจากที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารโลกสีเขียว
ฉบับที่ 97 เดือนมีนาคม-เมษายน 2551

Advertisements

27 thoughts on “ความจริงที่โฆษณาไม่(อยาก)บอก

  1. Pingback: ปฏิบัติการ “ชุบตัว” ยูคาลิปตัส??? « My Freezer…Since 19 Dec 2006

  2. ไม่เห็นชอบโฆษณาของอีต้นกระดาษบ้าบอไรนี่เลย
    เมื่อก่อนก็ใช้กระดาษ double a แต่ตอนนี้เลิกใช้ไปและหลังจากเห็นโฆษณาชวนเชื่อ – -“

  3. สำหรับคนที่ปลูกหรือพอรู้จักยูคาลิปตัสบ้าง
    ข้าเจ้าเห็นว่าตรงนี้คนเหล่านี้น่าจะรู้ดีแล้ว
    ทว่ามีอีกเรื่องที่สำคัญกว่าคือ…สิ่งที่ต้นยูคาปล่อยออกมา
    เผอิญกลับบ้านแม่ช่วงสงกรานต์ซึ่งอยู่จ.ฉะเชิงเทรา
    ในเขตพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดปราจีนบุรี ห่างออกไปประมาณยี่สิบกว่ากิโล
    คือโรงงานกระดาษดับเบิ้ลเอ
    เพราะฉะนั้นพื้นที่บริเวณนี้จึงอุดมไปด้วยต้นยูคาลิปตัส
    ข้าเจ้ากึ๊ดว่าทั้งใบ-ต้น-และรากของไม้ยูคาน่าจะมีน้ำมัน
    ส่วนนี้ล่ะหนาที่ทำลายสภาพดินมากกว่าการดูดน้ำจากผืนดินมาเลี้ยงตน

    ไหนจะส่วนรากที่ฝังลึกชอนไช ได้รับค่าขายต้นไม้แล้วยังจะต้องมาเสียค่าขุดรากถอนโคนต้นซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่ใช่น้อย

    ปัจจุบันบริษัทผลิกกระดาษแห่งนี้บอกว่า…ต้นกระดาษยุคใหม่นั้นรากไม่ใหญ่และชอนไชกว่าเดิท
    รวมถึงการที่ไม่ทำลายดิน ในส่วนของรากก็ไม่จำเป็นต้องขุด ด้วยมีน้ำยาหยดให้รากนั้นสลายตนกลายสภาพเป็นปุ๋ยใต้พื้นดิน

    ถามว่า…ในความเป็นจริง…ทำได้ไหม…เป็นได้ไหม…
    ในเมื่อรากของยูคาไม่ได้อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่พืชพันธุ์อื่นต้องการ!!!

  4. น้ำยาที่ว่านี้คือ “ยาฆ่าแมลง” ????

  5. ถึงอ้วนพี
    เราก็บอกลากระดาษ double a ไปแล้วเหมือนกัน
    เห็นโฆษณาตัวใหม่หรือยังล่ะ
    “ร้อนนี้แจกฟรี ต้นกระดาษ 50 ต้น”…

    ถึงแม่เพลง
    กำลังจะเขียนถึงน้ำมันหอมระเหยในใบยูคาลิปตัสอยู่เหมือนกัน
    เรามีโอกาสไปเห็นอาณาจักรแห่งการผลิตกระดาษที่ จ.ปราจีนบุรีมาแล้ว
    ในแบบว่า..โอ้โห ยูคาลิปตัสสุดลูกหูลูกตามากๆ

    ถึง udom
    เขาใช้ยาฆ่าแมลงหยอดทำลายรากยูคาฯ จรึงรึคุณ udom
    ไม่เคยรู้มาก่อนเลย

  6. ม่ายน่าเชื่อเลยนะ รู้แต่ว่าน้ำมันหอมระเหยของมันแก้หวัดได้เท่านั้นเอง เกี่ยวไห๊มเนี๊ย

  7. เคยได้ยินมาเหมือนกันครับเรื่องนี้ น่าจะเอามาปลูกริมทะเลดีไหมครับ ให้เขมือบน้ำทะเลซะเลยหุหุ

  8. คิ้วหนา
    จะใช่ยาฆ่าแมลงรึเปล่าเนี่ย ผมไม่รู้จริงๆ ที่เม้นท์ไปเนี่ยคือผมสงสัยว่ามันจะเป็นยาฆ่าแมลง?

