My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

ฮอลลีวูดกับข้อหา “ผู้ก่อมลพิษ”

3 ความเห็น

ถ้าเอ่ยถึง “มลพิษ” คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงโรงงานอุตสาหกรรม
ซึ่งปล่อยสารเคมีอันตรายปะปนออกมากับน้ำทิ้ง กากของเสีย ควัน ฯลฯ
แต่ปัจจุบันการสร้างภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์อย่างเป็นล่ำเป็นสัน
ก็โดนประทับตราว่าเป็นผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ได้เช่นกัน

ผลการวิจัยตลอด 2 ปีของมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย (UCLA) ระบุว่า
การสร้างภาพยนตร์-รายการโทรทัศน์และกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
เป็นหนึ่งในต้นตอของปัญหามลพิษทางอากาศในเขตลอสแองเจลลิส

แมรี่ นิโคลส์ ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมของ UCLA กล่าวว่า…
“ธุรกิจภาพยนตร์และโทรทัศน์มีความสำคัญมากในแถบแคลิฟอร์เนียตอนใต้
แวดวงนี้ทำให้เกิดการจ้างงานในลอสแองเจลลิสมากถึง 252,000 ตำแหน่ง
และสร้างรายได้ประมาณ 29,000 ล้านดอลลาร์ในแต่ละปี
เมื่อพูดถึงภาพยนตร์และโทรทัศน์ ไม่มีใครมองว่ามันเป็นอุตสาหกรรม
พวกเขาคิดแต่เรื่องการสร้างสรรค์บทภาพยนตร์ที่ดี ความต้องการของผู้ชม นักแสดงเท่านั้น
จะมีสักกี่คนที่ตระหนักว่า เกิดอะไรขึ้นบ้างก่อนที่ผลงานจะเผยแพร่สู่สายสาธารณะชน”
…สิ่งที่ซ่อนไว้โดยไม่เจตนานี่เองควรบอกต่อให้สังคมได้รับรู้…

มลพิษจากอุตสาหกรรมแห่งความบันเทิงจำนวน 140,000 ตันต่อปี
ประกอบด้วยหมอกควัน เขม่า และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อันเกิดจาก
เครื่องปั่นไฟที่ใช้เชื้อเพลิงดีเซลสำหรับการถ่ายทำนอกสถานที่
โรงไฟฟ้าที่ต้องผลิตกระแสไฟฟ้าปริมาณมหาศาลป้อนสตูดิโอ
รถบรรทุกคันโตสำหรับการลำเลียงอุปกรณ์ประกอบฉาก
รวมทั้งการใช้สเปเชี่ยลเอฟเฟ็คส์ในฉากที่ต้องมีการระเบิดตูมตาม
ไฟไหม้จนวอดวาย และแผ่นดินไหว

แม้ว่าผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมภาพยนตร์-โทรทัศน์จะไม่ค่อยใส่ใจเรื่องของผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมเท่าไรนัก แต่ก็ยังมีตัวอย่างของการแสดงความรับผิดชอบกับมลพิษที่ตนเองก่อขึ้นให้เห็นอยู่เหมือนกัน

จอห์น ฮิวส์ เจ้าของสตูดิโอแห่งหนึ่งที่สร้างสรรค์ภาพยนตร์เรื่อง “Babe” เมื่อปี 2538
และ “Chronicles of Narnia” เมื่อปี 2548 เปิดเผยว่า
งานของเขาไม่เกี่ยวกับการถ่ายทำนอกสถานที่หรือการสร้างฉากบู๊แอคชั่น
แต่คอมพิวเตอร์หลายร้อยตัวในสตูดิโอก็ต้องการกระแสไฟฟ้าและระบบปรับอากาศ
เขาจึงเลือกใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากเซลล์แสงอาทิตย์และคอมพิวเตอร์ทันสมัย
ซึ่งจะช่วยกำจัดความร้อนออกจากคอมพิวเตอร์และประหยัดการใช้ไฟฟ้าไปพร้อมๆ กัน

