My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

เกาะติดภารกิจ “Quit Coal” ของนักรบสายรุ้ง (5)

5.
ภายใต้ผืนฟ้ากว้างสีมืด เรนโบว์ วอริเออร์ยังคงมุ่งหน้าสู่เกาะล้าน จ. ชลบุรี โดยคาดว่าจะไปถึงปลายทางในช่วงเวลาใกล้เที่ยงคืน

ห้องควบคุมการเดินเรือยามนี้มีเพียงชายวัย 41 ปีคอยตรวจตราความเรียบร้อย
ซึ่งหากไม่มีเหตุฉุกเฉินให้ต้องวิ่งวุ่นแก้ปัญหา นี่คือช่วงเวลาผ่อนคลายที่สุดของกัปตันชาวแอฟริกาใต้ที่ชื่อไมเคิล ฟินเกน และถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับการพูดคุย

กัปตันไมค์เริ่มบทสนทนาด้วยการเล่าย้อนไปถึงแรงบันดาลใจในวัยเยาว์
“ผมชื่นชอบการเดินป่าและการท่องเที่ยวธรรมชาติมาตั้งแต่เด็ก จนอยากจะเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าในอุทยานแห่งชาติ”

ความชอบของเด็กชายพัฒนาขึ้นมามาเป็นความรักและความรู้สึกอยากจะดูแลปกป้องสิ่งแวดล้อมเมื่อเขาอายุ 24 ปีและมีสวนผักอินทรีย์ของตนเอง
“เป็นสวนเล็กๆ ปลูกผักและข้าวโพด เอาไว้กินกันในครอบครัวและแบ่งปันให้เพื่อนฝูงบ้าง” กัปตันไมค์ระลึกความหลังอย่างอารมณ์ดี

เขาเปิดเผย ว่า เขาไม่รู้จักองค์กรนี้มาก่อน แต่หลังจากที่ทำงานกับเรือขนส่งสินค้ามาเกือบสิบปี
กระแสน้ำและคลื่นลมทะเลก็พาเขาไปพบกับความท้าทายใหม่ในชีวิต

“ผมรู้จักกรีนพีซเป็นครั้งแรกเมื่อเรือขนส่งสินค้าของผมต้องไปจอดเทียบท่าที่แคนาดาในปี 2537
ผมสนใจองค์กรนี้และเริ่มติดต่อกับกรีนพีซ สองปีถัดมาผมก็เข้ามาเป็นลูกเรือเต็มตัว
ใช้เวลาประมาณ 10 ปีในการสะสมประสบการณ์และชั่วโมงทำงานในทะเล
กระทั่งได้เป็นกัปตันของเรนโบว์ วอริเออร์” กัปตันไมค์เล่าด้วยความภาคภูมิใจ

ไมเคิล ฟินเกน กัปตันมือใหม่เริ่มงานวันแรกในเดือนสิงหาคม 2549 ด้วยการเข้าช่วยชีวิตผู้หญิง 3 คนในเรือยอร์ชที่กำลังจะจม
วัดถัดมากัปตันไมค์ต้องปฏิบัติภารกิจ “หยุดการจับปลาทูน่า” ที่ประเทศฝรั่งเศส
ทว่าเรือของเขากลับถูกล้อมด้วยเรือประมง

“พวกเขานำเรือมาล้อมเรนโบว์ วอริเออร์ โยนเชือกและปีนขึ้นมา
เรือของผมถูกล้อมอยู่ในสภาพนั้นเป็นเวลา 3 วันจนกลายเป็นข่าว
มีการตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้คนให้ความสนใจและอยากรู้ว่าชาวประมงทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร
นั่นทำให้เรามีโอกาสบอกกับสังคมว่า ชาวประมงมาล้อมเรือของผมไว้เพราะไม่อยากให้ผมและลูกเรือของผมบอกความจริงกับสังคมว่า ปลาทูน่ากำลังลดจำนวนลง เหลือน้อยลงเรื่อยๆ เพราะการทำประมงเกินขนาด นี่เป็นการเริ่มต้นงานกัปตันที่น่าตื่นเต้นมากๆ ”

และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่กัปตันไมค์ประทับใจมากที่สุดในระหว่างปฏิบัติหน้าที่บนเรือเรนโบว์ วอริเออร์ เกิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

