My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

ปริศนาในใบยูคาลิปตัส

24 ความเห็น

นอกจากข้อวิตกกังวลเรื่องน้ำและดินแล้ว
สิ่งที่ซ่อนอยู่ในใบยูคาลิปตัสก็เป็นอีกเรื่องที่ควรจะได้รับการเปิดเผย

..ทำไมชาวบ้านที่เคยปลูกยูคาลิปตัสตามแนวคันนาจึงบอกว่า
มันทำให้ข้าวในแปลงนาตาย หรือไม่ก็แกร็นและไม่ติดเมล็ด..

คำตอบก็คือ ไม่ว่าจะเป็นใบยูคาลิปตัสสดหรือแห้ง
ต่างก้มีน้ำมันหอมระเหยที่เรียกว่า “เทอร์ปีน” (Terpenes) สะสมอยู่
ซึ่งสารที่ชื่อ Cineon และ alpha-Pinene อันเป็นส่วนประกอบของเทอร์ปีนนั้น
มีคุณสมบัติยับยั้งการงอกของเมล็ดพืชและการเจริญเติบโตของพืช !!!

เคยมีงานวิจัยที่ศึกษาอิทธิพลของใบยูคาลิปตัสต่อเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดพืช
ด้วยการเพาะเมล็ดในวัสดุปลูกที่ผสมใบยูคาลิปตัสป่นในสัดส่วนที่แตกต่างกัน
ผลปรากฏว่า..
เปอร์เซ็นต์การงอกของข้าวโพดและข้าวฟ่างเริ่มลดลงเมื่อผสมใบยูคาลิปตัสป่นเพียง 0.5 กรัมลงในดิน 1 กิโลกรัม
ขณะที่เปอร์เซ็นต์การงอกของงา ปอแก้ว ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง ถั่วพุ่ม และกระถิน เริ่มลดลงเมื่อผสมใบยูคาลิปตัสป่น 2.5 กรัมลงในดิน 1 กิโลกรัม

ส่วนเมล็ดของถั่วลันเตา ถั่วดำ ถั่วแดง และถั่วฝักยาวจะมีอัตราการงอกลดลงเมื่อผสมใบยูคาลิปตัสสดและใบยุคาลิปตัสแห้งจำนวน 10 และ 15 กรัม (ตามลำดับ) ลงในทราย 1 กิโลกรัม

และเมื่อทดลองปลูกถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง ข้าวโพด และปอแก้วในดินที่มีการเติมอินทรียวัตถุจากการย่อยสลายของใบยูคาลิปตัส
พบว่า น้ำหนักแห้งของพืชที่ปลูกในดินผสมอินทรียวัตถุจากใบยูคาลิปตัสลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำหนักแห้งของพืชที่ปลูกในดินซึ่งปราศจากอินทรียวัตถุจากใบยูคาลิปตัส

นั่นหมายความว่า..
แม้ใบยูคาลิปตัสจะย่อยสลายกลายเป็นอินทรียวัตถุแล้ว
ก็ยังมีแนวโน้มที่จะลดทอนการเจริญเติบโตของพืช

สำหรับกรณีที่มีการปลูกยูคาลิปตัสบนคันนา
จึงมีความเป็นไปได้ว่า ใบที่ร่วงลงไปสะสมอยู่ในแปลงนาจะส่งผลกระทบต่อการงอกและการเจริญเติบโตของข้าวด้วยเช่นกัน

หรือในกรณีที่ปลูกยูคาลิปตัสเชิงเดี่ยวบนพื้นที่ขนาดใหญ่
การตัดฟันไม้เพื่อป้อนเข้าโรงงาน ซึ่งมักจะทิ้งก้านและใบยูคาลิปตัสไว้ในแปลงปลูก
ก็น่าจะยิ่งซ้ำเติมให้ดินที่เสื่อมจากการปลูกยูคาลิปตัสไปแล้วถูกใช้ประโยชน์ทางการเกษตรในรอบต่อไปได้ยากขึ้น

ผู้ที่กำลังจะเริ่มปลูกยูคาลิปตัสเป็นครั้งแรกควรคำนึงถึงประเด็นนี้ให้มาก
เพราะความอุดมสมบูรณ์ที่หมดไปจากผืนดินและซากใบยูคาลิปตัสที่ตกค้าง
จะเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับการงอกและการเจริญเติบโตของพืชรุ่นต่อไป
..และส่งผลให้ช่องทางการใช้ประโยชน์ที่ดินในอนาคตตีบตันลงอย่างแน่นอน..

หมายเหตุ : ตัดทอนจากที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารโลกสีเขียว
ฉบับที่ 97 เดือนมีนาคม-เมษายน 2551

Advertisements

24 thoughts on “ปริศนาในใบยูคาลิปตัส

  1. Pingback: ปฏิบัติการ “ชุบตัว” ยูคาลิปตัส??? « My Freezer…Since 19 Dec 2006

  2. แต่ว่า “คุณคิ้วหนา” คะ เกษตรกร บางทีเค้าก็รู้เท่าไม่ถึงการ ยิ่งกระดาษยี่ห้อดัง เค้าทุ่มโฆษณามาในรูปแบบนี้ ชาวบ้านก็จะตาโต นึกถึงแต่เม็ดเงินที่คาดว่าจะได้ ในขณะที่ลืมนึกถึงผลเสียระยะยาวที่จะกระทบกับธรรมชาติ
    อีกอย่าง เกษตรกร เค้าไม่เข้าถึงข้อมูลอินเตอร์เนต ที่จะได้รับรู้ข้อมูลดีๆ จาก “คิ้วหนา” ได้
    และก็ ชาวบ้านบางคน เค้ามีแต่ที่ดิน ไม่มีทุน แต่บริษัทใหญ่ๆ แบบนี้ จะเสนอเงื่อนไข เข้าไปทำเกษตรในแบบต่างๆ แล้วก็แบ่งส่วนเงินให้เจ้าของที่ดินเพียงนิดหน่อย…

  3. นั่นสิ ช่วยกันคิด ช่วยกันระดมสมองหน่อยดีไหมว่า
    จะส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ให้ถึงมือเกษตรกรได้อย่างไร

    ปล. ที่เอามาแปะในบล็อกนี่ก็มีส่วนช่วยให้ “สาร” ในมือเราเดินทางถึงผู้รับในวงกว้างมากขึ้นแล้วนะ
    เพราะปกติที่เขียนลงในนิตยสารหนะ ไม่รู้มีคนอ่านหรือเปล่า
    เห็นส่งคืนกลับมาเก็บอยู่ในสต็อกที่มูลนิธิเพียบเลย
    (แบบว่าเหลือเยอะ+ขาดทุนจนจะถอดใจอยู่แล้วอะ)

  4. อย่าเพิ่งถอดใจนะ ใครไม่อ่านแต่เราอ่านนะ…
    สู้ๆๆ

  5. ขอบคุณสำหรับ “สู้ๆๆ”
    และขอบคุณที่อ่าน ^_^

  6. บนแผงนิตยสารเจอแต่ gossip บ้าง แฟชั่น บ้างล่ะ ไว้มีโอกาสแวะเวียนจะมองหา “โลกสีเขียว” แล้วล่ะ อ่านฟรีในเน็ตมานาน

  7. ถึง udom
    ถ้าอยากอ่านโลกสีเขียวจริงๆ ต้องรีบไปหาซื้อบนแผง
    เพราะปีหน้าจะไม่มีนิตยสารฉบับนี้วางขายแล้ว..จริงๆ นะ

  8. เง๊อะ … เดี๋ยวรีบไปซื้อเลย T_T
    ทำไมถึงจะไ่ม่วางแผงแล้วล่ะครับ?

