My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

ดินแดนหนาวสุดขั้วในยุคโลกร้อน

5 ความเห็น

“หนาวสุดขั้ว” ที่จั่วหัวไว้ข้างบนจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้
นอกจากขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ สงสัยกันบ้างไหม
โลกร้อนป่วนดินแดนที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งขาวโพลนอย่างไรบ้าง

ก่อนอื่นขออธิบายถึงลักษณะทางกายภาพของสองพื้นที่นี้สักเล็กน้อย
เพราะบางคนอาจจะเข้าใจผิด คิดว่า
“ขั้วโลกไม่ว่าจะเหนือหรือใต้ก็มีแต่น้ำแข็งและอากาศหนาวเย็นเหมือนๆ กันนั่นแหละ”
ทั้งที่ความจริงแล้ว มันมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอยู่พอสมควร

สภาพโดยทั่วไปของขั้วโลกเหนือคือ
พื้นน้ำของมหาสมุทรอาร์กติกที่ปกคลุมด้วยแผ่นน้ำแข็งหนาประมาณ 3 – 3.5 เมตร
นับว่า “บางมาก” เมื่อเทียบกับขั้วโลกใต้ซึ่งเป็นแผ่นดินของทวีปแอนตาร์กติกที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง และน้ำแข็งก้อนมหึมานี้ยังจมลึกลงไปใต้ทะเลประมาณ 2,500 – 3,000 เมตร

ช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิของขั้วโลกเหนือจะอยู่ระหว่าง -43 องศาเซลเซียสถึง -26 องศาเซลเซียส
และเมื่อฤดูร้อนมาถึงอุณหภูมิจะเขยิบขึ้นมาอยู่แถวๆ จุดเยือกแข็ง
ขณะที่ขั้วโลกใต้นั้นหนาวจับใจกว่าขั้วโลกเหนือมากนัก
ในฤดูหนาวอุณหภูมิเฉลี่ยจะลดต่ำถึง -65 องศาเซลเซียส
และเพิ่มขึ้นเป็น -25 องศาเซลเซียสในช่วงฤดูร้อน

นอกจากความหนาวเย็นระดับต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง
ขั้วโลกใต้ยังมีปรากฏการณ์ลมพายุกรรโชกแรง ที่เรียกว่า “Katabatic Winds” ซึ่งจะพัดจากตอนในของทวีปออกสู่ทะเล โดยสถิติความเร็วลมสูงสุดที่เคยวัดได้คือ 322 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
จึงไม่น่าแปลกใจที่ขั้วโลกใต้จะได้ชื่อว่า…
เป็นหนึ่งในดินแดนที่มีสภาพภูมิอากาศโหดร้ายที่สุดในโลก

โดยปกติแผ่นน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือจะมีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลค่อนข้างมาก
เมื่อเข้าสู่หน้าร้อนพื้นที่ของแผ่นน้ำแข็งจะเล็กลงเพราะละลายกลายเป็นน้ำ
แล้วพื้นที่ของแผ่นน้ำแข็งก็จะเพิ่มกลับคืนมาในช่วงฤดูหนาว เมื่อน้ำกลายเป็นน้ำแข็งอีกครั้ง

แต่เมื่อชั้นบรรยากาศร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบอันดับต้นๆ จึงปรากฏที่ขั้วโลกเหนือ
อุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงขึ้น ทำให้น้ำแข็งละลายมากขึ้นในฤดูร้อน
ทว่าปริมาณน้ำทะเลที่จะกลายเป็นน้ำแข็งในช่วงฤดูหนาวกลับลดลงตามไปด้วย
แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกเหนือจึงเล็กลงทีละน้อย ทีละน้อย

ข้อมูลในช่วง 100 ปีของศตวรรษที่ 20 ทำให้นักวิทยาศาสตร์รู้ว่า
แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกเหนือเริ่มมีขนาดเล็กลงตั้งแต่เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว
และลดลงจนมีขนาดเล็กที่สุด เหลือแค่ 5,000,000 ตารางกิโลเมตรในช่วงฤดูร้อนปี 2543
ไม่เพียงขนาดพื้นที่ที่หดเล็กลง แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกเหนือยังบางลงประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์
เมื่อเปรียบเทียบกับความหนาของมันที่เคยบันทึกไว้ในปี 2513

