My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

ล่องเรือแม่กลอง…รื่นรมย์และความกังวลเรื่องหิ่งห้อย

7 ความเห็น

1.
มาเยือนแม่กลองทั้งที เราก็อยากจะนั่งเรือชมแสงวิบวับรอบต้นลำพูอยู่เหมือนกัน
แต่เนื่องจากเป็นช่วงเวลาปิดฤดูกาลท่องเที่ยวชมหิ่งห้อย
จึงต้องเปลี่ยนโปรแกรมมาชมสภาพธรรมชาติริมฝั่งแม่กลองยามเช้า

แม้จะมาพร้อมหน้า ณ จุดนัดหมายตอน 7 โมง เราก็ไม่อาจเริ่มต้นทริปได้ตามที่วางแผนไว้
เพราะระดับน้ำยังไม่เป็นใจกับการพายเรือลัดเลาะเข้าลำคลองสายย่อย
ต้องรอให้น้ำขึ้นอีกสักหน่อย กระทั่ง 8 โมงนั่นแหละจึงได้สวมชูชีพและย้ายตัวเองลงเรือ

…อยากท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติก็ต้องเปิดใจยอมรับเงื่อนไขของธรรมชาติเป็นอันดับแรก…

ลุงมนัส สวามิตร ชายวัย 70 ปี ชาวบ้านลมทวนผู้รับหน้าที่ฝีพายและควบคุมท้ายเรือ
เปิดฉากสนทนาด้วยการอธิบายเส้นทางการล่องเรือว่า จะเลี้ยวเข้าคลองละคร คลองบางกั้ง
แล้วค่อยลัดเลาะออกสู่แม่น้ำแม่กลอง ผ่านแหลมลมทวนเพื่อวนกลับมาที่จุดเดิม

ส่วนพาหนะซึ่งเป็นพระเอกในวันนี้คือเรือมาดขนาดใหญ่
ที่ขุดจากไม้ทั้งต้น สามารถรองรับผู้โดยสารได้นับสิบคนเลยทีเดียว

ทั้งสองฝั่งของคลองเล็กๆ เขียวครึ้มไปด้วยต้นไม้นานาชนิด บ้านเรือนกระจายกันอยู่ห่างๆ
ส่วนใหญ่เป็นเรือนไม้ที่ดูกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม โดยในทุกหลังที่เรือแล่นผ่าน
เราจะได้ยินลุงมนัสตะโกนทักทายผู้คนในบ้านอย่างอารมณ์ดี

เมื่อเลี้ยวออกมาสู่แม่น้ำแม่กลองก็เจอกับป้าย “เขตอนุรักษ์หิ่งห้อยบ้านลมทวน”
และแนวทุ่นลอยซึ่งใช้เป็นเส้นแบ่งให้เรือเครื่องหรือเรือหางยาวแล่นอยู่ด้านนอก
เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่เรือพายที่แล่นอยู่ในแนวทุ่นลอยใกล้ฝั่ง

ที่ดินริมฝั่งแม่น้ำหลายบริเวณโดนคลื่นเล่นงานหนัก
กำแพงคอนกรีตถูกก่อสร้างขึ้นมาในเขตพื้นที่ส่วนบุคคลเพื่อรับมือกับปัญหา
ขณะที่ชายฝั่งธรรมชาติปรากฏร่องรอยการกัดเซาะชายฝั่งให้เห็น
คือแทนที่ตลิ่งจะค่อยๆ ลาดเอียงลงสู่แม่น้ำ
ก็กลายเป็นภาพตัดขวางของชั้นดินที่มีรากพืชแทรกอยู่
เพราะดินตรงนั้นถูกคลื่นเซาะจนพังลงแม่น้ำไปแล้วทั้งกะบิ
ต้นไม้ใหญ่บางต้นรากลอยพ้นดินและเริ่มเอนจนน่ากลัวว่าจะล้มลงในไม่ช้า
…นี่คือผลจากความเฟื่องฟูด้านการท่องเที่ยวอย่างนั้นหรือ?