  9. …. สำหรับการปลูกต้นยูคาลิปตัสในประเทศไทยนั้น มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 แต่มีการสนับสนุนอย่างจริงจังราวปี 2519 เพื่อเป็นไม้ทดแทนป่าที่ถูกทำลายไป โดยปลูกในอัตรา 1 แสนไร่ต่อปี จากนั้นก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2525 รัฐบาลสนับสนุนการปลูกยูคาลิปตัสเพื่อใช้ประโยชน์ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 (2525-2529) แต่ก็ต้องมีอันยุติลง เนื่องจากมีการอ้างถึงผลเสียของการปลูกพืชชนิดนี้มาก โดยข้อเสียของยูคาลิปตัส คือ เป็นพืชที่ใช้น้ำมาก และเนื่องจากพืชชนิดนี้โตเร็ว ทำให้ความชื้นและระดับน้ำใต้ดินลดลงไปอย่างรวดเร็วด้วย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อแหล่งน้ำ และพืชข้างเคียง และจากการศึกษาผลกระทบของยูคาลิปตัสกับสิ่งแวดล้อมโดยหน่วยงานต่างๆ ได้ข้อสรุปว่า
    ยูคาลิปตัสไม่ได้มีพิษภัยต่อระบบนิเวศ ต่อพืชพรรณ หรือสัตว์ แต่ปัญหาเกิดขึ้นจากระบบการปลูกเป็นเชิงเดี่ยวที่กว้างขวางเกินไป เช่นเดียวกับการปลูกพืชเชิงเดี่ยวชนิดอื่นๆ เช่น ข้าวโพด ไม้สัก หรือมันสำปะหลัง ที่ไม่ได้มีระบบการจัดการบำรุงดินที่ดีก็จะมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน

    ดังนั้น การปลูกยูคาลิปตัสต้องคัดเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และต้องมีการจัดการที่ถูกต้องเหมาะสมด้วย
    ในระยะหลังนี้ การปลูกบนคันนาเป็นที่ฮือฮากันมาก ประเทศไทยมีการทำนาประมาณ 60 ล้านไร่ แต่ผลผลิตเฉลี่ยข้าวของประเทศไทยยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ผลผลิตข้าวต่ำจึงเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาความยากจน การแก้ปัญหาในส่วนนี้คือ การใช้ประโยชน์จากที่นาให้เต็มที่ โดยเฉพาะคันนาที่ทิ้งร้างว่างเปล่าไว้ น่าจะศึกษาวิจัยกันอย่างจริงจังให้เป็นระบบ เลือกพันธุ์ยูคาลิปตัสให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ได้ แต่ต้องมีการจัดการพื้นที่การปลูกด้วย เช่น จะใช้สายพันธุ์อะไรที่มีความทนทานต่อพื้นที่ที่มีน้ำใต้ดินสูง และมีโอกาสน้ำท่วมขัง พันธุ์ที่มีเรือนยอดเล็ก มีลำต้นตรงเพื่อที่จะได้ไม่ไปบังแสงแดดต่อต้นข้าวในนา ในการปลูกพืชผสมจึงควรดูจุดมุ่งหมายว่าต้องการอะไร เพื่อจัดการให้ได้ตามนั้น หากต้องการผลผลิตจากข้าวเป็นหลัก แต่ต้องการรายได้เสริมบ้าง และใช้พื้นที่คันนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็ปลูกยูคาลิปตัสเป็นพืชเสริมได้
    ยูคาลิปตัสเป็นพืชผสมตัวเองและสามารถผสมข้ามได้ โดยทั่วไปแล้วอัตราการผสมข้ามจะสูง ดังนั้น หากนำเมล็ดที่ไม่ได้รับการควบคุมการผสมไปปลูกอาจได้ต้นพันธุ์ที่แปรปรวนไปจากต้นแม่ได้ การใช้เทคโนโลยีชีวภาพด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเข้ามาช่วยในการขยายกล้าพันธุ์จากต้นแม่ที่ได้รับการคัดเลือกว่าดีแล้ว จึงเป็นทางออกที่ดี เพราะจะให้กล้าพันธุ์ที่เหมือนต้นแม่ที่ต้องการ แต่เนื่องจากต้นที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออาจมีต้นทุนสูง ดังนั้น การที่จะเพาะพันธุ์ให้ได้ต้นพันธุ์ที่เหมือนต้นแม่ที่ต้องการ จึงมีการนำเอาเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาใช้ในการเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ และใช้การปักชำเข้ามาช่วยในการขยายพันธุ์จากต้นพันธุ์จำนวนมากที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออีกที วิธีการผสมผสานจะทำให้ได้ต้นกล้ายูคาลิปตัสที่มีราคาถูกลง และตรงตามสายพันธุ์แม่ที่ต้องการ
    นอกจากการใช้เทคนิคด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแล้ว วิทยาการด้านเทคโนโลยีชีวภาพในสาขาดีเอ็นเอ ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมากมายในเรื่องของยูคาลิปตัส การใช้ดีเอ็นเอเครื่องหมายสามารถนำมาทำเอกลักษณ์ทางพันธุกรรมของสายพันธุ์ยูคาลิปตัสที่ดีได้ เพื่อใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของกล้ายูคาลิปตัส นอกจากนั้น ยังสามารถช่วยในการพิสูจน์หลักฐานในคดีความที่มีการลักขโมยพันธุ์ หรือการลักลอบตัดไม้ในพื้นที่ปลูก
    นอกจากนี้ เทคนิคด้านดีเอ็นเอยังสามารถช่วยในการปรับปรุงพันธุ์ยูคาลิปตัสให้มีลักษณะที่ต้องการได้เร็วขึ้นกว่าการปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม เพราะการปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม ต้องเริ่มจากการคัดเลือกพันธุ์พ่อแม่และทำการผสมให้ได้ก่อน จากนั้นก็นำไปทำการปลูกทดสอบเพื่อหาต้นที่มีลักษณะที่ต้องการ ซึ่งอาจใช้เวลาและพื้นที่ปลูกมาก ถ้าหากมีดีเอ็นเอเครื่องหมายที่ควบคุมลักษณะที่ต้องการ เช่น ต้านทานต่อโรค ต้านทานต่อแมลง คุณภาพเนื้อไม้ ลำต้นตรง และการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว เราสามารถใช้ดีเอ็นเอเครื่องหมายที่ควบคุมลักษณะดังกล่าวในการคัดเลือกต้นกล้าได้เลย โดยไม่ต้องนำไปปลูกเพื่อคัดเลือกจำนวนหลายพันต้น เพื่อจะเลือกต้นที่ดีเพียงไม่กี่ต้นไว้ทำแม่พันธุ์
    นอกจากเทคนิคทั้ง 2 วิธีที่กล่าวมาแล้ว การนำเทคโนโลยีด้านการถ่ายยีนมาช่วยในการพัฒนาพันธุ์ยูคาลิปตัสก็สามารถทำได้ ซึ่งในต่างประเทศเทคโนโลยีชีวภาพ ได้ถูกนำมาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ยูคาลิปตัสในหลายๆ ประเทศ และโดยมากการวิจัยและการปรับปรุงพันธุ์ยูคาลิปตัสจะอยู่ในบริษัทเอกชนส่วนมาก เช่น การถ่ายยีนให้มีลิกนินในเนื้อไม้น้อยลง จะทำให้ขั้นตอนฟอกเยื่อกระดาษ (bleaching) ไม่ต้องใช้สารเคมีจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยในการลดพลังงานและสารเคมีในกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษ และสารมลพิษจากการผลิตเยื่อกระดาษ เป็นต้น
    เนื่องจากราคาไม้ยูคาลิปตัสนั้นมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามความต้องการของตลาด ดังนั้น หากมีระบบการจัดการที่ดีประกอบกับการใช้เทคโนโลยีร่วมกันอย่างเหมาะสม การปลูกต้นยูคาลิปตัสก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจของประเทศ
    ###