ล่าสุดเมื่อปี 2545 แผ่นน้ำแข็ง “วอร์ดฮันต์” ของประเทศแคนาดา
ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกได้แตกออกเป็น 2 ส่วน
สร้างความวิตกกังวลขนานใหญ่แก่บรรดานักวิทยาศาสตร์
เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
และในปี 2548 ก็เป็นครั้งแรกที่มีการรายงานว่า พบหมีขาวจมน้ำตาย

วิกฤตโลกร้อนทำให้แผ่นน้ำแข็งส่วนใหญ่ละลายอย่างรวดเร็วและบางลงเรื่อยๆ
มีไม่น้อยที่เปราะบางจนไม่สามารถรองรับน้ำหนักตัวของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่มีขนสีขาวปกคลุมร่างกายได้ มันเลยต้องลงไปลอยคออยู่ในทะเล
นอกจากจะว่ายน้ำกินปลาล่าแมวน้ำเป็นอาหารใส่ท้องแล้ว
มันยังต้องว่ายน้ำเป็นระยะทางไกลขึ้นเพื่อหาแผ่นน้ำแข็งที่หนาพอจะรองรับน้ำหนักของมันได้
…จึงน่าเป็นห่วงว่า หมีขาวจะเป็นสัตว์อีกชนิดที่ถูกวิกฤตโลกร้อนผลักเข้าสู่ภาวะใกล้สูญพันธุ์…

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเรื่องอุณหภูมิจากวงปีของต้นไม้ แกนน้ำแข็งที่ขุดจากขั้วโลก ชั้นตะกอนดิน ฯลฯ ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ได้ผลสรุปว่า…
อุณหภูมิของขั้วโลกเหนือวันนี้สูงที่สุดในรอบ 10,000 ปีที่ผ่านมา

พอหอมปากหอมคอกับขั้วโลกเหนือไปแล้ว ลองข้ามไปดูความเปลี่ยนแปลงที่ขั้วโลกใต้กันบ้าง
จากการเก็บข้อมูลระหว่าง พ.ศ. 2514 – 2546 นักวิทยาศาสตร์พบว่า
อุณหภูมิในฤดูหนาวของขั้วโลกใต้ก็เพิ่มขึ้นทีละน้อย กระทั่งสามารถสรุปได้ว่า อุณหภูมิในช่วงฤดูหนาวของที่นี่เพิ่มขึ้น 2.7 องศาเซลเซียสในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมา

มกราคม 2538 “ลาร์เซน-เอ” แผ่นน้ำแข็งขนาดเกือบ 2,000 ตารางกิโลเมตรแตกออกจากขั้วโลกใต้ ถัดมาในปี 2541 – 2542 แผ่นน้ำแข็งขนาดประมาณ 3,000 ตารางกิโลเมตรก็แตกออกจากแผ่นน้ำแข็ง “ลาร์เซน-บี”
ล่าสุดในปีเดียวกับที่วอร์ดฮันต์ทางขั้วโลกเหนือแตกออกเป็น 2 ส่วน
หน้าผาน้ำแข็ง“ลาร์เซน-บี” ซึ่งกว้างใหญ่ถึง 3,250 ตารางกิโลเมตร ก็แตกออกจากขั้วโลกใต้
กลายเป็นภูเขาน้ำแข็งหลายก้อนที่ลอยอยู่ในทะเล ทั้งหมดละลายเป็นน้ำภายในเวลา 35 วัน
…เป็นการแตกของน้ำแข็งขั้วโลกครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 30 ปี…
ถ้านับตั้งแต่ปี 2517 การแตกหักของแผ่นน้ำแข็งทำให้ขั้วโลกใต้สูญเสียพื้นที่ไปแล้วรวมทั้งสิ้น 17,500 ตารางกิโลเมตร

