My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

ไม่ใช่แค่เรื่องกล้วยๆ

4 ความเห็น

กลายเป็นข่าวฮือฮาในช่วงปลายเดือนตุลาคมปีที่แล้ว
เมื่อชาวญี่ปุ่นแย่งกันซื้อกล้วยหอมจนเกลี้ยงซูเปอร์มาร์เก็ต!!
ปรากฏการณ์กล้วยหอมขาดตลาดเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นได้อย่างไร
…และทำไมมันจึงไม่ใช่แค่ “เรื่องกล้วยๆ”

banana01

กล้วยหอมครองอันดับผลไม้ยอดนิยมของชาวญี่ปุ่นมานานหลายปี
จากสถิติในปี 2550 ชาวญี่ปุ่นบริโภคกล้วยหอมมากถึง 970,000 ตัน
แต่ความต้องการของผู้บริโภคแดนปลาดิบก็พุ่งพรวดถึงขีดสุดในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา
เพียงเพราะกล้วยหอมคือเคล็ดลับของการลดน้ำหนักที่ได้รับการบอกต่อว่า…ง่ายและได้ผล

ผู้จุดกระแสแห่กินกล้วยหอมเป็นเภสัชกรหญิงวัย 31 ปีที่ชื่อ ซูมิโกะ วาตานาเบะ
เธอพยายามคิดค้นหนทางกำจัดความอ้วนในรูปแบบที่ไม่ต้องทรมานกับการอดอาหาร
หรือออกกำลังกายจนเหน็ดเหนื่อย
ด้วยเล็งเห็นว่ากล้วยหอมเป็นผลไม้ที่เต็มไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ แต่มีแคลอรี่ต่ำ
ซูมิโกะจึงออกแบบสูตรลดความอ้วนสำหรับฮิโตชิ ผู้เป็นสามี
โดยให้เขากินกล้วยหอมพร้อมน้ำเปล่าเป็นอาหารเช้า
อีกสองมื้อที่เหลือจะเลือกรับประทานอะไรก็ได้ โดยมีเงื่อนไข…
มื้อเย็นต้องเสร็จสิ้นก่อนสองทุ่ม งดของหวานหลังอาหาร และเข้านอนก่อนเที่ยงคืน

ผลปรากฏว่า เพียงเดือนแรกน้ำหนักของฮิโตชิหายไปเกือบ 2 กิโลกรัมแล้วลดลงอย่างต่อเนื่อง
เมื่อครบหนึ่งปีสามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 17 กิโลกรัม
เขาจึงแบ่งปันเรื่องราวความสำเร็จดังกล่าวลงในชุมชนออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น
โดยไม่คาดคิดว่าจะได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม
กระทั่งสูตรลดความอ้วนนี้ได้รับการพูดถึงในรายการโทรทัศน์
แฟชั่นกินกล้วยหอมมื้อเช้าเลยยิ่งระบาดไปทั่วญี่ปุ่น
และทำให้กล้วยหอมหมดไปจากซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

banana02

แน่นอนว่าทั้งทำเลที่ตั้งและสภาพภูมิอากาศของญี่ปุ่นนั้น
ไม่เหมาะสมกับการปลูกกล้วยหอมเลยแม้แต่น้อย
กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของกล้วยหอมที่วางขายอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วญี่ปุ่น
จึงต้องนำเข้ามาจากประเทศฟิลิปปินส์
ลำพังการขนส่งอาหารข้ามน้ำข้ามทะเลก็ผลาญเชื้อเพลิงและซ้ำเติมวิกฤตโลกร้อนมากพอแล้ว
แต่สำหรับกรณีนี้ มันยังมีปัญหาสิ่งแวดล้อมซ่อนอยู่ที่ต้นทางการปลูกอีกด้วย

เกาะมินดาเนาทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์คือสถานที่ที่ปลูกกล้วยหอมกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
ผลผลิตจากเกาะนี้เพียงแห่งเดียวคิดเป็นปริมาณมากถึง 75 เปอร์เซ็นต์ของกล้วยหอมทั้งหมดที่ฟิลิปปินส์ส่งออก
โดยบริษัทเอกชนหลายแห่งซึ่งรวมตัวกันอยู่ภายใต้สมาคมผู้ปลูกและผู้ส่งออกกล้วยหอมแห่งฟิลิปปินส์จะเข้าครอบครองที่ดินและจ้างคนงานให้ผลิตกล้วยหอมชั้นเลิศ
เพื่อส่งขายแก่บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เช่น Del Monte, Dole, Chiquita
และบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Sumitomo
…นี่ดูจะเป็นเรื่องปกติของระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน

