My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

คุ้มครองวันเดียว?

10 ความเห็น

เมื่อวานนี้โฉมหน้าของกูเกิ้ลเปลี่ยนไปจากเดิมที่คุ้นเคย
เพราะ 22 เมษายน เป็นวันคุ้มครองโลก หรือ Earth Day
คุณรู้จัก Earth Day กันไหม?

ย้อนกลับไปยัง พ.ศ. 2513 ในยุคสมัยชาวอเมริกันไม่เคยเหลียวมองเรื่องน้ำเน่า ควันพิษจากโรงงาน คราบน้ำมันในแหล่งน้ำ สารเคมีการเกษตร ขยะอันตราย ฯลฯ
Gaylord Nelson วุฒิสมาชิกจากมลรัฐวิสคอนซินของสหรัฐฯ กลับเล็งเห็นหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา จึงลุกขึ้นมารณรงค์ให้สังคมเห็นความสำคัญและใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นครั้งแรกในวันที่ 22 เมษายน
..ถือเป็นหัวหอกของการปลุกสำนึกสิ่งแวดล้อมยุคบุกเบิกเลยทีเดียว..

ไม่เพียงเท่านั้นเขายังกระตุ้นให้ประเด็นสิ่งแวดล้อมกลายเป็นวาระแห่งชาติ
จนในที่สุดก็สามารถผลักดันให้รัฐบาลจัดตั้งองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐฯ (Environmental Protection Agancy หรือ EPA) ได้สำเร็จในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน

สำหรับเมืองไทย เมื่อก่อนหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมเคยแฝงตัวอยู่กับกระทรวงวิทย์ฯ
กระทั่งมีการปฏิรูประบบราชการของรัฐบาลทักษิณ 1 นั่นแหละ
จึงได้แยกตัวออกมาเป็น “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” อย่างสมบูรณ์แบบ

โดยช่วง 20 ปีแรกเอิร์ธเดย์ยังเป็นวันสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว
ทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่พ.ศ. 2533 วันคุ้มครองโลกก็เริ่มเป็นวันสำคัญที่หลายประเทศให้ความสนใจ
เช่นเดียวกับที่เรื่องราวของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถูกยกระดับขึ้นเป็นประเด็นระดับสากล และปูทางไปสู่การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา หรือ Earth Summit ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงริโอ เดอ จานาโร ประเทศบราซิล ในเดือนมิถุนายน 2535

เรารู้จักวันคุ้มครองโลกแบบผิวเผินตั้งแต่เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว
จากการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ต Earth Day ของค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ ที่ขนศิลปินจำนวนมากมาขึ้นเวทีร้องเพลง พ่วงด้วยการพูดให้ช่วยกันดูแลโลกแบบพอหอมปากหอมคอ
บอกตามตรง..ในวันนั้น พอจบการแสดงดนตรี ปิดทีวีแล้วก็แล้วกัน
ไม่ได้ลงมือทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อโลกเลยแม้แต่น้อย
จำได้เพียง Earth Day จะวนมาเจอกับเราอีกในช่วงปิดเทอมซัมเมอร์

แต่พอโตขึ้น ขณะที่ห่างหายไปจากการชมคอนเสิร์ต Earth Day อยู่หน้าทีวี
เรากลับได้เรียนรู้เรื่องเขียวๆ อีกมากมาย ทั้งในมิติที่กว้างและลึก
ถึงตอนนี้วันคุ้มครองโลกก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรอีกต่อไป
สำหรับเรา..มันก็เป็นอีกวันธรรมดาๆ ที่ต้องดูแลโลกแบบ “ลงมือทำทันที”
ไม่ใช่เพียงดูแลด้วยสายตาหรือพูดรณรงค์ปาวๆ
เพราะกระจ่างแล้วว่า แค่วันเดียวมันไม่พอจริงๆ สำหรับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เฉียดขั้นโคม่า
ต่อให้คนทั้งโลกหยุดใช้พลังงานเชื้อเพลิงเดี๋ยวนี้ มันก็ไม่อาจแก้ไขผลกระทบได้ในฉับพลัน
แต่อย่างน้อยการลงมือทำก็น่าจะช่วยยืดอายุคนรุ่นเราไปได้อีกหลายเฮือกลมหายใจ…ว่าไหม