    ส่วนกระดาษยี่ห้อนี้ ส่วนตัวไม่ได้ใช้นะครับ แต่ที่ทำงานใช้อยู่จะไม่ใช้ก็ไม่ได้ เขาสั่งกับเจ้านี้

  9. คุณคิ้วหนาครับ

    ผม search หาข้อมูลอยู่พักหนึ่ง บน net … ถ้า “คัดออก” บรรดา web ที่มีเจนตา “ทำมาหากิน” โดยเฉพาะ ไปเสียก่อน พบว่า มีข้อมูล “ก้ำกึ่ง” หมายถึง มีทั้งด้านเป็นคุณ และเป็นโทษ

    แต่ที่ผมเป็น “สงสัย” คือ สวทช ซึ่งก็เป็นองค์กรภายใต้การกำกับดูแลของ “รัฐ” ระบุชัดเจนว่า …

    “ยูคาลิปตัสไม่ได้มีพิษภัยต่อระบบนิเวศ ต่อพืชพรรณ หรือสัตว์ แต่ปัญหาเกิดขึ้นจากระบบการปลูกเป็นเชิงเดี่ยวที่กว้างขวางเกินไป เช่นเดียวกับการปลูกพืชเชิงเดี่ยวชนิดอื่นๆ เช่น ข้าวโพด ไม้สัก หรือมันสำปะหลัง ที่ไม่ได้มีระบบการจัดการบำรุงดินที่ดีก็จะมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน

    ดังนั้น การปลูกยูคาลิปตัสต้องคัดเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และต้องมีการจัดการที่ถูกต้องเหมาะสมด้วย …”

    http://www.nstda.or.th/th/index.php?option=com_content&task=view&id=500&Itemid=66

    ดูเหมือนถ้าเลือก สายพันธุ์ดีๆ ก็ไม่เป็นโทษ อย่างนั้นหรือเปล่า?

    … ผมรู้สึก “ก้ำกึ่ง” อย่างนี้ มานาน แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เมื่อเห็นการโฆษณาของ double A ที่รู้สึกว่า “ไม่ปกติ” และเมื่อมีโอกาสอ่าน blog ของ คุณคิ้วหนา สักพักใหญ่ จึงเขียนมาขอความรู้สักหน่อย

    khun_aut

    ปล. เรื่อง “โดนฉกข้อมูล” … น่าเกลียดมากครับ มีความคืบหน้าอื่นเพิ่มเติมไหมเอ่ย ?

  10. ข้าเจ้าคิดว่ายาฆ่าแมลงไม่มีฤทธิ์สลายรากไม้ได้นะเจ้า

    แต่เป็นน้ำยาอะไร และส่งผลกระทบกันดินอย่างไรนั้นคงต้องหาข้อมูลอีกที

    ถ้าคุณคิ้วหนาเคยเยือนโรงงานดับเบิ้ลเอ
    ไม่ทราบว่าไปในวันที่โรงงานปล่อยกลิ่นอันสร้างมลพิษทางอากาศหรือเปล่า
    กลิ่นเหมือนผักเน่าที่แช่ทิ้งไว้ในตู้เย็น แต่เหม็นรุนแรงและแสบจมูกกว่ามาก
    เหม็นชนิดที่ว่าเล่นเอาปวดหัวจี๊ดขึ้นมาเชียว

    ปล.ข้าเจ้าไม่จำเป็นต้องเยือนถึงถิ่นอยู่เขาหินซ้อนนี่ก็เห็นไร่ยูคาสุดลูกหูลูกตาเหมือนกัน

    อา…หรือนี่คือการแผ่ขยายอาณาจักรให้กว้างไกลออกไปกันนะท่าน (ฮา)