ฮิวส์ ให้ความเห็นว่า “เป็นเรื่องดีที่มีงานวิจัยสักชิ้นออกมาเตือนให้คนในแวดวงภาพยนตร์-โทรทัศน์ได้ทราบว่า การกระทำของตนสร้างผลลัพธ์ต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง
พวกเราจะได้เริ่มต้นพัฒนาทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าวิธีการเก่าๆ ที่เคยใช้”

ทีมผู้สร้าง “The Day After Tomorrow”
ยอมจ่ายเงิน 200,000 ดอลลาร์สำหรับการปลูกต้นไม้จำนวนมาก
เพื่อชดเชยกับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 10,000 ตัน
จากการผลิตกระแสไฟฟ้า พาหนะ และเครื่องจักรต่างๆ ที่ใช้ในระหว่างการถ่ายทำ

เช่นเดียวกับภาพยนตร์เรื่อง “The Matrix Reloaded” และ “The Matrix Revolutions”
ที่ทีมผู้สร้างวางระบบการจัดการหลังจากถ่ายทำภาพยนตร์เสร็จสิ้นได้อย่างดีเยี่ยม
นั่นทำให้ประมาณ 97 เปอร์เซ็นต์ของวัสดุที่ใช้ในการสร้างฉากและอุปกรณ์ประกอบฉาก
ไหลเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลแทนที่จะลงไปอยู่ในที่ฝังกลบขยะ
ทั้งคอนกรีต โครงสร้างเหล็ก และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ กว่า 11,000 ตัน
ถูกมอบให้ผู้มีรายได้น้อยในประเทศเม็กซิโกนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

หันกลับมามองวงการภาพยนตร์ในบ้านเรา ดูเหมือนจะหนีไม่พ้นเรื่องผี ตลก และกระเทย
ส่วนละครโทรทัศน์ยังพล็อตเดิมๆ นางเอกกับนางอิจฉา ด่าทอตบตี ใช้ความรุนแรง
ช่วงหลังๆ นี่ต้องเพิ่มพระเอกใช้กำลังขืนใจนางเอกเข้าไปด้วย
ถึงไม่มีใครมาศึกษาวิจัยว่า ภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์ไทยแต่ละเรื่องสร้างมลพิษทางอากาศมากน้อยเพียงใด
…เราก็พิจารณาได้เองว่า มากกว่าครึ่งสร้าง “มลพิษทางสายตา” แก่เยาวชน…

หมายเหตุ- แก้ไขและตัดทอนจากที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์
ปีที่ 54 ฉบับที่ 9 วันศุกร์ที่ 24 – วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายน 2549

Advertisements

3 thoughts on “ฮอลลีวูดกับข้อหา “ผู้ก่อมลพิษ”

  1. Pingback: University Update - UCLA - r¸Žr¸­r¸Lr¸Lr¸lr¸§r¸šr¸?r¸r¸ar¸šr¸?rš?r¸­r¸Tr¸? â??r¸?r¸šrš?r¸rš?r¸­r¸Ar¸Lr¸žr¸´r¸Šâ?

  2. เราต้องถึงขั้นเลิกดูหนังเลยป่าวคะ..
    แต่เราชอบดูหนังอ่ะ เอาเป็นว่า เราทำอย่างอื่นเพื่อรักษาดูแลโลกแล้วกันได้มั๊ย

  3. ถึง pickmeeup
    อืม…เราหยิบประเด็นนี้มาเขียน ไม่ได้ต้องการให้คนเลิกดูหนังนะ
    แค่อยากจะสื่อว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่วงการไหน ทำงานอะไร ต่างก็สร้าง “รอยตีนฝากโลก” ด้วยกันทั้งนั้น
    สิ่งสำคัญก็คือ แต่ละคนได้พยายามลดภาระทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ตัวเองสร้างขึ้นมามากน้อยแค่ไหน