    ผู้เขียน: ศิริพร วัฒนศรีรังกุล ชุลีพร อรุณแสงสุรีย์ ดร. สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง
    ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สวทช.

  10. … ข้อมูลยูคาลิปตัสต่อการใช้น้ำ
    ยูคาลิปตัสเป็นแค่ต้นไม้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ทำให้พื้นดินกลายเป็นทะเลทรายแน่นอน มีการปลูกจริงในหลายพื้นที่ และมีการทดลองในเชิงวิชาการก็ได้ข้อพิสูจน์แล้ว ประกอบกับประเทศไทยเราไม่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ให้เกษตรกร หรือนายทุนทำการปลูกเป็นแปลงขนาดใหญ่ได้ ดังนั้นโดยกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้ว ไม้เหล่านี้จึงปลูกอยู่อย่างกระจัดกระจาย หรือบางที่เกษตรกรก็นำไปปลูกตามพื้นที่ว่างเปล่าในหัวไร่คันนาที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ การปลูกไม้นี้กลับเป็นการช่วยให้พื้นที่ที่ปลูกพืชอื่นไม่ได้ ได้ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และช่วยให้รักษาดินได้ดีกว่าการปล่อยพื้นที่รกร้างว่างเปล่า [1]
    จากการศึกษาผลกระทบของการปลูกไม้ยูคาลิปตัสต่อการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำบนดิน พบว่าการใช้น้ำของพืชแต่ละชนิดสามารถแสดงออกมาในรูปของอัตราส่วนการคายน้ำ ซึ่งเป็นค่าของปริมาณน้ำที่พืชใช้ในการสร้างวัตถุแห้งหนักหนึ่งกรัม ประสิทธิภาพในการใช้น้ำของพืชจะแตกต่างกันไปตามชนิดของพืชพรรณ ดังนั้นอัตราส่วนการคายน้ำของพืชชนิดใด มีค่าต่ำแสดงว่าพืชชนิดนั้นมีประสิทธิภาพในการใช้น้ำได้สูง (วิสุทธิ์,2530) โดยประสิทธิภาพการใช้น้ำคือการสร้างมวลสารจำนวนหน่วยที่เท่าๆกัน ไม้แต่ละชนิดใช้ปริมาณน้ำมากน้อยเพียงใดนั้น ในเรื่องนี้ Dabral (1970) ได้ทำการศึกษาที่สถาบันวิจัยป่าไม้ เดนราคูน ประเทศอินเดีย ด้วยการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้น้ำของไม้ 4 ชนิด คือ ไม้สนเขา ไม้พอพูลัส ไม้พยุง และไม้ยูคาลิปตัส ผลการศึกษาพบว่า ในการสร้างมวลสาร 1 กรัม พรรณไม้ต่างๆ ข้างต้นจะต้องใช้ปริมาณน้ำ 8.87, 3.04, 2.59 และ 1.41 มิลลิลิตรต่อกรัม ตามลำดับ จากการทดลองแสดงว่าไม้ยูคาลิปตัสมีประสิทธิภาพการใช้น้ำดีที่สุด เนื่องจากใช้น้ำน้อยที่สุดในการสร้างมวลชีวภาพต่อกรัม ซึ่งสอดคล้องกับการสรุปความของ เริงชัย (ม.ป.ป.) ที่ว่า “ไม้โตเร็วชนิดต่างๆนั้น ต้องการความชื้นเพียงน้อยนิด ก็สามารถสร้างชีวมวล ทั้งต้น, ราก และใบได้มากมาย เมื่อเทียบกับชนิดไม้โตช้า” และ พงศ์ (2529) รายงานลักษณะเด่นของไม้ยูคาลิปตัสคือความสามารถพิเศษในการรักษาสมรรถนะในการผลิตชีวมวลไว้ได้เมื่อน้ำในดินมีน้อยลง ผลการทดลองพบว่า ในขณะที่น้ำในดินลดลง 66 และ 84% การผลิตชีวมวลจะลดลงเพียง 25 และ 38 % ตามลำดับเท่านั้น ความสามารถในการปรับตัวเองไม้ยูคาลิปตัสดังกล่าวข้างต้น เป็นหลักฐานที่ช่วยอธิบายได้ว่าไม้ยูคาลิปตัสใช้น้ำในการผลิตชีวมวล (การเจริญเติบโต) น้อยกว่าไม้อื่นๆ ซึ่งแสดงประสิทธิภาพการใช้น้ำต่อหน่วยผลผลิตชีวมวลของพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ ดังตารางที่ 1
    ตารางที่ 1 การใช้น้ำต่อหน่วยผลผลิตชีวมวลของพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ
    ชนิดไม้ การใช้น้ำต่อหน่วยผลผลิตชีวมวล (ลิตร/กรัม)
    Eucalyptus tereticornis ยูคาลิปตัส เทเรติคอร์นิส 0.48
    Syzygium cumini หว้า 0.50
    Albizzia lebbek พฤกษ์ 0.55
    Acacia auriculaefarmis กระถินณรงค์ 0.72
    Dalbergia sissoo ประดู่แขก 0.77
    Pongamia pinnata – 0.88