แล้วก็มาถึงแหลมลมทวนซึ่งยังคงสภาพธรรมชาติไว้ค่อนข้างมาก
ต้นไม้ขึ้นปกคลุมหนาแน่นตลอดแนวตลิ่ง ทั้งลำพู โกงกาง แสม จาก และอีกสารพัด
แม้จะเป็นหนึ่งในจุดชมหิ่งห้อยของแม่กลอง
แต่ในเวลานี้มีเพียงชาวบ้านที่ลอยเรือตกกุ้งแม่น้ำอยู่ใกล้ป่าชายเลน

การล่องเรือพายในเวลาชั่วโมงกว่าๆ ไม่เพียงพาเราไปพบกับความเงียบสงบของแม่กลอง
แต่ยังทำให้เราได้รู้อะไรอีกมากมายจากการพูดคุยระหว่างการเดินทางอันเนิบช้าและน่ารื่นรมย์
บรรยากาศการสนทนาเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้นแน่ๆ ถ้าเราสัญจรด้วยเรือหางยาว

2.
ย้อนกลับไปก่อนลงเรือ เกือบหนึ่งชั่วโมงระหว่างรอน้ำขึ้นเป็นช่วงที่เรามีโอกาสพูดคุยกับปรีชา เจี๊ยบหยู ประธานกลุ่มชุมชนบ้านลมทวน ถึงกระแสการท่องเที่ยวที่กำลังทำร้ายประชากรหิ่งห้อยและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านละแวกนี้

ลุงปรีชาเล่าให้ฟังว่า การท่องเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาและชมหิ่งห้อยยามค่ำคืน เริ่มเป็นที่นิยมมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2548 จนถึงวันนี้เรือหางยาวติดเครื่องยนต์จากไม่กี่สิบลำก็เพิ่มขึ้นเป็นสองร้อยกว่าลำ

นักท่องเที่ยวหลายคนอาจเข้าใจว่า จุดชมหิ่งห้อยที่เรือหางยาวพาไปนั้นอยู่ในอำเภออัมพวา
แต่จริงๆ แล้วเรือหางยาวเหล่านั้นต้องแล่นจากตลาดน้ำอัมพวาเป็นระยะทางสิบกว่ากิโลเมตร
มายังจุดชมหิ่งห้อยที่กระจายอยู่ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำแม่กลอง

“ช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์เนี่ย เรือเครื่องจากอัมพวาวิ่งมาดูหิ่งห้อยกันเป็นร้อยลำเลยนะ
อย่างแหลมวัดบางกะพ้อม แหลมวัดแก้วฟ้า ซึ่งเคยมีหิ่งห้อยเยอะเดี๋ยวนี้ก็ไม่เหลือแล้ว
แหลมวัดแม่น้ำกับแหลมวัดท้ายหาดก็เหลือน้อยแล้ว
และหิ่งห้อยที่แหลมลมทวนของเราก็กำลังจะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์”
ลุงปรีชากล่าวด้วยแววตากังวล

เพราะแหลมลมทวนเป็นหนึ่งในจุดชมหิ่งห้อยที่ได้รับความนิยม
ชีวิตของชาวบ้านลมทวนจึงโดนคุกคามจากเสียงเครื่องยนต์เรือและคลื่นสูงที่กัดเซาะจนตลิ่งพัง
ถึงขนาดที่บางบ้านต้องตัดต้นลำพูทิ้งเพราะถูกรบกวนจนทนไม่ไหว

แม้จะไม่มีอำนาจในการห้ามปรามเจ้าของเรือเครื่องซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา
แต่พวกเขามีสิทธิที่จะจัดการและดูแลทรัพยากรในท้องถิ่น
ชาวบ้านลมทวนหมู่ 6, 7 และ 8 ต.บ้านปรก อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม
จึงรวมตัวกันในนามของกลุ่มชุมชนบ้านลมทวน ดำเนินโครงการพายเรือชมหิ่งห้อย
เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมความงามของธรรมชาติในวิถีที่เป็นมิตรกับธรรมชาติด้วยเช่นกัน

“ชาวบ้านลมทวนไม่ใช้เรือเครื่องเลยนะ ใช้เรือพายทั้งหมดรับนักท่องเที่ยว” ลุงปรีชาย้ำ

“สื่อใหญ่ๆ อย่างหนังสือพิมพ์หลายฉบับก็ช่วยรณรงค์เรื่องนี้
แต่ก็มีนักท่องเที่ยวประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เลือกนั่งเรือพายไปชมหิ่งห้อย”

ประธานกลุ่มชุมชนบ้านลมทวนต่อสู้เรื่องการอนุรักษ์หิ่งห้อยมาเกือบ 2 ปีแล้ว
พยายามหารือวางแผนกับ อบต. ที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่มีการตอบรับเท่าที่ควร
ความพยายามนี้จึงยังเดินไปไม่ถึงความสำเร็จที่ปลายทาง
เขาคาดการณ์ว่า ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป ปีหน้าก็คงไม่เหลือหิ่งห้อยให้ดูกันอีกแล้ว

