My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

The Story of Stuff..รู้ทันโลกบริโภคนิยม

8 ความเห็น


ที่มา: http://www.storyofstuff.com/

เคยสงสัยไหมว่า..
ข้าวของเครื่องใช้รอบตัวเรามาจากไหนกันบ้าง
และมันจะเดินทางไปไหนต่อเมื่อเราโยนทิ้ง

แอนนี เลนนาร์ด (ก็ผู้หญิงคนที่อยู่ในรูปนั้นแหละ) มีคำตอบ

ความสงสัยทำให้แอนนี เลนนาร์ด (Annie Leonard) ต้องออกไปค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง
และถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดลงในThe Story of Stuff
สารคดีความยาวประมาณ 20 นาทีที่จะกระตุกให้คุณหันมาสนใจ “ข้าวของ” ต่างๆ มากขึ้น
ผ่านการบรรยายประกอบภาพการ์ตูน สอดแทรกด้วยมุขตลกร้ายๆ

เธอใช้เวลานานกว่า 10 ปีเดินทางไปทั่วโลกเพื่อที่จะพบว่า เรื่องราวเกี่ยวกับข้าวของต่างๆ นั้น ไม่ได้มีแค่การใช้ทรัพยากร การผลิต การจัดจำหน่าย การบริโภค และการกำจัดขยะ เหมือนอย่างที่เขียนไว้ในตำราว่าด้วย “Material Economy”
แอนนี่อธิบายว่า ทุกขั้นตอนล้วนต้องสัมพันธ์กันสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม มีผู้คนจำนวนมากใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในระบบนี้
แต่ความจริงก็คือ..ทั้ง 5 ขั้นตอนรวมกันเป็นระบบที่เรียกว่า “linear system” นี้ไม่เหมาะเลยกับโลกที่มีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัด

1. การใช้ทรัพยากร หรือถ้าจะเรียกให้ถูกควรใช้คำว่า การ “ผลาญ” ใช้ทรัพยากร
เพราะมันร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ และกำลังจะหมดเกลี้ยงในไม่ช้า
เราใช้มันในการผลิตข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ มากเกินไปแล้ว

2. ทรัพยากรจำนวนมากถูกป้อนเข้าสู่การผลิตในระบบอุตสาหกรรม
ซึ่งใช้พลังงานมหาศาล สารเคมีปริมาณนับไม่ถ้วน
จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลผลิตที่ได้จะปนเปื้อนไปด้วยสารที่เป็นอันตราย
หรือเขียนเป็นสมการง่ายๆ ได้ว่า
ทรัพยากรธรรมชาติ + พลังงาน + สารเคมี = ผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนสารเคมี

เราไม่มีทางรู้ว่า..
สารเคมีสังเคราะห์นับแสนชนิดจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง
แต่ที่แน่ๆ มันแทรกซึมและสะสมอยู่ในห่วงโซ่อาหาร
และตกค้างอย่างเข้มข้นอยู่ในร่างกายมนุษย์ซึ่งเป็นผู้บริโภคลำดับสุดท้าย
นั่นทำให้น้ำนมแม่กลายเป็นอาหารที่มีระดับการปนเปื้อนของสารพิษมากที่สุด
เด็กทารกจึงได้รับสารเคมีอันตรายปริมาณสูงผ่านการดื่มนมแม่

คนอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าคือ คนงานในโรงงานอุตสาหกรรม พวกเขาจำนวนมากไม่มีทางเลือกมากนัก จึงต้องก้มหน้าก้มตารับสารเคมีเข้าสู่ร่างกายในระหว่างการทำงานต่อไป

สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอีกอย่างหนึ่งคือ ผลพลอยได้อันน่ารังเกียจจากกระบวนการผลิตในระบบอุตสาหกรรมที่ชื่อ “มลพิษ”
นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศที่พัฒนาแล้วจึงย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศกำลังพัฒนา
(หนึ่งในนั้นคือประเทศไทยและตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด-เพิ่มเติมโดยผู้เขียน)

