My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

เมื่อคนเมืองลบรอยตีนฝากโลก

ใส่ความเห็น


[ที่มาภาพ http://www.noimpactdoc.com%5D

1.
โดยปกติแล้ว ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่และใช้ชีวิตท่ามกลางสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
มักสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมแบบที่เรียกว่า “รอยตีนฝากโลก” ไซส์ใหญ่กว่าใครๆ

แต่ตรรกะนี้ใช้ไม่ได้กับครอบครัวบีแวน
ซึ่งพักพิงอยู่ในอพาร์ตเมนต์ย่านแมนฮัตตัน ใจกลางเมืองนิวยอร์ก
เพราะโคลิน บีแวน (Colin Beavan) พร้อมด้วยภรรยามิเชล ลูกสาวตัวน้อยอิซาเบลลา
และเจ้าเพื่อนซี้สี่ขาแฟรงกี้ ผ่านสังเวียนความพยายามใช้ชีวิตปราศจากผลกระทบมาแล้ว

ความคิดที่จะเป็นอยู่โดยเบียดเบียนโลกให้น้อยที่สุดถูกจุดประกายโดยโคลิน
ชายคนนี้ไม่ได้เป็นนักสิ่งแวดล้อมหรือมีความเชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาแต่อย่างใด
เขาเพียงเบื่อหน่ายกับพฤติกรรมดีแต่พูด
จึงลุกขึ้นมาต่อกรกับนิสัยเจ้าหลักการแต่ไร้การลงมือของตนเอง
โดยไม่สนใจอีกต่อไปกับข้ออ้างเรื่องความพร้อม เรื่องเวลา และเรื่องสถานที่
ซึ่งมักส่งเสียงค้านอยู่ในหัว

ในค่ำคืนของเดือนสิงหาคม 2549
ขณะที่โคลินและมิเชลกำลังเหงื่อตกเพราะโดนคลื่นความร้อนเล่นงาน
ทั้งคู่วางแผนเรื่องนี้ไว้เพียงระยะสั้นๆ แค่สัปดาห์เดียว
แต่หลังจากนั้นมันก็พัฒนาขึ้นเป็นโครงการทดลองใช้ชีวิต
ที่ชื่อ “No Impact Man” ซึ่งกินเวลานานถึงหนึ่งปีเต็ม!

ด้วยคิดเทียบเคียงกับสมการคณิตศาสตร์
“ปราศจากผลกระทบ” ในนิยามของโคลินจึงหมายถึง
การหักลบกันระหว่างผลกระทบด้านบวกและด้านลบ
ซึ่งอธิบายง่ายๆ ว่า ลดพฤติกรรมทำร้ายโลก
ขณะเดียวกันก็เพิ่มการกระทำที่เป็นมิตรกับธรรมชาติมากขึ้น
เพื่อให้ผลกระทบสุทธิจากการใช้ชีวิตมีค่าเป็นศูนย์

สมการนี้พาพวกเขาไปสู่เงื่อนไขการใช้ชีวิตที่ต้องคิดให้รอบคอบกว่าเดิม
…ดูเหมือนยาก แต่มิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

2.
โครงการทดลอง “No Impact Man” ประกอบด้วยโจทย์ใหญ่ 3 ข้อ
ข้อแรก…วางแผนการใช้ชีวิตที่ไม่สร้างขยะ
ข้อสอง…หารูปแบบการบริโภคอาหารที่ส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
ข้อสุดท้าย…ลดการบริโภคที่ฟุ่มเฟือยให้เหลือเพียงสิ่งที่จำเป็น
และทำให้เป็นพฤติกรรมที่ยั่งยืน

ครอบครัวบีแวนจึงต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตกันขนานใหญ่
ทั้งปฏิเสธข้าวของที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ไม่ซื้อสิ่งของเครื่องใช้ใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต
เลือกซื้ออาหารโดยตรงจากเกษตรกรในท้องถิ่นหรือมีแหล่งผลิตอยู่ในรัศมี 400 กิโลเมตร
เลิกขึ้น-ลงลิฟต์ ไม่เดินทางโดยพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และบอกลากระดาษทิชชู
…การทดลองครั้งนี้สุดขั้วถึงขนาดยอมตัดขาดจากระบบ ไฟฟ้าเลยทีเดียว!

จากที่เคยขึ้นแท็กซี่ก็เปลี่ยนมาปั่นจักรยานทั้งแบบสองล้อและสามล้อ
จากที่เคยรับประทานอาหารนอกบ้านเป็นประจำก็หันมาทำกับข้าวรับประทานเอง
จากที่เคยบริโภคเนื้อสัตว์ก็หันมาเป็นมังสวิรัติ
จากที่เคยนั่งจมอยู่หน้าทีวีจอยักษ์ดูรายการเรียลลิตี้และตะลุยชอปปิ้งคลายความเครียด
ก็เปลี่ยนเป็นยกโขยงทั้งครอบครัวไปสูดอากาศยามเย็นในสวน สาธารณะ
จากที่เคยโยนทิ้งเศษอาหารก็เอามาให้ไส้เดือนช่วยย่อยเป็นปุ๋ย
แถมยังสามารถขอแบ่งพื้นที่เล็กๆ จากสวนของชุมชนเพื่อทำแปลงผักของครอบครัวได้อีกด้วย