    นอกจากนี้เรื่องการใช้น้ำของยูคาลิปตัสที่มีผลต่อระดับน้ำใต้ดิน ที่ถูกโจมตีว่าเมื่อปลูกยูคาลิปตัสที่ใดบ่อน้ำหรือบ่อบาดาลจะแห้ง ซึ่งจากการศึกษาของพิทยา (2530) โดยทำการทดลองขุดบ่อในแปลงซึ่งปลูกไม้ 2 ชนิดคือ แปลงไม้ยูคาลิปตัส และไม้กระถินณรงค์ เปรียบเทียบกับในที่โล่ง จำนวน 4 บ่อ ปรากฏว่าเมื่อขุดบ่อได้ลึก ประมาณ 2.60 เมตร ก็ถึงระดับน้ำใต้ดินในบ่อทั้ง 4 แห่ง และทำการบันทึกระดับน้ำทุก ๆ 5 วัน ตลอดช่วงฤดูแล้วตั้งแต่เดือน มกราคม – เมษายน 2529 พบว่าการลดระดับน้ำใต้ดินในบ่อของทั้ง 3 บริเวณ ไม่มีความแตกต่างกัน ดังแสดงในตารางที่ 3 และ 4 โดยสรปได้ว่าประสิทธิภาพการใช้น้ำใต้ดินในบ่อลดลงเฉลี่ยวันละ 1.50 เซนติเมตร เท่าๆ กัน ทั้งในสวนป่าไม้ยูคาลิปตัส ไม้กระถินณรงค์ ที่มีอายุ 7 ปี และในที่โล่งตลอดช่วงฤดูแล้งระหว่างวันที่ 22 มกราคม – 23 เมษายน 2529 โดยระดับน้ำอยู่ลึกจากผิวดินมีค่าไม่แตกต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับการอ้างของ จอห์น (2528) ซึ่งท่านได้อ้างการศึกษาของสถาบันวิจัยป่าไม้ เตราดู ประเทศอินเดียที่ว่าระบบรากของไม้ยูคาลิปตัส เทเรทติคอร์นิสจะหยั่งลงไปในดินลึกถึง 3 เมตรและเจริญเติบโตตามแนวรัศมี 3.5 เมตร จากลำต้น ส่วนรากของยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซีสที่อายุ 5 ปี มีความลึกของรากน้อยกว่า 3 เมตรแต่การเติบโตของรากในแนวราบจะเป็น 9 เมตร ซึ่งสรุปได้ว่าระบบรากของไม้ยูคาลิปตัสมีการปรับตัวที่จะใช้น้ำฝนในส่วนของผิวดินมากกว่าจะใช้น้ำใต้ดินในระดับความลึกมากๆ
    ตารางที่ 2 การลดระดับน้ำใต้ดินในบ่อของสวนป่าอายุ 7 ปี เปรียบเทียบกับในที่โล่งท้องที่จังหวัดศีรษะเกษ (หน่วย : ซม./วัน)
    เดือน ยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิส กระถินณรงค์ ที่โล่ง
    มกราคม 2529 1.60 1.80 1.70
    กุมภาพันธ์ 2529 0.50 1.80 1.70
    มีนาคม 2529 1.47 1.47 1.54
    เมษายน 2529 1.10 1.05 0.95
    เฉลี่ย 1.46 1.49 1.46
    ตารางที่ 3 ระดับน้ำในบ่อลดลงจากผิวดินในช่วงระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม – 23 เมษายน 2529 (หน่วย : เมตร)
    ระดับน้ำ ยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิส กระถินณรงค์ ที่โล่ง
    ครั้งแรก 2.85 2.79 2.67
    ครั้งสุดท้าย 4.06 4.00 3.82
    ระดับที่ลดลง 1.21 1.21 1.15
    จากข้อมูลและการวิเคราะห์ข้างต้นพอจะสรุปได้ว่า
    • ไม้ยูคาลิปตัสจัดได้ว่าเป็นไม้ที่มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมาก เมื่อเทียบกับการสร้างชีวมวลที่เท่า ๆ กัน
    • ไม้ยูคาลิปตัสมีการสร้างชีวมวลในปริมาณที่มากกว่าไม้ชนิดอื่นๆ ก็อาจจะมีผลให้มีการใช้น้ำมากขึ้นตามส่วน ซึ่งก็เป็นไปตามปกติของพืชและไม้โตเร็วทั่วไป
    • อัตราการคายน้ำและระเหยน้ำของสวนป่าไม้ยูคาลิปตัสนั้น อยู่ในเกณฑ์ปกติทั่วไป เมื่อเทียบกับไม้โตเร็วอื่นๆ
    ข้อกล่าวอ้างว่าไม้ยูคาลิปตัสเปรียบเสมือนต้นไม้สูบระบายน้ำ ที่ทำให้หนอง บึง และแผ่นดินแห้งแล้งนั้น มีหลักฐานทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่าระดับน้ำที่ลดลงเท่ากับการปลูกพืชอื่น และ ดีกว่าในที่โล่ง
    การวิจัยเชิงบูรณาการ
    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ได้ให้การสนับสนุนทุนแก่คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และกรมป่าไม้ เพื่อดำเนินงาน โครงการ “การวิจัยเชิงบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาความยากจนในชนบทโดยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน ด้วยการปลูกไม้โตเร็ว” [2]
    โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 3-4 ปี เริ่มตั้งแต่กรกฎาคม 2548 โดยมีพื้นที่ศึกษาในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว เพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐานการเจริญเติบโตของไม้ยูคาลิปตัส ที่ปลูกบนคันนา บริเวณรอบบ้าน และในไร่มันสำปะหลัง ได้ทราบเทคนิคการปลูกในฤดูแล้ง
    รวมถึงแม่ไม้ ระยะปลูก และรอบตัดฟันที่เหมาะสม ข้อมูลผลกระทบของการปลูกไม้ยูคาลิปตัส ที่มีต่อดิน น้ำ และการเก็บกักคาร์บอน ได้ข้อมูลด้านต้นทุนและผลตอบแทนของการปลูกพืชเกษตรกับการปลูก ไม้ยูคาลิปตัสในระบบวนเกษตร
    ผลงานวิจัยที่ได้คาดว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกไม้ยูคาลิปตัส ในการคัดเลือกสายพันธุ์ และวิธีการปลูกให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อระบบนิเวศและผลผลิตของพืชควบ ทำให้เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ และมีรายได้เพิ่มขึ้นทั้งในรูปของกระแสรายวันจากพืชเกษตรและเงินออมจากไม้ยืนต้น ผู้ประกอบการซึ่งใช้ไม้ยูคาลิปตัสเป็นวัตถุดิบก็มีป้อนโรงงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดแคลน ก่อให้เกิดการสร้างงานและพัฒนาชุมชนชนบทอย่างยั่งยืน รวมทั้งช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศไทยในการแก้ปัญหาโรคร้อน และเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้แก่แผ่นดิน
    โดยมีโครงการย่อย 9 โครงการ และชื่อหัวหน้าโครงการ ดังนี้ [3]
    1. โครงการวิจัยประยุกต์การปลูกไม้โตเร็วบนคันนา และตามแนวเขตแปลงเกษตร หัวหน้าโครงการ : ดร.เริงชัย เผ่าสัจจ
    2. การปลูกไม้โตเร็วบนคันนาปรับแต่งในระหว่างฤดูแล้งอย่างประณีตด้วยระยะห่างต่างกัน หัวหน้าโครงการ : นายพิรัตน์ นาครินทร์
    3. การประเมินการเก็บกักคาร์บอนของการปลูกไม้โตเร็วรูปแบบต่างๆ หัวหน้าโครงการ : ดร. สาพิศ ดิลกสัมพันธ์ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
    4. ผลกระทบของการปลูกไม้โตเร็วต่อคุณสมบัติของดิน การหมุนเวียนธาตุอาหารพืชและการกระจายของราก หัวหน้าโครงการ : ดร. รุ่งเรือง พูลศิริ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
    5. การใช้น้ำและประสิทธิภาพการใช้น้ำของไม้โตเร็ว หัวหน้าโครงการ : ดร. จงรัก วัชรินทร์รัตน์ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
    6. ศักยภาพทางเศรษฐกิจของการปลูกไม้โตเร็วในระบบวนเกษตร หัวหน้าโครงการ : นายณัฐวัฒน์ คลังทรัพย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
    7. ความเป็นไปได้ของการปลูกไม้ยูคาลิปตัสบนคันนา ด้วยระยะห่างระหว่างต้นต่าง ๆ กัน หัวหน้าโครงการ : นายบพิตร เกียรติวุฒินนท์ กรมป่าไม้
    8. การปลูกเปรียบเทียบแม่ไม้ยูคาลิปตัสบนคันนาทั่วไป หัวหน้าโครงการ : นายวิฑูรย์ เหลืองวิริยะแสง กรมป่าไม้
    9. ความเป็นไปได้ของการปลูกไม้ยูคาลิปตัสแทรกเป็นแถบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง หัวหน้าโครงการ : นายทศพร วัชรางกูร กรมป่าไม้