3. เมื่อมาถึงขั้นตอนการจัดจำหน่าย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ขายสินค้าที่ปนเปื้อนสารพิษให้หมดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วยการตั้งราคาให้ถูกเข้าไว้
ราคาสินค้าจะถูกลงได้ก็ต่อเมื่อจ่ายค่าแรงถูก+สวัสดิการต่ำ
(หลายกรณีละเลยการดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยเลยยิ่งผลิตสินค้าได้ในราคาถูกเข้าไปอีก-เพิ่มเติมโดยผู้เขียน)
นั่นหมายความว่า ต้นทุนที่แท้จริงไม่ได้นำมาคิดรวมไว้ในราคาสินค้า
หรืออีกนัยหนึ่ง ผู้บริโภคไม่ได้จ่ายเงินซื้อสินค้าตามราคาที่แท้จริง
ผู้ต้องที่จ่ายคือ คนในชุมชนที่ทรัพยากรถูกผลาญมาป้อนโรงงานและคนงานที่ล้มป่วยจากการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมต่างหาก

4. แล้วก็มาถึงการบริโภคซึ่งเป็นหัวใจของระบบ
ใช่แล้ว..ผู้บริโภคทุกคนต่างช่วยกันขับเคลื่อนระบบนี้ด้วยการชอปปิ้ง!!!
ยิ่งซื้อมากเท่าไหร่ ยิ่งชอปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้การจัดจำหน่ายไหลลื่นมากเท่านั้น
เมื่อซื้อมาก จำหน่ายมาก ก็ต้องผลิตมาก และผลาญทรัพยากรมากตามไปด้วย..ใช่ไหม

ไม่รู้ว่าสถิติของประเทศไทยจะเป็นเท่าไหร่
แต่ที่อเมริกาเหนือมีตัวเลขว่า
99 เปอร์เซ็นต์ของข้าวของเครื่องใช้ที่ซื้อจะกลายเป็นขยะภายในเวลาเพียง 6 เดือน!!!
99 เปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่ผ่าน 3 ขั้นตอนแรกของระบบกลายเป็นขยะภายในเวลาเพียง 6 เดือน
เหลือเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ยังใช้งานกันต่อไป
(สำหรับเรา มันเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมากๆ)
โลกจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าเราใช้ทรัพยากรให้หมดเปลืองไปด้วยอัตราเร็วขนาดนี้

กลยุทธ์ที่นิยมใช้เพื่อให้เกิดการซื้อเร็ว-ทิ้งเร็วมี 2 ประการ
ประการแรก..การออกแบบสินค้าให้กลายเป็นขยะ
หรือการออกแบบสินค้าให้เจ๊งหรือใช้งานไม่ได้ภายในเวลาอันสั้น
เพื่อที่ผู้บริโภคจะได้โยนอันเก่าทิ้งแล้วสอยอันใหม่มาครอบครอง
ผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบให้ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ได้แก่ ถุงพลาสติก ถ้วยกาแฟ และคอมพิวเตอร์
(เมื่อแอนนี่พูดถึงตรงนี้ มีการล้อเลียนได้อย่างแสบสุดๆ ขอไม่เล่ารายละเอียด เพราะอยากให้ดูเองมากกว่า)

ประการที่สอง..การทำให้รู้สึกว่าล้าสมัย ซึ่งเป็นวิธีการจูงใจให้ทิ้งข้าวของที่ “ยังใช้ได้”
รูปลักษณ์ที่ถูกออกแบบให้ทันสมัยช่วยกระตุ้นความอยากทิ้งข้าวของเก่าๆ ได้มาก
แอนนี่เปรียบเทียบคอมพิวเตอร์รุ่นล่าสุดของเพื่อนและคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าของเธอได้อย่างขำกระจาย..โคตรชอบเลย
หรือแม้แต่แฟชั่นรองเท้าสตรีที่เปลี่ยนไป เดี๋ยวส้นเล็กแหลม เดี๋ยวส้นหนา
และเดี๋ยวก็กลับมาฮิตมาส้นเล็กแหลมอีกแล้ว
ซึ่งถ้าคุณไม่เปลี่ยนตามแฟชั่น คุณก็จะเชยจนทนไม่ได้ที่จะต้องควักเงินซื้อรองเท้าคู่ใหม่

ตัวจักรสำคัญของการทำให้รู้สึกเชยหรือทันสมัยคือ “โฆษณา”
มันพยายามพร่ำบอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้เราไม่มีความสุขกับข้าวของเครื่องใช้ที่มีอยู่และก้าวออกจากบ้านไป..ชอปปิ้ง

