My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

ปฏิบัติการบอกลาอาหารนำเข้า

3 ความเห็น

ไอติมที่อยู่ในปากแทบจะสำลักติดคอ
เมื่อกวาดสายตาไปบนซองบรรจุภัณฑ์แล้วพบคำว่า
“ผลิตจากประเทศจีน”

แม้จะคุ้นชินกับสารพันสินค้า Made in China ที่วางขายในราคาแสนถูก
แต่ไอติมธรรมดาๆ ที่หาซื้อได้ทั่วไปชิ้นนี้
ก็ยังสร้างความประหลาดใจครั้งใหญ่ให้กับเราอยู่ดี

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า อาหารซึ่งเดินทางมาไกลกว่า 3,000 กิโลเมตร จากปักกิ่งถึงกรุงเทพฯ
แถมยังต้องเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า -18 องศาเซลเซียสตลอดเวลา
(ตามที่ระบุไว้บนซองบรรจุภัณฑ์)
จะสามารถวางขายได้ในราคาเพียง 10 บาท!!!

หลายคำถามผุดโผล่ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ต้นทุนของมันตกชิ้นละเท่าไหร่กันแน่
ค่าน้ำมันที่ถีบตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่สร้างภาระสำหรับการขนส่งเลยรึ
หรือจะเป็นเพราะมาตรการส่งเสริมการลงทุน
แถมพ่วงด้วยอานุภาพของข้อตกลงการค้าเสรี ฯลฯ
..แน่นอนว่า ข้อสงสัยทั้งหมดนี้ เราหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้..

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด การผลิตไอติมในประเทศจีนแล้วส่งกลับมาขายผู้บริโภคชาวไทย
ก็คุ้มค่าต่อการลงทุนมากกว่าการตั้งโรงงานผลิตในบ้านเราเองไปเสียแล้ว
นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ในมุมของผู้ผลิต การลดต้นทุนให้เหลือน้อยที่สุด
เพื่อที่จะขายสินค้าในราคาย่อมเยาและสร้างกำไรตอบแทนได้เป็นกอบเป็นกำ
ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับต้นๆ

แต่เรากลับมองเห็นว่า ในราคา 10 บาทนั้นมีรายจ่ายทางสิ่งแวดล้อมซ่อนอยู่
มันเป็นรายจ่ายที่กำลังซ้ำเติมปัญหาโลกร้อนและจะสร้างความเดือดร้อนแก่ทุกชีวิตบนโลก
นั่นคือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างการขนส่งอาหาร

เพราะอาหารที่ต้องเดินทางไกลๆ จากแหล่งผลิตต้นทางไปสู่ปากและท้องของผู้บริโภค
ผลาญพลังงานมากกว่าอาหารที่ผลิตและบริโภคกันเองภายในท้องถิ่นหรือภายในประเทศไม่รู้กี่เท่า

ในฐานะสื่อมวลชนสายสิ่งแวดล้อม
เราก็ไม่อยากให้รอยตีนฝากโลก (Carbon Footprint) ของตัวเองบิ๊กเบิ้มไปกว่านี้
จึงพยายาม “ลด-ละ” การบริโภคอาหารที่นำเข้าจากต่างประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ยอมรับตามตรง..มันเป็นโจทย์ที่ไม่ง่ายเลยสำหรับชีวิตคนเมือง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่อาหารจากทุกสารทิศทั่วโลก
ถูกส่งมาวางยั่วน้ำลายอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน

นอกจากจะฟาดฟันกับกิเลสว่าด้วยความอยากกินที่เกิดขึ้นภายในใจตัวเองแล้ว
เรายังต้องเพิ่มความรอบคอบในการเลือกซื้ออาหาร
ด้วยการอ่านรายละเอียดที่ปรากฏอยู่บนบรรจุภัณฑ์อย่างถ้วนถี่
หากเป็นผักผลไม้ในตลาดสดก็ต้องพิจารณาว่า มันปลูกในประเทศไทยหรือเปล่า
อันไหนที่ไม่แน่ใจ พ่อค้าแม่ค้าพอจะช่วยตอบข้อสงสัยของเราได้