  11. ที่ออฟฟิศเรา ไม่ยึดติดว่าจะต้องสั่งยี่ห้ออะไร …
    แต่บริษัทเรา มีนโยบายใช้กระดาษอย่างประหยัด ให้ใช้กระดาษ re use อีกหน้า กับเครื่องถ่ายเอกสาร สำหรับเอกสารภายในที่ไม่ค่อยสำคัญอะไร…
    เราคิดว่า ไม่ว่ากระดาษยี่ห้ออะไร กระบวนการผลิต กว่าจะได้มา ก็คงทำให้สิ่งแวดล้อมแย่ลงทั้งนั้นล่ะ เพียงแต่ว่า มากหรือน้อยกว่ากัน

  12. ถึง khun_aut
    หลังจากที่เข้ามาคลุกอยู่ในวงการสื่อมวลชนสายสิ่งแวดล้อมเกือบ 5 ปี
    มุมมองที่เรามีต่อหน่วยงานราชการหรือแม้แต่สถาบันอุดมศึกษา (ที่ควรจะเป็นหลักยึดทางด้านวิชาการ) เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร
    เราไม่ได้เหมารวมนะ เท่าที่เจอมา หน่วยงานที่ดีก็ยังมีอยู่
    แต่ที่…มันอาจจะเยอะกว่าคิดไว้

    ขนาดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ระดับประเทศหลายๆ เรื่อง
    ก็เห็นชัดเจนว่า หน่วยงานเหล่านั้นแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ไม่จัดการที่ต้นตอ
    หรือไม่ก็แก้ปัญหาแบบยื้อและซื้อเวลาไปเรื่อยๆ
    (ถ้าอยากให้อธิบายหรือยกตัวอย่างในประเด็นนี้เพิ่มเติม เมลคุยกันดีกว่า)

    สำหรับข้อสงสัยที่ว่า…
    ดูเหมือนถ้าเลือก สายพันธุ์ดีๆ ก็ไม่เป็นโทษ อย่างนั้นหรือเปล่า?

    อืม..เท่าที่เราอ่านข้อมูลมา
    ยูคาลิปตัสที่นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยมี species เดียวคือ
    “ยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิส” (Eucalyptus camaldulensis Denhn.)
    แต่มีการพัฒนาพันธุ์ ปรับปรุงพันธุ์ให้มีลักษณะตามต้องการมากขึ้น
    อาทิ ลำต้นตรงเพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
    หรือเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีลักษณะแตกต่างกัน ฯลฯ
    ทว่าการพัฒนาพันธุ์ ปรับปรุงพันธุ์นั้น ไม่น่าจะมีส่วนช่วยในการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการปลูกยูคาลิปตัส

    ในฐานะผู้ “ไม่” เชี่ยวชาญด้านการปลูกยูคาลิปตัส แต่รับฟังข้อมูลจากผู้ที่ติดตามผลกระทบของการปลูกยูคาลิปตัสมาอย่างต่อเนื่อง
    เราคิดว่า ยูคาลิปตัสไม่เหมาะกับการนำเข้ามาปลูกในประเทศเกษตรกรรมอย่างประเทศไทย
    ผืนดินอันสมบูรณ์ของเราควรเป็นแหล่งผลิตพืชอาหารสำหรับคนไทยมากกว่าปลูกยูคาลิปตัสป้อนอุตสาหกรรมกระดาษ

    แต่ไหนๆ มันก็ถูกนำเข้ามาแล้ว และต้องการใช้กระดาษก็เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้
    การปลูกยูคาลิปตัสจึงควรพิจารณาเรื่องความเหมาะสมของพื้นที่ปลูกเป็นสำคัญ
    หากไม่ใช่พื้นที่ที่แห้งแล้ง ดินเป็นกรดหรือเสื่อมโทรมจนเกินเยียวยา ก็ไม่ควรปลูกยูคาลิปตัสด้วยประการทั้งปวง
    ยิ่งมากระตุ้นปลูกยูคาฯ เพื่อหวังกำไรจากการส่งกระดาษไปขายต่างประเทศ ยิ่งไม่เข้าท่า…ว่าไหม