3.
โดยปกติหิ่งห้อยตัวเมียจะวางไข่บนดินที่ชุ่มชื้นหรือใต้ใบพืชที่ขึ้นอยู่ริมน้ำ
เมื่อมันฟักเป็นตัวอ่อนก็จะยังคงหากินอยู่บริเวณผิวดินละแวกนั้น คลื่นลูกใหญ่จากเรือหางยาว
ที่วิ่งกระทบฝั่งจึงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการอยู่รอดของหิ่งห้อย

ยิ่งคลื่นซัดรุนแรงเท่าไหร่ โอกาสที่ไข่และตัวอ่อนหิ่งห้อย
จะโดนกวาดจากริมตลิ่งลงสู่แม่น้ำก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

นอกจากจะเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติแล้ว
หิ่งห้อยยังเป็นสัตว์ที่ไวต่อความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม
พวกมันจะมีชีวิตและเติบโตได้ดีในบริเวณที่มีความเป็นธรรมชาติสูง
เมื่อถูกรบกวนจากแสงสว่างตามบ้านเรือน เสียงดังและควันไอเสียจากเครื่องยนต์เรือ
…หิ่งห้อยก็จะลดจำนวนลงเรื่อยๆ

“หิ่งห้อยไม่ได้มีให้ดูทั้งปีนะ จะเห็นมากที่สุดก็ช่วงพฤษภาคมถึงมิถุนายน
คือพอเข้าหน้าฝน อากาศชื้น หิ่งห้อยก็จะเยอะ
ถ้าเป็นหน้าหนาวก็จะเห็นหิ่งห้อยน้อยหน่อย” ลุงปรีชาอธิบาย

จึงไม่น่าแปลกใจที่โครงการพายเรือชมหิ่งห้อยของกลุ่มชุมชนบ้านลมทวน
จะปิดให้บริการนักท่องเที่ยวในช่วงเวลาตั้งแต่ 1 พฤศจิกายนถึง 30 มีนาคม
ทั้งนี้ก็เพื่อเว้นระยะให้ระบบนิเวศได้ฟื้นฟูตามธรรมชาตินั่นเอง

วงจรชีวิตของหิ่งห้อยแบ่งการเจริญเติบโตออกเป็น 4 ระยะ
จากไข่ เป็นตัวอ่อน ดักแด้ และตัวเต็มวัย
โดยช่วงชีวิตตั้งแต่เป็นไข่จนถึงระยะสุดท้ายของการเป็นดักแด้นั้น
กินเวลานานหลายเดือนหรืออาจเกือบหนึ่งปี ทว่าเมื่อเป็นหิ่งห้อยตัวเต็มวัย
อายุขัยของมันก็เหลืออยู่เพียง 15-30 วันเท่านั้นสำหรับการผสมพันธุ์และวางไข่

“ในขณะที่คุณมาดูความงามของเขา นั่นก็คือช่วงสุดท้ายของชีวิตแล้ว”
ฟังดูน่าเศร้า แต่นี่คือความจริง
…แล้วสถานการณ์อันน่าเป็นห่วงของหิ่งห้อยในตอนนี้
จะทำให้การท่องเที่ยวแม่กลองเดินมาถึงช่วงสุดท้ายด้วยหรือเปล่า…

แถมท้าย: สนใจล่องเรือพายชมแม่น้ำแม่กลองและหิ่งห้อยในยามค่ำคืนกับกลุ่มชุมชนบ้านลมทวน สอบถามข้อมูลได้ที่ปรีชา เจี๊ยบหยู 081-8574593

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “ชีพจรลงเท้า”
นิตยสารพลัง+งาน ฉบับที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน 52

Advertisements

7 thoughts on “ล่องเรือแม่กลอง…รื่นรมย์และความกังวลเรื่องหิ่งห้อย

  1. เรื่องน่าเศร้าอีกแล้วสิ

    คิดว่านักท่องเที่ยวควรทำการบ้านก่อนเที่ยวให้้มากกว่านี้นะคะ
    ส่วนเรื่องชมหิ่งห้อย
    ก็อยากให้คนในท้องที่เคร่งครัดพาชมเฉพาะฤดู
    เรารบกวนระบบนิเวศโดยไม่รู้ตัวกันจริง ๆ