ด้วยเหตุที่วิกฤตโลกร้อนทำให้การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต้องหันมาหารือกันอีกครั้ง เพื่อศึกษาในประเด็นนี้อย่างจริงจัง
กระทั่งเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จึงมีการประกาศให้ปี 2550 เป็นปีขั้วโลกสากล
อันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินโครงการวิจัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เป็นครั้งที่ 4 ของการประกาศให้เป็นปีขั้วโลกสากล
ซึ่งแตกต่างจากปีขั้วโลกสากล 3 ครั้งที่ผ่านมา เพราะมุ่งประเด็นในการศึกษาวิกฤตโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงของแผ่นน้ำแข็ง ทั้งในเขตขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้
ผลกระทบต่อผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบขั้วโลก
รวมถึงผลกระทบที่มีต่อสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลซึ่งอาศัยอยู่ใต้แผ่นน้ำแข็งด้วย

บรรดานักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยประมาณ 50,000 คน จาก 63 ประเทศทั่วโลก จะต้องเข้าประชุมเพื่อเสนอผลงานวิจัยมากกว่า 200 ชิ้น และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน ซึ่งโครงการศึกษาขั้วโลกนี้จะดำเนินการต่อเนื่องจนถึงปี 2552 ด้วยวงเงินค่าใช้จ่ายประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

อุปกรณ์สำรวจทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็นเรือดำน้ำ เรือตัดน้ำแข็ง ดาวเทียม ฯลฯ ถูกระดมมาใช้งานอย่างเต็มที่ ทุกฝ่ายต่างก็คาดหวังว่า การศึกษาแบบร่วมมือกันทั่วโลกครั้งนี้จะช่วยให้พวกเขารู้และเข้าใจมากขึ้น เกี่ยวกับการเพิ่มของน้ำทะเลซึ่งเป็นผลจากการละลายของน้ำแข็งในแถบขั้วโลก

ส่วนผลการศึกษาจะออกมาเป็นอย่างไรนั้น
ต้องอดใจรอไปถึงปีหน้า…หรืออย่างช้าก็ปีถัดไป

หมายเหตุ- แก้ไขและตัดทอนจากที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์
ปีที่ 54 ฉบับที่ 35 วันศุกร์ที่ 25 – วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม 2550

Advertisements

5 thoughts on “ดินแดนหนาวสุดขั้วในยุคโลกร้อน

  1. สวัสดีค่ะ คุณคิ้วหนา :)

    ติดตามอ่านบล็อกมานาน ไม่ทราบจะขอรบกวนให้อีเมล์ติดต่อมาได้มั๊ยคะ มีเรื่องสนุกๆ อยากชวนไปทำ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ ;)

  2. ธรรมชาติต้องการจะบอกอะไรเราหรือ….

  3. ถึง คนชายขอบ
    ส่งอีเมลไปแล้วนะจ๊า :-)

    ถึง pickmeeup
    พวกเราใช้โลกฟุ่มเฟือยเกินไปหรือเปล่า
    ทำไมอะไรอะไรมันถึงแย่ลง
    ร่อยหรอทั้งปริมาณและคุณภาพเลยนะ

  4. ข้อมูลเรื่องนี้ เราติดตามอ่านมานานหลายปีมากแล้ว ตั้งแต่สมัยเรียนมหา’ลัย
    (นานมาก อย่าให้บอกว่ากี่ปี มันจะบ่งบอกความแก่พรรษาชัดไปหน่อย)
    แล้วคิดสิ่งที่กลัวก็เริ่มเป็นความจริง..และมากขึ้นเรื่อยๆ

    เราเคยน้ำตาตกในกับเรื่องของ เจ้าหมีขาว และเพนกวินน้อย
    เราเคยเถียงกะคนขับแท๊กซี่กับเรื่องนี้ จนเค้าแทบไล่ลงรถ

    ยิ่งมาอยู่ในประเทศที่เค้าว่ากันว่า เป็นตัวแม่ในการบริโภคอย่างนี้
    มาเห็นกับตา..ยิ่งโกรธ
    โกรธตัวเราเองที่ทำอะไรกับสิ่งที่เห็นไม่ได้เลย

  5. ถึง kampooh
    อย่าไปโกรธกับการกระทำไม่รักษ์โลกของคนอื่น
    มันจะเปลืองหัวใจและหมดแรงโดยไม่รู้ตัว
    ถ้ารู้ว่าควรลงมืออย่างไรก็ทำเลย ทำเป็นตัวอย่างไง

    ปล. อย่างน้อยแถวนี้ก็มีแนวร่วมลงมือเปลี่ยนแปลงโลกอีกหลายคนนะ