    ปล. เรื่อง “โดนฉกข้อมูล” มีความคืบหน้าเท่าที่รายงานในบบล็อกแหละค่ะ อ้อ..มีพี่คนนึงบังเอิญเจอคุณอมรแบบตัวเป็นๆ เลยเข้าไปถามถึงกรณีที่เกิดขึ้น เขาตอบประมาณว่า “ไม่ถือว่าเป็นสาระอะไร”
    โอ้โห..แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน จริงๆ เลยเชียวอีตาคนนี้

  13. ถึงแม่เพลง
    วันนั้นน่าจะเป็นวันที่กลิ่นน้อยและบางเบา
    เพราะเราได้กลิ่นก็อีตอนที่รถแล่นติดชิดโรงงานเท่านั้น
    จากการพูดคุยกับชาวบ้าน เข้าใจว่า
    ถ้าเป็นวันที่กลิ่นเยอะมันจะโชยไปได้ไกลเป็นกิโล

  14. ถึง pickmeeup
    เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการใช้กระดาษให้ครบทั้ง 2 หน้า
    แต่อย่าลืมแยกขายให้ซาเล้งด้วยนะ
    มันจะได้เวียนไปเกิดเป็นกระดาษในชาติต่อไป ^_^

    ส่วนเรื่องกระบวนการผลิตกระดาษหนะ
    ไม่ว่ายี่ห้อไหนก็ต้องใช้เยื่อจากยูคาลิปตัสด้วยกันทั้งนั้น
    แต่ถ้ารับรู้ข้อมูลมาแล้วว่า ยี่ห้อไหนกำลังผลาญทรัพยากรชาติอย่างโจ่งแจ้งและไม่สะทกสะท้านว่าใครจะครหาอย่างไร
    เราก็ควรจะ “บอยคอต” เลิกซื้อมาใช้งานอย่างถาวร หรือจนกว่าผู้ผลิตจะปรับปรุงตัว

    เพราะการควักเงินจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าชิ้นใดก็ตาม
    นอกจากจะเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองแล้ว
    ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ผลิตว่า..
    เรายอมรับสินค้าของเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข
    ทั้งในแง่คุณภาพ วิธีการผลิต หลักคิดหรือแนวทางการดำเนินธุรกิจ ฯลฯ

    ต่อให้คุณภาพเจ๋งสุดขีด แต่ผลิตแบบไร้คุณธรรม
    เช่น เอาเปรียบแรงงานหรือไม่แยแสต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม
    ในสายตาของเรา..มัน “ห่วย” เสียยิ่งกว่าสินค้าคุณภาพบ้านๆ ที่ผลิตโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมไม่รู้กี่สิบเท่า

  15. ผมเป็นห่วงเช่นเดียวกับ คุณคิ้วหนา ว่า “รัฐ” อาจแก้ไข หรือ มองอะไรบางอย่าง คนละมุมกับเรา

    … อันนี้ โดยสังเกตุจากประสบการณ์ตัวเองครับ ความจริงกำลังสนใจมากไปกว่านั้น ว่า การรณรงค์ให้ปลูกพืชที่ใช้ผลิต ไบโอดีเซล (แข่งกับการปลูกข้าว)นี่ ก็ทะแม่งๆ ยังไงพิกล

    แน่นอน นี่ก็ความรู้สึกส่วนตัวเช่นกัน ซึ่งได้แต่คิดและติดตามอยู่เงียบๆ …

    ผมขอยังไม่ email ไปคุยนะครับ ตอนนี้ ต้องรักษาตัวครั้งใหญ่ อีกหลายวันจะได้กลับมาคุยด้วย เหนื่อยหน่อยนะครับ แต่อย่างไรเสีย ผมจะคอยติดตามผลงาน คุณคิ้วหนา ต่อไป

    … แล้วเจอกันถ้า “ธรรมชาติยังปราณีผมอยู่บ้าง” นะครับ

    : )