    ไม้ยูคาลิตัส : พลังงานทางเลือก
    ยุควิกฤติน้ำมันแพง [4] สถานการณ์ที่ราคาน้ำมันแพงมหาโหด ซึ่งล่าสุดได้พุ่งทะลุ 40 บาทต่อลิตรไปแล้วและมีแนวโน้มว่าจะแพงยิ่งกว่าราคาทองคำในปัจจุบัน ทำให้ภาคธุรกิจทุกส่วนหันมาเริ่มตื่นตัวในการค้นคว้าและพัฒนาพลังงานทางเลือกกันอย่างจริงจัง เพื่อรองรับกับวิฤตการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา
    พลังงานทางเลือก…ดูเหมือนจะเป็นคำตอบสุดท้ายที่มองเห็นว่า จะบรรเทาความเดือดร้อนได้ ท่วงทันเวลา โดยปัจจุบันภาครัฐและเอกชนก็ได้เร่งส่งเสริมและพัฒนาพลังงานทางเลือกต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น ไบโอดีเซล แก๊สโซฮอลล์ อี 20 และล่าสุดคือ อี85 รวมทั้งมีการวางแผนไปถึงการพัฒนานำเอาพลังงานจากแสงอาทิตย์และนิวเคลียร์มาใช้อย่างจริงจัง!!
    อย่างไรก็ตาม อีกพลังงานทางเลือกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ “ไม้ยูคาลิปตัส” ซึ่งกำลังมีการปลูกกันอย่างแพร่หลายกันทั่วโลกในปัจจุบัน โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดเสวนาเรื่อง ไม้ยูคาลิปตัส:โอกาสและทางเลือกพลังงานของไทยขึ้นเพื่อให้นักวิชาการและผู้สนใจทั่วไป ได้ทราบและเข้าใจถึงสถานการณ์พลังงานและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นเพื่อขยายผลสู่การปฏิบัติต่อไป
    “ผศ.ดร.บุญวงศ์ ไทยอุตส่าห์” ผู้อำนวยการงานป่าไม้ มูลนิธิโครงการหลวง ได้ชี้ว่า ปี 2000 พื้นที่สวนป่าของโลกมีจำนวนทั้งสิ้น 1,167.08 ล้านไร่ สวนป่าสนเขามีพื้นที่มากที่สุด คือ 233.69 ล้านไร่ หรือประมาณ 20.02 % รองลงมาคือ สวนไม้ Conifers(ไม้ใบแคบ) 129.64 ไร่ หรือประมาณ 11.11 % ในขณะที่ยูคาลิปตัส มาเป็นอันดับ 3คือ 111.63 ล้านไร่ หรือ 9.56 % ตามด้วยยางพารา 67.78 ล้านไร่ ไม้สกุลไม้กระถินณรงค์หรือ Acacia (Wattle) 51.98 ล้านไร่ และสัก 35.73 ล้านไร่
    ไม้ยูคาลิปตัสมีด้วยกันทั้งสิ้นกว่า 700 ชนิด แต่ที่ปลูกในเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซีส (Eucalyptus camaldulensis) หรือลูกผสมของคามาลดูเลนซีส
    ดังนั้น เมื่อพูดถึงไม้ยูคาลิปตัสในที่นี้ จึงหมายถึงยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีสเท่านั้นโดยยูคาลิปตัสชนิดนี้ปลูกครั้งแรกในประเทศอิตาลี เมื่อปี 2346 ต่อมาปี 2427 ปลูกในสวนป่าที่ตุรกีและอิสราเอล และปลูกในเมืองไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2444 ที่พระที่นั่งวิมานเมฆสมัย ร. 5 และกำเนิดยูคาลิปตัสบนคันนาในทุ่งกุลาร้องไห้ ในปี 2525
    โดยเมื่อปี 2530 ก็มีการประชุมสัมมนาเรื่องไม้ยูคาลิปตัสมีพิษภัยร้ายจริงหรือ และปี2548 ก็มีโครงการวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) เกี่ยวกับยูคาลิปตัสบนคันนาความล้มเหลวของการปลูกยูคาลิปตัสในอดีต มีผลมาจาก ความฝังใจว่ามีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ และเป็นไม้ต่างถิ่น ฝังใจว่า เป็นไม้ที่ปลูกง่ายโตเร็ว ทำให้ขาดการจัดการอย่างประณีต จริงจัง และผลผลิตต่ำ รายได้ไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง
    ทั้งนี้ ทิศทางการปลูกยูคาลิปตัสในทศวรรษหน้า ควรพิจารณาดังนี้ 1. พื้นที่ปลูกต้องเหมาะสมและใกล้ตลาด 2. เลือกสายพันธุ์ ที่ผลผลิตสูงและต้านทานโรค 3. ปลูกแบบวนเกษตร หรือบนคันนา 4. ต้องมีการจัดการอย่างปราณีต และมีเป้าหมายความเพิ่มพูนผลผลิตอยู่ที่ 25 ตันต่อไร่ต่อ 5 ปี เนื่องจากจากการวิจัยเปรียบเทียบการปลูกในพื้นที่ที่แตกต่างกัน ทำให้มีผลผลิตแตกต่างกัน ตั้งแต่ต่ำกว่า 10 ตันต่อไร่ ไปจนถึงเกือบ 30 ตันต่อไร่และ 5.คือ การใช้ประโยชน์ ไม้ยูคาลิปตัสแบบแยกส่วน คือ เศษไม้/ปลายไม้/เปลือกไม้ใช้ทำเชื้อเพลิงผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า , กิ่งและลำต้นด้านยอด นำไปผลิตชิ้นไม้สับ เพื่อการผลิตเยื่อ , ลำต้นส่วนกลาง ทำไม้เสาเข็ม และลำต้นด้านโคน ทำเป็นไม้แปรรูป
    สาเหตุที่ทำให้ไม้ยูคาลิปตัส เป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถแก้จนของชาวนาไทยเนื่องจาก ผลผลิตข้าวต่อไร่ของชาวนาไทย ยังต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในโลกโดยญี่ปุ่น มีผลผลิตข้าวต่อไร่ 1,065 กก./ไร่ จีน 1,016 กก./ไร่ เวียดนาม 681 กก./ไร่ อินโดนีเซีย 676 กก./ไร่ พม่า 507 กก./ไร่ ฟิลิปปินส์ 497 กก./ไร่ ในขณะที่ประเทศไทย ยังมีผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยทั่วประเทศ อยู่ที่ 419 กก./ไร่ และมีผลผลิตต่อไร่ในภาคอีสาน 306 กก./ไร่ เท่านั้น ในขณะที่การทำนาปลูกข้าวเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรส่วนใหญ่ และมีพื้นที่นามากถึง 66 ล้านไร่ ดังนั้นการที่เกษตรกร ใช้พื้นที่ว่างบนคันนา จึงเป็นทางออกหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรที่ยากจนของไทย