ทั้งหมดนี้ทำให้พวกเขาซึ่งแม้จะเป็นชาวเมืองขนานแท้
ได้เรียนรู้การอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและทำร้ายโลกน้อยลง
ซึ่งเมื่อครบกำหนดการทดลองในช่วงปลายปี 2550
ครอบครัวบีแวนก็ยังไม่ล้มเลิกวิถีชีวิตปราศจากผลกระทบ
จะต่างกันก็เพียง…ผ่อนปรนตัวเองจากกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด
แล้วหันมาสู่จุดสมดุลใหม่ของชีวิตที่ไม่ตึงหรือหย่อนจนเกินไปนัก

เช่น หากต้องซื้ออาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตก็จะเลือกอาหารสด
มากกว่าอาหารที่ผ่านการแปรรูปหลายกระบวนการ อาหารในบรรจุภัณฑ์ฟุ่มเฟือย
และอาหารที่ขนส่งมาจากแดนไกล

พวกเขากลับมาใช้ทิชชูอีกครั้ง แต่เลือกที่ผลิตจากกระดาษรีไซเคิล
และยังคงเดินทางด้วยจักรยานหรือรถสามล้อถีบต่อไป
แต่หากฝนตกก็จะหันไปใช้บริการรถไฟใต้ดิน

ตอนนี้อพาร์ตเมนต์ของครอบครัวบีแวนมีไฟฟ้าใช้เป็นปกติและติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์
ตู้เย็นกลับมาทำหน้าที่อีกครั้งโดยปราศจากช่องแช่แข็ง

ส่วนทีวีขนาด 46 นิ้วและเครื่องปรับอากาศสาบสูญไปจากชีวิตอย่างถาวร
โคลินให้เหตุผลว่า การไม่มีทีวีทำให้สมาชิกในครอบครัวมีเวลาพูดคุยกันมากขึ้น
ขณะเดียวกันการพาอิซาเบลลาไปนั่งรับลมเย็นๆ ริมน้ำพุที่สวนสาธารณะ
ก็ช่วยให้ลูกสาวของเขากล้าพูดคุยกับผู้คนที่เข้ามาทักทายมากกว่าเคย

3.
ความพยายามอย่างเข้มข้นของพวกเขาตลอดระยะเวลาหนึ่งปีเต็ม
ช่วยลดการโยนขยะลงหลุมฝังกลบได้มากมาย
พอจะเทียบเคียงได้กับบรรจุภัณฑ์พลาสติก 1,248 ชิ้น
ถ้วยพลาสติกและถ้วยกระดาษ 2,190 ใบ
ถุงพลาสติก 572 ใบ และผ้าอ้อมสำเร็จรูป 2,184 ชิ้น
ซึ่งเกิดจากการใช้ชีวิตตามปกติของชาวแมนฮัตตัน

เรื่องราว ความคิด และประสบการณ์จากโครงการทดลองใช้ชีวิตปราศจากผลกระทบ
ตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน ไม่เพียงได้รับการถ่ายทอดผ่านบล็อกของโคลิน
แต่ยังมีการรวบรวมบทความเพื่อตีพิมพ์เป็นหนังสือ
และนำเสนอผ่านภาพยนตร์ สารคดี “No Impact Man”
ซึ่งเข้าฉายในสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ยิ่งไปกว่านั้น ปฏิบัติการท้าทายตนเองของครอบครัวนี้
ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนวงกว้างอีกมากมาย
โคลินจึงขยายผลไปสู่การก่อตั้ง “The No Impact Project” เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
ในลักษณะของโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่หวังผลกำไร
โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คน
และเปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ใช้ชีวิตปราศจากผลกระทบผ่านทางเว็บไซต์
…แน่นอนว่ามีการนัดหมายลบรอยตีนฝากโลกแบบเป็นหมู่คณะอยู่เป็นระยะๆ

โคลินสะท้อนความคิดรวบยอดของเรื่องนี้…
ทุกคนจำเป็นต้องรับผิดชอบกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตของตนเอง
มันไม่ได้หมายถึงความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก เพียงแต่เราต้องหมั่นตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ
ที่ทำให้เรามีความสุขทั้งจากการบริโภคและการใช้สอยว่า
ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นหรือไม่
สิ่งใดที่ตอบ “ไม่” มันก็คือส่วนเกินของชีวิตหรือ “ขยะ” ดีๆ นั่นเอง

…อยู่ที่คุณจะเลือกกอดขยะชิ้นนั้นไว้กับชีวิต
หรือปล่อยมันหายไปพร้อมกับรอยตีนฝากโลกที่จางลง

FYI
ตามติดชีวิตไร้ผลกระทบของครอบครัวบีแวนได้ที่บล็อกซึ่งอัดแน่นด้วยสารพันเคล็ด (ไม่) ลับ
สำหรับผู้ที่ต้องการลดรอยตีนฝากโลกจากการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่
มีไม่น้อยที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในบ้านเรา
แวะไปดูตัวอย่างภาพยนตร์สารคดีชีวิตจริงของพวกเขาได้ที่นี่

หมายเหตุ บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกผ่านทางคอลัมน์คนหมุนโลก
บนเว็บไซต์ของมูลนิธิโลกสีเขียว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s