  16. คุณคิ้วหนา…
    ไม่ทราบว่า เมื่อคืนวาน ได้ดูรายการ ตาสว่าง รึป่าวคะ…
    เราได้ความรู้ใหม่ล่ะ ว่ากระดาษอ่ะ จริงแล้ว เราใช้ได้ตั้ง 3 หน้าแน่ะ
    เราก็งง เอ… กระดาษพอใช้ไป 1 หน้า เหลืออีกด้าน เราพลิกมาใช้อีกหน้า มันก็หมดแล้วนะคะ …
    แต่พอคุณดู๋มาเฉลย ว่ากระดาษที่เราใช้ไปแล้วทั้ง 2 หน้าเนี่ยนะ มันยังมีประโยชน์สำหรับโรงเรียนสอนคนตาบอด ให้เค้าเอากระดาษนั้นไปปั้มอักษรเบลล์ แล้วให้น้องๆที่พิการทางสายตา ได้หัดอ่านหนังสือเบลล์กันได้อีก..
    เราไม่เคยรู้ข้อมูลนี้มาก่อนเลย ถ้าคุณคิ้วหนาอยากดูรายการนะ เข้าไปดูที่
    http://www.me.in.th/live/
    เค้ามีรับบริจาคกระดาษด้วยนะคะ ในรายการมีบอกเบอรโทรนะ
    ไม่อยากให้เรื่องโลกร้อนเป็นแค่แฟชั่น ให้เป็น topic แค่เวลาจัด Event หรือเดินแฟชั่นอย่างที่เห็นในข่าว หรือเป็นเหตุให้เราได้รับแจกถุงผ้า เวลาไปซื้อแว่นตา, เปิดบัญชีธนาคาร, ซื้อผงซักฟอก, ซื้อมือถือ, ซื้อน้ำส้มยกแพ็ค ฯลฯ เราอยากให้คนในสังคมตระหนักและรู้สึกผิดบ้างว่า ตั้งแต่เราตื่นนอน เราก็มีส่วนทำให้โลกใบนี้มีมลภาวะเพิ่มขึ้นแล้ว ช่วยๆมาทำอะไรกันจริงๆที เสียสละการกระทำ การใช้ชีวิตประจำวัน ถ้าอะไรที่ทำได้ก็ทำๆ กัน นิดๆ หน่อยๆ แต่มันยังดีกว่าไม่ทำอะไรนะคะ…

  17. ถึง khun_aut
    “ต้องรักษาตัวครั้งใหญ่” หมายความว่ามีอาการเจ็บป่วยเหรอ
    ถ้าอย่างนั้นก็ดูแลสุขภาพดีๆ + ขอให้แข็งแรงโดยไวแล้วกันนะ
    จะได้มีแรงเขียนบล็อกให้อ่านกันไปเรื่อยๆ ^_^

    ถึง pickmeeup
    ไม่ได้ดูรายการตาสว่างจ้ะ
    แต่เคยได้ยินเรื่องกระดาษหน้าที่ 3 มาก่อนหน้านี้แล้วแหละ
    ส่วนเรื่องโลกร้อนหนะ ประเทศอื่นอาจจะไม่ใช่ แต่ประเทศไทยมันเป็นแฟชั่น เป็นการสร้างภาพลักษณ์แน่ๆ (ในความรู้สึกเรา)

    ถุงผ้านี่ก็จะท่วมเมืองอยู่แล้ว เมื่อไหร่จะเลิกผลิตกันเสียที
    ไปทำอะไร ไปรณรงค์อะไรที่มันให้ผลเป็นชิ้นเป็นอันมากกว่านี้ดีมั้ย
    โดยเฉพาะเรื่องเชื้อเพลิง เห็นรถติดจอดสนิทนิ่งเผาน้ำมันไปฟรีๆ กันบนท้องถนนทุกวันเล้ย พับผ่าดิ
    ไม่เข้าใจจริงๆ น้ำมันราคาลิตรละ 30++ เนี่ย ไม่สะทกสะท้านสะเทือนบ้างหรืออย่างไร