ผลลัพธ์ที่ตามมาไม่ใช่แค่การมีส่วนร่วมด้วยช่วยชะลอวิกฤตโลกร้อน
แต่ความอิ่มของเรายังถูกส่งต่อไปถึงปากท้องของเกษตรกรและผู้ผลิตชาวไทย
อีกทั้งเงินทองก็หมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ
มีข้อดีให้เห็นถึง 3 ต่อเช่นนี้ คุณเริ่มรู้สึกอยากจะโบกมือลาอาหารที่ผลิตจากต่างประเทศขึ้นมาบ้างหรือยัง

“ปฏิบัติการบอกลาอาหารนำเข้า” เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ (น่าจะ) ทำได้
ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่
..คุณพร้อมจะลงมือเมื่อไหร่..เท่านั้นเอง

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “HER VOICE”
นิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนมิถุนายน 2551

Advertisements

3 thoughts on “ปฏิบัติการบอกลาอาหารนำเข้า

  1. บางที บางครั้ง เราก็เคยเห็นว่า ผู้บริโภคส่วนหนึ่ง ก็มีค่านิยมว่า
    ของนอก หรือ ของนำเข้ามีคุณภาพดีกว่าของผลิตในประเทศเราเอง
    มันคงเป็นคนละประเด็นกับเรื่องราคาถูกหรือแพง
    แต่มันเป็นเรื่องของความมั่นใจ หรือรสนิยมของผู้บริโภคด้วยแหละ

    อันนี้แหละเราว่าสำคัญ ที่จะทำให้คนหันมามั่นใจในคุณภาพของที่ผลิตในไทย
    มันก็น่าจะควบคู่กันไปหรือเปล่า ทั้งคนซื้อ และคนผลิต

    อันนี้เป็นความเห็นเรานะ

  2. หากเป็นเมื่อก่อน เรายังพอหวังได้กับ กลไกภาษี
    แต่โลกธุรกิจ ก็เพิ่งทลายกำแพงที่ว่า ไปได้ไม่นาน

    กำแพงทัศนคติ อย่างคุณ kampooh ว่านั่น
    จะสร้างทันหรือเปล่า … น่าคิดเหมือนกัน คุณคิ้วฯ

    ว่ากันว่า จิตสำนึกเติบโตได้ดี ระหว่าง 0-3 ขวบ ขอรับ

    : )

  3. ถึง kampooh
    ข้าวของเครื่องใช้จากต่างประเทศ
    บ้างก็ดีกว่า บ้างก็ห่วยกว่า

    แต่สำหรับอาหาร
    ถ้าคนไทยปลูกได้เอง เลี้ยงได้เอง ผลิตได้เอง
    จะแห่ไปกินอาหารที่ผลิตจากต่างประเทศไทยทำไม
    ไม่รู้ดิ เรามองว่าอาหารของคนไทยเองก็มีดีไม่แพ้ใคร
    อย่างผักผลไม้ถ้ารู้ว่ามาจากจีน เราก็ไม่ซื้อเลยนะ
    (อาจจะเป็น “ข้า” นิยมของเราคนเดียว..555)

    ส่วนอาหารที่ปลูกไม่ได้หรือผลิตไม่ได้ในเมืองไทย
    เพราะสภาพดินฟ้าอากาศไม่เอื้ออำนวย
    พอขนเข้ามาขายก็แพงหูฉี่ทั้งน้าน
    เชอรี่งี้ กีวีงี้ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์งี้
    เราจ่ายไม่ไหว ก็เลยตัดใจไม่กินได้อย่างง่ายดาย
    ่(นี่ก็ “ข้า” นิยมของเราคนเดียวอีกเช่นกัน..555)

    ถึง khun_aut
    จิตสำนึกเติบโตได้ดีระหว่าง 0-3 ขวบเองเหรอ..
    โหย..ทำไมมันช่วงสั้นจัง
    ถ้าเลยกว่านั้นแล้วจะปลูกจิตสำนึกขึ้นไหมอะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s