    • นักท่องเที่ยวแห่ไปเยอะจนห้ามไม่อยู่อะ
      ใครไปอัมพวาก็ต้องไปดูหิ่งห้อยทั้งนั้น
      ไม่ได้เห็นแสงวิบๆ เหมือนไปไม่ถึงอัมพวา
      …ทั้งๆ ที่มันไม่ได้มีให้ดูทั้งปีซะหน่อย
      เที่ยวแบบไม่เข้าใจธรรมชาติ ไม่ยอมรับเงื่อนไขของธรรมชาติก็อย่างนี้แหละ

  2. สำหรัฐคนที่เกิดและเติบโตมาในพื้นที่นะคะ…การที่มีเงินเข้ามาหมุนเวียนเพื่อพัฒนาชุมชนนั้น เป็นสิ่งที่ดีเลยล่ะค่ะ…แต่ว่าวิถีชีวิตมันได้เปลี่ยนแปลงไปเยอะเหมือนกัน

    ไม่ต้องพูดถึงระบบนิเวศน์เลยว่าจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน ขนาดมนุษย์ยังเปลี่ยนไปได้มากเลย

    จริงๆ หิ่งห้อยเป้นสัตว์ที่น่าทึ่งมากเมื่อได้อยู่ในธรรมชาติ แต่การที่ถูกรบกวนโดยมนุษย์ทำให้มันใกล้จะสูญพันธุ์ คืนหนึ่งๆ มีผู้คนมากมายเฝ้ารอดูความงามในธรรมชาติแต่ว่าการเดินทางเข้ามาดูนั้นสร้างมลพิษในหลายๆรูปแบบกับคนที่อยู่ในระแวกนั้น

    เนื่องจากการนั่งเรือจากอัมพวานั้นใช้การเดินทางค่อนข้างนานจิ่งต้องใช้เรืองเครื่อง ก่อให้เกิดทั้งมลพิษทางเสียง ทางอากาศ ทางน้ำ ไม่นับรวมกลุ่มนักท้องเที่ยวที่มักง่ายนำขยะพกติดตัวมาด้วยนะคะ…แม้ว่าเรื่องพวกนี้ในปัจจุบันจะมีน้อยลงแล้ว แต่มันก็ยังมีผลกระทบอยู่ดี

    ความสุขใจของกลุ่มนักท่องเที่ยวอาจเป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มันก็กินระยะเวลานานทีเดียว

    โชคยังดีที่ตอนนี้เริ่มมีการฟื้นฟูมาบ้างแล้ว…แต่กว่าจะทำกันได้ก็เกือบสายไปเหมือนกัน
    อ่อจริงๆถ้าเป็นคนพื้นที่โดยแท้แล้วเค้าค่อนค้างที่จะอนุรักษ์กันเลยทีเดียว…แต่เดี๋ญวนี้คนนอกพื้นที่ที่เข้ามาหาผลประโยชน์กันเยอะ ไม่ต้องดูอะไรมาก พวกบังกะโล รีสอร์ท ทั้งหลายทั้งแหล่…ชาวบ้านธรรมดาๆ จะเอาทุนที่ไหนไปเปิดจริงไหมค่ะ

    เฮ้อ…พูดๆไปก้เหมือนใส่อารมณ์…แต่เพราะกลัวจะเห็นอัมพวาเจริญไปกว่านี้…

    • เรื่องความเปลี่ยนแปลงจากการท่องเที่ยวเนี่ยพูดยาก
      พูดแทนคนท้องถิ่นก็ไม่ได้ด้วยนะ
      เพราะบางคนเค้าก็อยากให้เงียบๆ เรียบง่ายแบบเดิมๆ
      แต่บางคนก็อยากให้คึกคักเงินไหลมาเทมา
      คนนอกที่เข้าไปทำธุรกิจท่องเที่ยวเองก็เถอะ
      บางคนก็เจตนาดี พยายามช่วยรักษาความเป็นท้องถิ่นดั้งเดิม
      บางก็ก็กะจะเข้าไปโกยประโยชน์เข้าตัวอย่างเดียว
      …นานาจิตตังนะ ว่ามั้ย

      • มันก็นานาจิตตังจริงๆ อย่างว่าล่ะค่ะ…แต่มันก็น่าตลกนะ พอเวลาที่ไม่เหลืออะไรให้กอบโกยแล้ว…คนบางพวกก้จะชอบมานั่งพูดว่า รู้งี้ไม่ทำอย่างนั้นก็ดี เหอๆ…สายไปและ

  3. ขอบคุณสำหรับความรู้จ้ะ เพิ่งรู้เหมือนกันว่าหิ่งห้อยมักออกมามากในหน้าฝน