    ข้อแนะนำในการปลูกยูคาลิปตัสบนคันนาบางประการ ได้แก่ (1) ควรปลูกในพื้นที่นาปี (2) เลือกสายพันธุ์ให้เหมาะสม (3) ระยะห่างระหว่างคันนา 40X40 ม. (4)ระยะห่างระหว่างต้นบนคันนา 2 ม. (5) ถ้าปรับแต่งคันนาใหม่ ต้องเกลี่ยดินในแปลงนาให้สม่ำเสมอ และ (6) หลังตัดฟัน 2-3 รอบ ต้องรื้อตอแล้วปลูกใหม่ ทั้งนี้ผลผลิตคาดหวังขั้นต่ำ คือ 5 ตันต่อไร่ต่อ 5 ปี
    สำหรับผลกระทบของการปลูกไม้ยูคาลิปตัส ได้มีการจัดสัมมนาทางวิชาการเรื่องไม้ยูคาลิปตัสมีพิษภัยร้ายจริงหรือ? เมื่อวันที่ 19-21 มิถุนายน 2530 ได้ข้อสรุปว่า ผลการวิจัยในเชิงวิทยาศาสตร์ ในประเทศไทย โดยหน่วยงานของรัฐที่มีมาจนถึงทุกวันนี้ ไม้ยูคาลิปตัสไม่มีพิษภัย ไม่มีผลกระทบในทางลบที่เด่นชัด
    แต่การปลูกไม้ยูคาลิปตัสชนิดเดียวล้วน ๆ เป็นผืนใหญ่ จะต้องมีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง และในด้านการตลาดนั้น พบว่า มีศักยภาพสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่การส่งเสริมการปลูกไม้ยูคาลิปตัสควรกำหนดนโยบายการปลูกตามความเหมาะสมของตลาดและปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อควบคุมการผลิต และความต้องการของตลาดให้สมดุลกัน
    “ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ถึงไม้ยูคาลิปตัส ในฐานะทางเลือกพลังงานของไทยว่า พลังงานมี 2 ประเภทหลักคือ 1.พลังงานสิ้นเปลือง เช่น น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน หินน้ำมัน น้ำมันดินและนิวเคลียร์ 2.พลังงานหมุนเวียน เช่น ชีวมวล ฟืน ถ่าน แกลบ ชานอ้อย BioOil BTLก๊าซชีวภาพ พลังน้ำ แสงอาทิตย์และลม
    โดยมีตัวเลขน้ำมันสำรองของโลกอยู่ที่ 800 พันล้านบาร์เรล ขณะที่โลกมีความต้องการใช้วันละ 81 ล้านบาร์เรลในปี 2006 โดยข้อมูลจาก UNDP World EnergyAssesment ปี 2005 ระบุว่า มีปริมาณสำรองเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลก เป็นปิโตรเลียม 40ปี ก๊าซธรรมชาติ 64 ปี ถ่านหิน(รวมลิกไนต์) 251 ปี และยูเรเนียม 82 ปี
    ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเติบโตสูงขึ้นโดยตลอดจาก 15-23 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในปี 1995 เป็นกว่า 100 เหรียญสหรัฐในปัจจุบัน และในปี 2006 การใช้พลังงานจาก biofuel มีเพียง 1.12% ของการผลิตพลังงานของโลก แบ่งเป็น เอทานอล 0.92 % และไบโอดีเซล 0.16% เท่านั้น
    “ภาพรวมการช้พลังงานของไทยในปีพ.ศ. 2550 ใช้ในภาคอุตสาหกรรม 37.7%ภาคขนส่ง 35.7% และภาคพาณิชย์ ที่อยู่อาศัยและอื่น ๆ 26.6% โดยมีตัวเลขการนำเข้าพลังงานในปี พ.ศ. 2549 ถึง 919,068 ล้านบาท แบ่งเป็น น้ำมันดิบ 7.5 แสนล้านบาทน้ำมันสำเร็จรูป 6 หมื่นล้านบาท ก๊าซธรรมชาติ 7.8 หมื่นล้านบาท ถ่านหิน 1.9 หมื่นล้านบาท และไฟฟ้า 8 พันล้านบาท”
    ผศ.ดร.นิคมกล่าวต่อว่า จากสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของโลกและของไทย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร ทำให้มีความต้องการใช้ทรัพยากรและพลังงานมากขึ้น โดยเฉพาะทรัพยากรจากฟอสซิล รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในเรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะโลกร้อน จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทั่วโลกหันมามองหาพลังงานชีวมวลเป็นทางเลือกขึ้นทดแทน
    โดยเฉพาะไม้เป็นเชื้อเพลิงหมุนเวียน ยังเป็นการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเก็บกักในรูปเนื้อไม้ และยังปลดปล่อยก๊าซออกซิเจนให้อีกด้วย จากการเพิ่มพื้นที่ปลูกต้นไม้
    การมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนสามารถเปลี่ยนมาใช้ไม้ผลิตเป็นเชื้อเพลิงเหลวและถือเป็นพลังงานที่สะอาด เช่น เทคโนโลยี Pyrolysis,Gasification เป็นต้น นอกจากจะได้เชื้อเพลิงเหลวนี้แล้วยังให้เกิดผลพลอยได้จากการผลิต (By Product) ให้กับอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นพลาสติกชีวภาพ,สารปรุงแต่งอาหาร, กาว เป็นต้น
    สถานการณ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมของโลก ผลักดันให้มนุษยชาติหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น สำหรับประเทศไทยถือเป็นจุดที่ตั้งภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบ เพราะทำให้ต้นไม้โตเร็วกว่าเขตอบอุ่นหรือเขตหนาว และการปลูกไม้ช่วยให้ระบบนิเวศมีเสถียรภาพมากขึ้น และการที่เกษตรกรจะยั่งยืนได้ ก็ต้องทำให้ป่าไม้หรือระบบนิเวศให้ยั่งยืนไปพร้อมกัน
    อ้างอิง
    1. พิทยา เพชรมาก. 2530. ผลกระทบทางนิเวศนวิทยาของการปลูกไม้ยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซีส ในประเทศไทย. สำนักงานส่งเสริมการปลูกป่าภาคเอกชน กรมป่าไม้. 18 น.
    2. หมู่บ้านไม้เศรษฐกิจ
    3. บุญวงศ์ ไทยอุตส่าห์ และคณะ ศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. 0-2561-4761
    4. พลังงานทางเลือก ข้อมูลจาก : ฝ่ายงานสื่อสารสังคม (สกว.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (The Thailand Research Fund)แหล่งที่มา : สยามรัฐ ฉบับวันที่ 09 มิถุนายน พ.ศ. 2551