5. สุดท้ายก็คือการกำจัดขยะ
ด้วยการโยนเข้าเตาเผาขยะหรือไม่ก็ขุดหลุมฝังกลบ
ซึ่งล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ, ดิน และน้ำ

ยังจำได้ไหมว่าในขั้นตอนการผลิตนั้น มีการใส่สารเคมีเข้าไปในผลผลิต (เกือบ) ทุกประเภท
พอมันถูกส่งเข้าเตาเผาขยะ มันจะกลายเป็น “Super Toxic” หรือ “โ-ค-ต-ร” สารพิษ
แอนนี่ยกตัวอย่างถึง ไดออกซินซึ่งเป็นสารพิษสังเคราะห์โดยฝีมือมนุษย์ที่มีอันตรายมากที่สุด
คุณอาจจะยังไม่รู้ว่า..เตาเผาขยะผลิตไดออกซินสู่สิ่งแวดล้อมมากเป็นอันดับหนึ่ง
วิธีการง่ายๆ ที่จะหยุดการพ่นไดออกซินก็คือ..หยุดการเผาขยะ

รีไซเคิลช่วยได้มั้ย..ได้ แต่มันยังไม่พอด้วยเหตุผล 2 ข้อ
ข้อ 1 ขยะที่ถูกไปรีไซเคิลเป็นแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น
(นึกออกไหม โผล่พ้นน้ำมานิดเดียว จมอยู่ใต้น้ำก้อนเบ้อเร่อ)
ข้อ 2 ยังมีขยะอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้
เพราะมีสารพิษเป็นส่วนประกอบมากเกินไป หรือไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรีไซเคิล
เช่น กล่องนม กล่องน้ำผลไม้
ฟลอยล์ กระดาษ พลาสติก ผสานรวมเป็นเนื้อเดียวกันจนแยกไม่ออก

บทส่งท้าย แอนนีบอกให้มองเรื่องนี้ทั้งระบบ ไม่ใช่แยกส่วน
ทางออกของปัญหามีอยู่แล้ว อย่าคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้หรืออุดมคติเกินไป
ทั้งหมดนี้ มนุษย์เป็นคนสร้างขึ้นมา เราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งใช่มั้ย
ฉะนั้นมาช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อโลกของเรากันดีกว่า..เอ้า ลงมือกันเลย

ปล. อย่าเพิ่งรีบเชื่อทั้งหมดที่เราเล่า ควรจะเข้าไปสัมผัสThe Story of Stuffด้วยตัวเอง
แอนิเมชั่นชิ้นนี้มีผู้ชมมาแล้วทั่วโลกมากกว่า 2 ล้านครั้ง
แหม..พลาดไปก็เชยแย่ จริงมั้ย ^__^

Advertisements

8 thoughts on “The Story of Stuff..รู้ทันโลกบริโภคนิยม

  1. อ่านแล้วน่าสนใจมากคับ ขอบคุณคิ้วหนาเน้อ ^_^

  2. ดีจังค่ะ ต้องช่วยกันรณรงค์นะคะ เพื่อลูกหลานในอนาคตค่ะ หนิงเองก็เป็นผู้นึงที่ไม่อยากให้ทำลายธรรมชาติ เพราะนับวันเรายิ่งหาต้นไม้ยากขึ้นทุกวัน ที่ภูเก็ตเองก็ขายที่กันเยอะมากจากสวนกํกลายเป็นบ้านจัดสรรไปหมดแล้วค่ะ แต่ถ้าเราสามารถช่วยทางอื่นได้อีกก็จะได้ช่วยกันก่อน

  3. ถึง udom และ ning
    อย่าลืมแวะไปดูแอนิเมชั่นชิ้นนี้ด้วยตัวเองเน้อ
    มันทำให้ทั้งตาสว่างและขำได้ในเวลาเดียวกัน

  4. Pingback: เล่นแร่แปรคาร์บอน « My Freezer…Since 19 Dec 2006

  5. Pingback: เรื่องไม่เร้นของน้ำในขวด « My Freezer…Since 19 Dec 2006

  6. Pingback: โอกาสกระทบไหล่ Annie Leonard « My Freezer…Since 19 Dec 2006

  7. Pingback: คุยกับ Annie Leonard | We Blog

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s