ปล. 1 เมื่อวานนี้เราลดรอยตีนฝากโลกของตัวเองไปได้หลายรายการ
– เริ่มตั้งแต่จอดรถคันเก่าทิ้งไว้ที่บ้าน เช้าขึ้นรถเมล์ไปทำงาน
บ่ายนั่งตุ๊กตุ๊กไปท่าพระจันทร์แล้วนั่งรถเมล์ 53 กลับมาที่มูลนิธิ
เย็นนั่งแท็กซี่ไปเซ็นทรัลเวิลด์ ฟังงานเสวนาของ greenpeace+ดูหนังเรื่อง the 11th hour
ตอนดึกขึ้น BTS มาลงอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แล้วต่อแท็กซี่กลับบ้าน
– หิ้วปิ่นโตไปซื้อกับข้าวสำหรับมื้อกลางวันที่ทำงาน
– เข้านอนแบบไม่ต้องเปิดแอร์ ฝนตกกระหน่ำเลยนอนสบาย

ปล. 2 จู่ๆ ก็สงสัยว่า มนุษย์อาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวที่ธรรมชาติ “สร้างผิด”
ลองนึกสิ มันจะน่าอยู่เพียงใดสำหรับชีวิตอื่นๆ เมื่อโลกนี้..
ไม่มีสงคราม ไม่มีอาวุธ ไม่มีนิวเคลียร์ ไม่มีนิคมอุตสาหกรรม ไม่มีแท่นขุดเจาะ
ไม่มีคราบน้ำมันรั่วไหล ไม่มีโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่มีเขื่อน ไม่มีขยะกองโต ไม่มียาฆ่าแมลง
ไม่มีท่าเรือน้ำลึก ไม่มีเรือประมง ไม่มีเครื่องบิน ไม่มีรถยนต์พ่นไอเสีย
ไม่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ไม่มีเมืองที่ไม่ยอมหลับไหล ไม่มี… ฯลฯ

..หรือจริงๆ แล้ว พวกเราเป็น “ส่วนเกิน” ของดาวเคราะห์ดวงนี้..

Advertisements

10 thoughts on “คุ้มครองวันเดียว?

  1. แหมๆ ปล2 นี่มันช่างโดนใจจริงๆ

  2. ปล.1 น่ารักดี ช่วยโลกเรากันนะคะ คนละนิดก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เราก็เอาข้าวไปกินที่ออฟฟิศ เรามีกล่องโดเรมอนสีฟ้า ทุกๆเช้าเราจะแวะร้านกับข้าวในซอย ให้พี่เค้าตักอาหารและกับข้าวใส่กล่องโดเรมอนไปกินที่ออฟฟิศ แล้วพี่ๆ ที่ออฟฟิศก็เลียนแบบเรา บางคนก็ไปซื้อกล่องรูปหมีพูล์มา มันนอกจากประหยัดแล้วยังลดการใช้กล่องโฟมและถุงพลาสติกด้วย.. ตอนนี้ที่ออฟฟิศเรานะ การเอาข้าวมาทาน กลายเป็นแฟชั่นไปแล้ว… เวลานั่งรถเมลล์นะ น่ากลัวตอนจ่ายตังค์ ถ้าไม่เตรียมเหรียญให้พอดีนะ โดนกระเป๋าโวย… แต่ก็ฮาดี..
    ยิ่งเมล์เขียวนะ ซิ่งยังกะเครื่องเล่นในสวนสยามอ่ะ เร้าจายยย… 555+++
    ปล. 2 เราว่า “มนุษย์” ไม่ใช่สิ่งที่ธรรมชาติสร้างผิดหรอก เมื่อก่อนมนุษย์ก็อยู่ป่า อยู่ถ้ำ รักกันดีกับธรรมชาติ แต่วิธีคิด.. เราหมายถึง มนุษย์บางคนคิดสิ่งอำนวยความสะดวกขึ้นมา สิ่งเหล่านั้นมันผิดธรรมชาติ มันเบียดเบียนธรรมชาติ จากกระบวนการทำงานของมัน เพราะมันไม่ใช่ธรรมชาติ แล้วเราก็สบาย จนเคย และก็คิดแต่ว่า เราเกิดมา เรา “ได้” อะไรจากโลกนี้ จากการมีชีวิตอยู่ จนลืมไปว่า เรา “คืน” อะไรให้กับโลกนี้ เราตอบแทนอะไรให้แผ่นดินธรรมชาตฺโลก!!