  11. ทุกวันนี้ ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร…
    โจมตีกันไป โจมตีกันมา
    ผู้ผลิตกระดาษรายใหญ่ในประเทศ ไม่ใช่มีเจ้าเดียว…
    คนไทยทั่วไป มีใครรู้บ้าง
    ฟังหูไว้หู คิดเองบ้าง อย่าให้ใครจูงง่ายๆ

  12. พันธุ์ดั้งเดิมที่มาปลูก มาจากสายพันธุ์ คามาลฯ
    แต่ปัจจุบันต้นกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ ได้พัฒนาเนื้อเยื่อจากสายพันธุ์ ยูโรฯ

    ข้อนี้ มีใครรู้บ้าง???

  13. BBB เขียนว่า…
    พันธุ์ดั้งเดิมที่มาปลูก มาจากสายพันธุ์ คามาลฯ
    แต่ปัจจุบันต้นกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ ได้พัฒนาเนื้อเยื่อจากสายพันธุ์ ยูโรฯ

    ข้อนี้ มีใครรู้บ้าง???

    ขอตอบว่า…
    อ้าว ใครมันจะไปรู้ล่ะ ในเว็บไซต์ http://www.chaiyo-aa.com/home.php ของบริษัท ไชโย เอเอ จำกัด (มหาชน)ก็ไม่เห็นเปิดเผยเ้รื่องนี้
    แล้วพอทำจดหมายไปขอสัมภาษณ์ผู้บริหารของบริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน)ก็ไม่ยอมให้สัมภาษณ์อีก

    แล้วการที่คุณ BBB มากล่าวอ้างลอยๆ แบบนี้ ใครจะไปเชื่อออออ จริงมั้ย

  14. พอดีว่าช่วยน้องทำรายงานเรื่องยูคากับความไม่เป็นธรรมของโรงงานผลิตกระดาษเอเอผมอึดอัดใจมานานแล้วด้วยหลังจากดูโฆษณาทางทีวีอยากขอคำปรึกษาเชิงปรับทุกข์ตามหัวข้อดีกว่านะครับจะได้เห็นทอปปิกชัดเจนช่วยส่งความเห็นเป็นข้อๆก้อดีนะครับ
    1.หลังจากค้นข้อมูลในเนตมาพอสวมควรกลับได้รับข้อมูลบิดเบีอนแยะมากทุกเวปไซ์มีข้อแก้ต่างของข้อเสียทุกเวปไซด์ บ.เอเอเก่งมากจ้างคนคอยบิดเบือนข้อมูลทุกเวปแม้กระทั่งวิกิพีเดีย แม้กระทั่งงานวิจัยที่บ.เอเอให้ทุน/ที่มันผิดตั้งแต่การตั้งหัวข้อวิจัยเพื่อเข้าข้างข้อดีและกลบข้อเสียเช่น
    2.การดูดซับก๊าซพิษที่อ้างว่าดีแสนดีทำไมไม่มีการเปรียบเทียบกับไม้ตัวอื่นด้วยล่ะเช่นสะเดาเทียม ยางพาราหรือพืชอื่นๆที่ปลูกแถวคันนาได้ที่ใบไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม มันจะเข้าข่ายดื่มยาพิษแก้กระหายนะครับ
    3.มีคนบอกว่าปลูกพืชเชิงเดี่ยวบางตัวทำลายระบบนิเวศน์และความอุดมสมบูรณ์ของดิน
    มากกว่ายูคาเช่นอ้อย มันสำปะหลัง ผมคิดว่าทำลายมากกว่ากันคงไม่เท่าไหร่ แต่ผลผลิตที่ได้อันไหนคุ้มกว่ากันระหว่างกระดาษ กับน้ำตาลที่เราต้องกินต้องใช้อยู่ทุกวัน น้ำตาลที่มีระบบเศรษกิจหลากหลายไม่ใช่โรงงานกระดาษแค่ยี่ห้อเดียว แล้วคุ้มไหมที่ปลูกในแผ่นดินเราแต่กลับจะส่งออกด้วยในอนาคต (นีขนาดยังไม่มีผลวิจัยที่ชัดเจนว่าอ้อยทำลายความสมบูรณ์ของดินมากกว่ายูคา)
    4.ทางตัวแทนบ.เอเอบอกว่าปรับปรุงพันธุ์ใหม่ทดลองปลูกบนคันนาแล้วได้ผลเร็วขึ้นได้ไม้มากขึ้น/จะไม่เร็วได้ไงน้ำก้อดีดินก้อดีไม่ได้ปลูกในที่เสื่อมโทรมเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ฉลาดมากที่หาทีมวิจัยหาแหล่งปลูกใหม่ได้อย่างเหมาะสม ไร่นามีมากชาวนาก็จนทุกอย่างลงตัว/ทำไมรัฐไม่ส่งเสริมให้ชาวนาทำนาได้ดีก่วานี้ล่ะ ถ้าแจกรถเกี่ยวข้าวรถปลูกข้าวอัตโนมัติตั้งแต่โครงการกู้เงินหนึ่งต.หนึ่งผลิตภัณท์ป่านนี้คงลืมตาอ้าปากกันได้บ้างแล้วนี่เม็ดเงินสูญเปล่าเพราะเอาเงินไปซื้อมือถือซื้อมอเตอร์ไซด์ เราจะมีสามจีใช้แต่ชาวนายังใช้แรงเหมือนวัวเหมือนควายอยู่เลย
    5.แล้วชาวนาที่มีผลกระทบจะได้ร้องแร่แห่กระเฌอทางเนตหรือเปล่าทำไมทางบ.เอเอไม่มีตู้ปณสำหรับร้องเรียนผ่านสื่อมวลชลล่ะถ้าแน่จริง
    6.บางครั้งผลเสียไม่ได้มาเดี๋ยวนั้นแต่เราก็ต่างรู้ว่ามันต้องมีไม่มากก็น้อยอย่างดีดีทีกว่าจะรู้ก้อใช้กันทั่วโลกแล้วเป็นมะเร็งกันเพียบ แล้วสมควรจะเสี่ยงเหรอ
    7.ทางออกสำหรับชาวไร่ชาวนาล่ะ เห็นเพื่อนบ้านปลูกขายกันโครมๆใช้หนี้ได้มีรถขับ พวกเราที่คัดค้านในนี้มีตังค์ทั้งนั้นไม่งั้นเล่นเนตไม่ได้หรอก แล้วอะไรคือทางออก?ไร่นาสวนผสมคงไม่พอกินเราต่างก็รู้ว่าเราไม่สามารถพอเพียงได้ในยุคนี้ จะปลูกทุกอย่างไว้พอกินเหลือแล้วเอาไปขายหรือแลกกับเพื่อบ้านมันใช้ไม่ได้แล้ว มันไม่ทันแล้ว
    8.มันไม่บริสุทธิ์ตั้งแต่คุณเปลี่ยนชื่อเพื่อกลบข้อเสียแล้ว ถ้าแน่จริงใช่ชื่อเดิมสิแล้วบอกข้อเสียเหล่านั้นว่าตอนนี้คุณได้แก้ไขมันแล้ว ไม่ใช่เปลี่ยนชื่อแล้วหาข้อดีมากลบทับทั้งที่ข้อดีเหล่านั้นหญ้าข้างทางก็มีเช่นคุณ น่าสงสารชาวบ้าน(ไม่ใช่โดนหลอกนะ)แต่ไม่มีทางออกต้องดื่มยาพิษแก้กระหาย ขอยืดอายุไปหน่อยล่ะกัน โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว คงต้องยอมรับมันใช่ไหม
    9.คุณBBBช่วยบอกจริงๆได้ไหมว่าคุณทำงานอะไร เกี่ยวข้องกันอย่างไรกับเรื่องนี้ มีผลได้ผลเสียอะไรกับเรื่องนี้ มีความสัมพันธ์อะไรกับบ.กระดาษ