ทว่าสิ่งที่กำลังคุกคามสุขภาพของทั้งคนงานและชาวบ้านอีกกว่าสี่หมื่นชีวิต
ที่อาศัยอยู่รอบๆ สวนกล้วยในเมืองดาเวา บนเกาะมินดาเนาก็คือ
การฉีดพ่นสารเคมีโดยใช้เครื่องบินขนาดเล็ก ดังที่ปรากฏในคลิปวิดีโอด้านล่างนี้

บนท้องฟ้าเหนือทิวกล้วยคือเครื่องบินที่โฉบร่อนพร้อมกับปล่อยละอองสีขาวเป็นทางยาว
แต่เมื่อมองเข้าไปยังชีวิตที่อาศัยอยู่ในสวนกล้วยก็จะพบกับ…
ความหวาดกลัวของเด็กๆ ในทุกคราวที่เครื่องบินส่งเสียงกระหึ่มก้องอยู่เหนือหัว
รวมถึงร่างกายของทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่ออกอาการทนไม่ไหวกับฤทธิ์ของละอองเคมี
ไม่ว่าจะเป็นผื่นแดงคันคะเยอบนผิวหนัง คลื่นไส้วิงเวียน
ไปจนถึงขั้นรุนแรง เช่น เป็นโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง ตาบอด และเสียชีวิต

สารเคมีจำนวนมากกระจายอยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วบริเวณ
ลำธารและบ่อน้ำตื้นปนเปื้อนสารแปลกปลอมจนไม่สามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย
เช่นเดียวกับสัตว์ในแหล่งน้ำเหล่านั้น

หลังจากจมอยู่กับสภาพอาบละอองเคมีเป็นเวลานาน
ในที่สุดผู้ได้รับผลกระทบกลุ่มนี้ก็รวมตัวกันลุกขึ้นประท้วงเมื่อเดือนเมษายน 2549
เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลท้องถิ่นของเมืองดาเวาออกกฎหมายห้ามใช้เครื่องบินฉีดพ่นสารเคมี
และค่อยๆ พัฒนาขึ้นเป็นการรณรงค์…
“Stop the Toxic Shower: Ban Aerial Spraying in Davao City”

protest-01

แคมเปญที่สื่อสารออกไปได้รับร่วมมืออย่างดีจากทุกภาคส่วน
ทั้งประชาชนทั่วไป นักสิ่งแวดล้อม ผู้นำศาสนา สื่อมวลชน นักวิชาการ ฯลฯ
การรณรงค์เข้มข้นต่อเนื่องทำให้รัฐบาลท้องถิ่นของเมืองดาเวาเห็นความสำคัญของปัญหา
อันนำไปสู่การสอบสวนหาข้อเท็จจริง กระทั่งสามารถผลักดันเป็นกฎหมายท้องถิ่น “ห้ามการฉีดพ่นสารเคมีด้วยเครื่องบิน” ได้สำเร็จเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2550

เงื่อนไขของกฎหมายท้องถิ่นฉบับนั้นระบุให้บริษัทที่ปลูกกล้วยหอมในเมืองดาเวายกเลิกการฉีดพ่นสารเคมีทางอากาศและปรับเปลี่ยนไปใช้การฉีดพ่นสารเคมีในระดับพื้นดินแทน
ภายในระยะเวลา 3 เดือนหลังจากที่กฎหมายเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 มีนาคม 2550

ความดีใจในชัยชนะยกแรกอยู่กับกลุ่มผู้ประท้วงเพียงชั่วคราว
เมื่อบริษัทปลูกกล้วยหอมทั้งหมดตัดสินใจยื่นคำร้องต่อศาลในเดือนเมษายน 2550
เพื่อขอให้ระงับการใช้กฎหมายฉบับดังกล่าว โดยอ้างว่า…
ระยะเวลา 3 เดือนนั้นน้อยเกินไปสำหรับการเปลี่ยนแปลงวิธีฉีดพ่นสารเคมีทั้งระบบ
และขอขยายเวลาออกไปเป็น 3 ปี

นอกจากนี้ยังได้ยื่นฟ้องรัฐบาลท้องถิ่นเมืองดาเวาที่ออกกฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม
อันจะนำมาซึ่งความเสียหายต่อธุรกิจการส่งออกกล้วยหอมอีกด้วย