  3. ถึงอ้วนพี
    ที่ว่าโดนใจเนี่ย..เห็นด้วยรึเปล่าล่ะ

    คือเรารู้สึกจริงๆ นะ ต่อให้มนุษย์เก่งกาจขนาดไหน
    สร้างสรรค์และคิดค้นเทคโนโลยีได้เจ๋งสุดยอด
    เดินทางข้ามฟ้าได้ เดินทางออกไปนอกโลกได้
    เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ ผสมเทียมได้ ตัดต่อพันธุกรรมได้
    คิดค้นฟิวชั่น ฟิชชั่น นาโนได้ มีอินเตอร์เน็ต 3G เครือข่ายไร้สายให้ใช้งาน
    แต่ทั้งหมดไม่ได้จำเป็นเลยสำหรับชีวิตอื่นๆ บนโลก

    ไม่มีพวกเรา..
    นก หนู หมู หมา ป่าไม้ ภูเขา แม่น้ำ ท้องฟ้า อากาศ และอื่นๆ อีกมาก
    พวกเขาก็อยู่กันได้

    มนุษย์ควรจะเลิกคิด “ครอบครอง” ได้แล้ว
    ธรรมชาติไม่ใช่ของเรา โลกไม่ใช่ของเรา
    จริงๆ แล้ว มนุษย์เป็นของธรรมชาติ เป็นของโลก

    ถ้าถึงวันที่ธรรมชาติและโลกรู้สึกว่าโดนมนุษย์รุกรานเบียดเบียนมากเกินไป
    คิดเหรอว่า..เขาจะยังอยากเก็บสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์นี้เอาไว้

    มนุษย์ใช้ประโยชน์จากเขามาโดยตลอด
    จึงควรจะมีชีวิตอยู่อย่างถ่อมตนมากกว่าอหังการ
    และ “คุ้มครอง” มากกว่า “ครอบครอง”..เราคิดว่าอย่างนั้น

    ปล. ขอไปกินข้าวก่อน เดี๋ยวมาคุยกับ pickmeeup ต่อ

  4. ถึง pickmeeup
    พอคุณใช้กล่องข้าวโดเรมอนสีฟ้า แล้วกลายเป็นการสร้างกระแสให้เพื่อนร่วมงานพกข้าวกล่องมาด้วย โอ้โห เก๋กู้ดมากๆ
    เราเพิ่งกลับมาเริ่มใช้ปิ่นโตอีกครั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
    ก็เวิร์คดีนะ คิดดูดิ สมมติซื้อกับข้าววันละ 2 ถุง (ข้าวเราหุงมาจากบ้าน)
    อาทิตย์ละ 5 วัน ก็ใช้ถุงร้อนปาเข้าไป 10 ถุงแล้ว
    1 เดือนมี 4 สัปดาห์ก็ปาเข้าไป 40 ถุง
    ไม่ต้องคิดทั้งปีนะ เพราะขี้เกียจคูณ :-P

    ถ้าใช้ปิ่นโตอย่างเราหรือกล่องข้าวอย่าง pickmeeup ทุกๆ วัน
    แค่ 2 คนก็ลดการใช้ถุงร้อนไปได้เกือบ 80 ถุง
    บวกรวมเพื่อนร่วมออฟฟิศของ pickmeeup เข้าไปด้วยก็ยิ่งลดการใช้ถุงร้อนได้อีกเพียบ น่าจะหลายร้อยเลยนะ ใช่ป่ะ
    รู้สึกอยากสร้างกระแสลดใช้ถุงร้อนขึ้นมาตะหงิดตะหงิดเลยเนี่ย