“เช้าวันนั้นผมต้องเดินทางจากอินโดนีเซียมุ่งหน้าสู่นิวซีแลนด์
พอเห็นภูเขาไฟระเบิดก็เลยเปลี่ยนเส้นทางเล็กน้อย
แล่นเรือเข้าไปใกล้มากขึ้นจนกระทั่งได้ยินเสียงระเบิด บึม บึม
เห็นควัน เห็นหินร้อนสีแดงกระเด็นออกมาจากปล่องภูเขาไฟ ตกลงมาในทะเลแล้วมีไอน้ำพุ่งขึ้นมา
สักพักเรือทั้งลำก็เต็มไปด้วยขี้เถ้า เสื้อลูกเรือก็เปื้อนขี้เถ้า มันดูตลกดี แต่ก็น่าประทับใจ”
กัปตันไมค์เล่าพร้อมกับทำท่าทางประกอบ
น้ำเสียงของเขายังดูตื่นเต้นเหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

ปัจจุบัน กรีนพีซมีเรือสำหรับกิจกรรมรณรงค์ระหว่างประเทศรวม 3 ลำ
โดยชายร่างผอมคนนี้รับหน้าที่กัปตันเฉพาะเรือเรนโบว์ วอริเออร์เท่านั้น
เพราะประทับใจในความพิเศษของเรือใบติดมอเตอร์ลำนี้ที่สามารถกางใบแล่นได้ในจังหวะที่กระแสลมดีๆ
ขณะที่เรืออีก 2 ลำ คือ อาร์คติก ซันไรส์ (The Arctic Sunrise) และเอสเปอแรนซา (The Esperanza) ต้องเดินทางโดยพึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียว

“กัปตันประจำเรือเรนโบว์ วอริเออร์คือความฝันตั้งแต่วันแรกและวันนี้ฝันของผมก็เป็นจริง
ผมได้รับการต้อนรับมากมายตลอดการทำหน้าที่เป็นกัปตัน
แต่ที่ประจวบคีรีขันธ์ แม้ชาวบ้านจะกำลังเผชิญกับปัญหา
พวกเขาก็ยังต้อนรับผมและลูกเรือด้วยบรรยากาศแห่งความสุข
มีดอกไม้มากมาย มีคนมากมายเข้ามาจับมือผม มีการเต้น การร้องเพลง
ใบหน้าของทุกคนดูมีความสุขมากที่ผมและลูกเรือไปที่นั่นและผมเองก็มีความสุขมากเช่นกัน
นี่เป็นการต้อนรับที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ผมเคยเจอ” กัปตันไมค์ตอบด้วยแววตาเป็นประกาย

เขาเล่าถึงความรู้สึกที่มีต่อชาวประจวบคีรีขันธ์ซึ่งกำลังเผชิญกับโครงการโรงถลุงเหล็กที่ อ.บางสะพาน และโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 4,000 เมกะวัตต์ที่ อ. ทับสะแกว่า

“ผมรู้สึกเห็นใจชาวบ้าน แต่ขณะเดียวกันผมก็รู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพวกเขา
ผมรับรู้ได้ถึงความเข้มแข็งของพวกเขา
ผมคิดว่าทั้งผมและลูกเรือน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวบ้านยืนหยัดสู้ต่อไปได้
ขณะเดียวกันพลังการต่อสู้ของชาวบ้านก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมและลูกเรือทุกคนยืนหยัดสู้ต่อไปได้ด้วยเช่นกัน
เหมือนว่าเราต่างเป็นแรงบันดาลใจให้กันและกัน”

“ผมเชื่อมั่นโดยไม่ลังเลว่า ชาวประจวบฯ จะสามารถยืนหยัดคัดค้านการก่อสร้างโรงถลุงเหล็กและโรงไฟฟ้าถ่านหินได้สำเร็จ”

…นี่คือคำพูดสุดท้ายที่กัปตันไมค์ฝากถึงชาวประจวบคีรีขันธ์
.
.
.
.
.
ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “บันทึกบนเส้นทาง”
นิตยสารโลกสีเขียว ฉบับที่ 100 เดือนกันยายน-ตุลาคม 2551

Advertisements

การแสดงความเห็นถูกปิด