การยื่นฟ้องของบริษัทปลูกกล้วยยิ่งทำให้คดีนี้ได้รับความสนใจมากขึ้น
เพราะเป็นการต่อสู้ระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจกับสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

กระบวนการไต่สวนเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2550
และดำเนินไปอย่างต่อเนื่องนานหลายเดือน
กระทั่งศาลอุทธรณ์มีคำสั่งระงับใช้กฎหมายท้องถิ่น “ห้ามการฉีดพ่นสารเคมีด้วยเครื่องบิน” ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2551
และขอเวลา 6 เดือนสำหรับการพิจารณาเรื่องนี้โดยละเอียด

ทว่าเมื่อครบกำหนดในวันที่ 28 กรกฎาคม ศาลอุทธรณ์ก็ยังไม่สามารถสรุปคำตัดสินได้
สร้างความไม่พอใจให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างมาก
พวกเขาจึงรวมตัวกันไปประท้วงที่หน้าศาลอุทธรณ์ในช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
เพื่อประณามการทำงานที่ล่าช้าจนเหมือนไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย พร้อมกับตั้งคำถาม…
หรือความยุติธรรมจะเลือกยืนอยู่ข้างกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่…
หรือชีวิตของเพื่อนมนุษย์ไม่สำคัญเท่าผลกำไร…

protest-03

10 พฤศจิกายน 2551 มีการรวมตัวกันหน้าศาลอุทธรณ์อีกครั้ง
เพื่อเรียกร้องให้ศาลสรุปผลการตัดสินคดี และปักหลักประท้วงเรื่อยยาวมาจนถึงช่วงสิ้นปี
จนถึงวันนี้ยังไม่มีความคืบหน้าว่า กฎหมายท้องถิ่น “ห้ามการฉีดพ่นสารเคมีด้วยเครื่องบิน” ในเมืองดาเวาจะถูกระงับใช้ไปอย่างถาวรหรือไม่
แต่ที่แน่ๆ ก็คือ เครื่องบินเล็กยังร่อนโปรยสารเคมีเป็นประจำทุกเช้า
…เหมือนไม่เคยรับรู้ความเดือดร้อนของผู้คน

ด้วยเหตุนี้ ทุกข์ของคนญี่ปุ่นที่ต้องวิ่งหาซื้อกล้วยมาช่วยลดน้ำหนัก
กับทุกข์ของผู้ปลูกกล้วยชาวฟิลิปปินส์ที่เผชิญหน้ากับสารเคมีเป็นกิจวัตร
จึงสัมพันธ์กันอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียวของกระแสบริโภคในยุคโลกเล็กลง
ที่กำลังสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมและความเดือนร้อนให้แก่ชีวิตที่ต้นทางการผลิตอาหาร
โดยที่ผู้บริโภคเองก็อาจจะไม่รู้ตัวว่าตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

สารพัดอาหารที่วางขายในท้องตลาดซ่อนคราบน้ำตาของผู้ผลิตต้นทางไว้หรือไม่…
จึงเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคควรจะต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อด้วยเช่นกัน

Advertisements

4 thoughts on “ไม่ใช่แค่เรื่องกล้วยๆ

  1. อือ … น่าเห็นใจจริงๆ เฮ้อ … ถือเป็นบทเรียนที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกนะครับ

  2. ผมอยากจะติดต่อเป็นการส่วนตัวกับคุณคิ้วหนานะครับ

    เป็นเรื่องด่วนมากๆ หากได้รับการให้คำปรึกษาจะเป็นเรื่องที่ดีมาก

    เนื่องจากผมมีโอกาสได้เข้าถึงเรื่องเกี่ยวกับที่คุณคิ้วหนาเขียนถึง(ที่มาของการเข้าถึงเรื่องราวและรายละเอียดจะบอกในภายหลังเป็นการส่วนตัว แต่อยากให้ติดต่อโดยด่วนนะคับ เน้นว่าด่วนมากๆ)

    ปล. ผมตามอ่านเนื้อหามาพอสมควร แต่อยากจะขอพูดคุยเป็นการส่วนตัวมากกว่าเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยน่ะคับ

    email -> kyoshirozung@hotmail.com

  3. ถ้าประเทศนำเข้าให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น น่าจะเป็นกรอบหรือเงื่อนไขในการผลิตให้ประเทศส่งออกคำนึงถึงชีวิตและสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย … หรือเปล่า?

  4. กล้่วยหอมลดความอ้วนได้รึปล่าวค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s