  15. เห็นด้วยกับ samui ครับ เจ๋งจริงๆ

  16. ต้องการข้อมูลเรื่องเทอร์ปีนให้มากกว่านี้นะ
    คิวหนาจะขอบคุรมากมากเลย*-*

  17. หาให้หน่อยนะ

  18. คุณBBB ครับ ผมไม่รู้ว่าจะบอกอย่างไรกับคุณมันเป็นงานของคุณผมเข้าใจ มันก้อเคยเหมือนกับ ระบบทักษิน และคนรอบๆตัวเค้า ที่คิดว่าความคิดเค้าถูกแบบหลอกตัวเอง
    จนวันนึงคิดว่าเป็นเรื่องจริงเป็นสิ่งที่ดี ถามง่ายๆถ้าวันใดคุณเปลี่ยนงาน ที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับกระดาษแล้ว คุณจะรู้สึกเหมือนเดิมไหม คุณต้องมานั่งแก้ตอบกระทู้ไหม ถ้ามันเกิดผลเสียในอีก20 30 ปีข้างหน้าโดยที่ตอนนั้นคุณทำอย่งอื่นไปแล้วคุณจะเสียใจไหม จะรับผิดในใจคุณอย่างไร หรือแกล้งทำลืมว่าช่วงนึงเคยทำอะไรผิดไว้

  19. วิทยาศาสตร์ได้ไขปริศนา ต่างๆที่เป็นความเชื่อ ทั้งที่ผิดและถูก อย่าปักใจกับเรื่องในอดีต ทุกอย่างมีข้อดีข้อเสีย หากเพียงแต่ใช้ให้เหมาะสม

    ยูคาลิปตัส เป็นพืชใช้น้ำเยอะ ข้อนี้จริงครับ และทนแล้ง(หมายถึงเติบโตได้ในที่ที่มีน้ำน้อยที่พืชอื่นโตไม่ได้ แต่หากมีเยอะก็จะใชเยอะ ผลผลิตก็จะผันตาม) ซึ่งจากข้อเสียหรือข้อเด่นดังกล่าว ปัจจุบันกรมพัฒนาที่ดินและกรมป่าไม้ มองว่ายูคาจะสามารถลดปัญหาดินเค็มในภาคอีสานได้ ซึ่งมีกว่า 80% ของพื้นที่ทางการเกษตร (57.7 ล้านไร่) จากพื้นที่รวมทั้งหมด 106 ล้านไร่ ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์และลดการกระจายของดินเค็ม เป็นการอนุรักษ์ดินและใช้พื้นที่ว่างเปล่าให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกร เนื่องจากยูคาช่วยใช้น้ำผิวดินทำให้น้ำไม่ลงไปละลายเกลือใต้ดินขึ้นมาทำให้ดินบนเค็ม อีกทั้งยูคาเจริญได้ในที่ดินเค็มปานกลางและมาก ดังนั้นแล้ว ข้อดีขอเสียของพืชแต่ละชนิดไม่ใช่เรื่องผิดครับ แต่ต้องช่วยกันคิดต่อว่าต้องใช้เค้ายังไง ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

  20. เห็นด้วยกับคุณพนาไพร66 ครับ
    คุณครูเกษตรสอนว่า ” ไม่มีพืชในพื้นพิภพนี้ ให้โทษ มากกว่า ให้คุณ
    อยู่ที่ว่าคุณจะใช้พืชชนิดนั้น ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร ”

    ยกตัวอย่างพืชบางชนิดเรานำพิษของพืชชนิดนั้นมาใช้เป็นยาเบื่อ เพื่อวางยาแก่ศัตรูหมู่มารที่รุกรานประเทศ (ในสมัยก่อนนะครับ)
    เราใช้คุณลักษณะด้านโทษของพืช มาเป็นคุณประโยชน์ของแผ่นดิน

  21. พี่คร้าช่วยหน่อยนร้าคือมีอยู่ว่า
    ครูไห้หาสิ่งที่ไม่มีในกูเกิ้ล(ที่เกียวกะวิทแอ่)

  22. ถ้าจะนำเอาข้อเสียของตัวเทอร์ปีนซึ่งมีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของพืชมาทำให้เกิดประโยชน์โดยอาจนำมาสกัดเพื่อไปกำจัดวัชพืชในสวน เช่นสวนมะม่วง อย่างนี้มีโอกาสที่จะทำได้มั้ยค่ะ

  23. แล้วถ้าโดยรอบส่วนเราเค้าปลูกยูคาเราจะทำอย่างไร คงไปบอกให้เค้าเลิกปลูกคงไม้ได้ จะทำแนวกั้นอย่างไรปลูกอะไรเป็นแนวกันชน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s