  18. ถุงผ้าเลิกรับไปแล้วครับ ไปคุ้ยถุึงที่เคยได้มาใช้แทน ตอนนี้พยายามทำอะไรก็ได้ที่เราทำได้อย่างที่คุณ pickmeeup ว่าเอาไว้

    เรื่องน้ำมันเนี่ยผมว่ามันหลายปัจจัยครับ อย่างนึงก็คงเป็นเรื่อง “ระบบขนส่งมวลชน” ที่ยังไม่ครอบคลุมคนชานเมือง และความปลอดภัยของรถประจำทาง ใครพอมีกำลังผ่อนรถได้ก็คงไม่ยอมเสี่ยงชีวิตกับรถเมล์นรกหรอกครับ รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาการจราจรด้วยการสร้างถนนเพิ่มแทนการสร้างระบบขนส่งมวลชน เฮ้อ :-(

  19. ถึง udom
    ช่วยกัน ช่วยกัน อีกหลายแรงแข็งขัน
    ยืดวิกฤตโลกไปได้อีกหน่อย

    แต่น้ำมันมันลิตรละ 35 บาทแล้วนา ไม่สะดุ้งสะเทือนกันเลยรึ
    สงสัยคนกรุงเทพฯ จะเหมือนกบในหม้อน้ำร้อน
    ค่อยๆ ร้อนจนชินชา แล้วสุกโดยไม่รู้ตัว
    เราคนนึงล่ะที่ไม่ไหว ไม่สามารถทำงานเอาเงินมากรอกถังน้ำมันรถได้อีกแล้ว
    มีรายจ่ายอื่นที่จำเป็นมากกว่านี้ ก็เลยลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวไปได้โดยปริยาย

  20. คิ้วหนา
    ผมก็ไม่ไหวนะ ขับรถมาทำงานช่วงนึงไปกลับ 44 กิโลฯ ไม่ไหวครับ ขนาดตอนนั้นลิตรนึงเกือบๆ ยี่สิบบาทยังต้องเลิกครับ หันมานั่งรถไฟฟ้าแทน

    ช่วยกัน ๆ ครับ :-D

  21. ถ้าบ้านเมืองเรา ไม่มีนักการเมืองขี้โกง ป่านนี้เราคงมีรถไฟฟ้าไปถึงอำนาจเจริญแล้วอ่ะมั้ง …

  22. ก็ดับเบิ้ลเอมันของใครกันล่ะ

    อิทธิพลมั่งมีซะขนาดนั้น จะมีใครไปทำไรโรงงานเค้าได้

    เห็นรถต้นกระดาษวิ่งเข้า-ออกละแวกบ้านแล้วเบื่อ
    กลับไปนั่งตากลมที่บ้านกุ๋นลมดีกว่าเฮา

  23. กำลังคิดจะปลูกต้นกระดาษเนื่องจากปัญหาเรื่องเงิน เพราะดูแลง่าย ถ้าจะปลูกอ้อยก็กลัวดูแลยาก หรือจะปลูกมันสำปะหลังดี ผมไม่รู้เรื่องเกษตร จึงได้แต่คิดว่าทำอย่างไร 4-5 ปีจะมีเงินก้อน เนื่องจากมีที่ อยู่แค่ 12 ไร่

  24. คุณชาวนา
    คุณหาทางเข้ามายัง blog ตู้เย็นของเราได้
    ก็น่าจะลองเข้าไปดูข้อมูลใน http://porpeanglife.com/2008/ บ้างนะ
    ในส่วนของ Article มีความรู้เรื่องเกษตรประณีตซ่อนอยู่

    ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว เราคิดว่าเงินก้อนที่คาดว่าจะได้จากการปลูกยูคาฯ แบบทิ้งๆ ขว้างนาน 3-5 ปีนั้น
    ไม่คุ้มค่าเสียเลยกับความเสื่อมโทรมของดินที่คุณจะเห็นผลหรือได้รับผลกระทบในระยะยาว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s