    ตอนนี้เบรื่ออออ..กระแสแฟชั่นถุงผ้าลดโลกร้อนเหลือเกิน มีกันคนละใบก็พอแล้ว
    จะกระตุ้นการซื้อ จะเร่งการผลิตไปถึงหนายยยย

    ปกติเราไม่ขึ้นรถเมล์เขียวนะ เพราะมันแคบ อึดอัด แถมยังซิ่งเกินไป
    มีวันนึงจะรีบไปทำงาน รถเมล์เขียวแล่นมาจอดป๊าป โดดขึ้นเลย แต่ต้องผิดหวัง
    เพราะมันแล่นช้ามาก ช้าแบบรอ รอ จะเก็บกวาดผู้โดยสารให้หมดป้ายก่อนที่คันหลังจะตามมา
    เลยกลายเป็นว่า ไม่ได้รวดเร็วอย่างที่เราหวังไว้เลย

    สำหรับ ปล. 2 ธรรมชาติคงไม่ทันได้คิดว่า สร้างไอ้พวกสัตว์เดิน 2 ขาสายพันธุ์นี้มาแล้ว มันจะย้อนกลับมาทำลายตัวเอง

    ในขณะที่การใช้ชีวิตชีวิตสะดวกสบายขึ้น
    มนุษย์ก็ได้ลงมือทำลายธรรมชาติมากขึ้นตามไปด้วย
    พวกเราติดกับความสะดวกสบายมากเกินไปแล้ว
    ลด-ละ ลงหน่อย เพื่อ “คืน” ให้โลกอย่างที่ pickmeeup ว่า ก็จะดีไม่น้อย

  5. ปล.2 งั้นก็ไม่มีบล็อกนี้ให้อ่าน ถ้าไม่มีอะไรต่อมิอะไรข้างต้น

    ปลูกต้นไม้มั้ยครับ?

  6. เรื่องกล่องข้าวของคุณ pickmeeup จุดประกายมาเลย ทุกวันนี้เวลาไปทำงานก็จะไม่ซื้อใส่กล่องนะ กินที่ร้านเลย

    คนเราจะคิดอะไรได้มากแค่ไหน โดนพายุวูบเดียวก็จบครับ

  7. อืม.. หัวข้อน่าสนใจนะ คุ้มครองวันเดียว ทำไมไม่คุ้มครองทุกวัน แล้วเว้นไม่คุ้มครองสักวันในหนึ่งปี โลกคงดีกว่านี่นะว่าไห๊ม 555 พูดไปก็ตลกปล่าว ๆ มันคงเป็นไปไม่ได้หรอก มา-นุด เราเก่งขึ้นทุกวันอยู่แล้ว

  8. เราเพิ่งอ่านเจออ่ะค่ะ น่าสนใจดี …
    http://www.sarakadee.com/blog/oneton/?p=61
    ปลื้ม ที่เวบนี้ นอกจากจะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์แล้ว ผู้คนที่แวะเวียนมา ก็น่ารัก และยินดีที่จะเสียสละความสะดวกสบายส่วนตัว ทำเพื่อโลกใบน้อยของพวกเรากันทุกคน…
    ฉะนั้น! คุณคิ้วหนาห้ามท้อนะคะ หาอะไรดีมาอัพให้อ่านกันเร็วๆนะ

  9. ถึง pickmeeup
    เราเขียนมาปีกว่า เพิ่งมาคึกคักมากๆ ช่วงนี้ (ไม่รวมช่วงเกิดกรณีปล้นบล็อกนะ)
    อ่านกันเยอะ เม้นต์กันเยอะ คนเขียนก็มีแรงฮึดขึ้นมาอีกเยอะเหมือนกัน
    จะพยายามอัพบ่อยๆ เท่าที่เวลาเอื้ออำนวย
    แต่..ชีวิตกำลังจะเข้าสู่โหมด “งานยุ่ง” แล้วอะ >_<

  10. Pingback: ให้ทุกวันเป็นวันของโลก « My Freezer…Since 19 Dec 2006