My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

บินเยอะไปรึเปล่า

ใส่ความเห็น

มีอะไรบางอย่างกำลังหล่นจากท้องฟ้า มันพุ่งดิ่งตามแรงโน้มถ่วงโลกสู่เมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูง
เมื่อกล้องซูมเข้าไปใกล้ จึงเห็นอิริยาบทการตกที่สมจริงได้อย่างชัดเจน
กระทั่งสุดท้ายลงมานอนแน่นิ่งอยู่บนฟุตบาธ บนพื้นถนน บนซากรถยนต์ที่บุบบี้

ไม่ต้องมีบทบรรยายใดๆ แค่เสียงแหวกอากาศของเครื่องบิน
และข้อความสั้นในตอนท้ายว่า

ผู้โดยสารแต่ละคนบนเที่ยวบินในยุโรปหนึ่งเที่ยว
มีส่วนร่วมปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า ๔๐๐ กิโลกรัม
…มากพอๆ กับน้ำหนักของหมีขาวขั้วโลกที่โตเต็มวัย ๑ ตัว

ภาพยนตร์โฆษณาความยาวเกือบหนึ่งนาทีชิ้นนี้ (น่าจะ) กระแทกความรู้สึกของคนดู
ได้รุนแรงพอๆ กับการร่วงลิ่วตกกระทบพื้นของหมีขาวขั้วโลก
มันถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญรณรงค์ต่อต้านการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน
โดยปราศจากความรุนแรงของกลุ่มนักเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมระดับรากหญ้า
ในประเทศอังกฤษ ภายใต้ชื่อ “Plane Stupid”

Plane Stupid เกิดขึ้นจาการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ ของคนที่คิดเห็นตรงกัน
ตั้งแต่เมื่อประมาณ ๕ ปีที่แล้ว ถึงวันนี้เครือข่ายของพวกเขาก็กระจายอยู่ตามเมืองใหญ่
ในอังกฤษและสก๊อตแลนด์ อาทิ ลอนดอน แมนเซสเตอร์ เซาท์แธมป์ตัน
แคมบริดจ์ กลาสโกลว์ เอดินบะระ

แถมยังมีองค์กรพี่น้องที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นในไอร์แลนด์เมื่อปี ๒๕๕๐ ชื่อ “Plane Mad”
และทำงานในประเด็นที่คล้ายคลึงกัน
…ต่อต้านการเดินทางทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อน

แม้จะไม่มีแกนนำหรือตัวตั้งตัวตีที่แน่นอน
แต่กลุ่ม Plane Stupid ก็วางเป้าหมายเอาไว้ชัดเจนว่า
ไม่ใช่การประท้วงเพื่องดบินโดยสิ้นเชิง เพียงแต่ไม่ต้องการให้ขยายสนามบินและเพิ่มเที่ยวบินที่พวกเขาเห็นว่า “ไม่จำเป็นและไม่ยั่งยืน” โดยเฉพาะพวกเส้นทางบินระยะสั้น
ทั้งยังไม่เห็นด้วยกับการโฆษณาที่กระตุ้นให้คนแห่มาขึ้นเครื่องบิน
เพราะเท่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ ชาวอังกฤษรวมถึงชาวยุโรปก็ขึ้นเครื่องบินกันเป็นว่าเล่นแล้ว
…ยิ่งบินมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชั้นบรรยากาศโลกมากเท่านั้น

จริงอยู่เครื่องบินอำนวยความสะดวกให้เดินทางถึงที่หมายไกลๆ ได้รวดเร็ว
แต่ก็จริงไม่แพ้กันที่การประหยัดเวลานั้นแลกมาด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ก้อนโตจากการผลาญเชื้อเพลิงมหาศาล โดยในระหว่างที่แล่นอยู่บนท้องฟ้า เครื่องบินยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ และไอน้ำออกสู่ชั้นบรรยากาศโดยตรง
ซึ่งซ้ำเติมการกักเก็บความร้อนไว้กับโลกมากกว่าฤทธิ์เดชของคาร์บอนไดออกไซด์เพียงลำพัง ๒-๑๐ เท่าตัว

กลุ่ม Plain Stupid ผ่านสังเวียนการชุมนุมประท้วงมาแล้วในสนามบินหลายแห่งทั่วเกาะอังกฤษ
ไม่ว่าจะเป็นการปิดกั้นแท็กซี่เวย์ในสนามบินอีสมิดแลนด์
ปิดกั้นทางเข้าอาคารผู้โดยสารขาออกของสนามบินแมนเซสเตอร์
ก่อม็อบในการเปิดใช้อาคารผู้โดยสารในสนามบินฮีทโธร์วเพื่อคัดค้านการขยายรันเวย์เส้นที่ ๓ ซึ่งทำให้ชาวบ้านกว่า ๗๐๐ หลังคาเรือนต้องย้ายออกไปหาที่อยู่ใหม่
หรือแม้แต่การพร้อมใจกันแต่งกายมาดนักธุรกิจแล้วไปรวมตัวประท้วงที่สนามบินลอนดอนซิตี้
ในวันแรกของการเปิดให้บริการเที่ยวบินใหม่มุ่งตรงสู่นิวยอร์ก
ซึ่งรองรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจจำนวน ๓๒ ที่นั่งเท่านั้น!

เรื่องราวเหล่านี้ทำให้ต้องย้อนกลับมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเรา
การย้ายสนามบินจากดอนเมืองอันแออัดมาสู่สุวรรณภูมิซึ่งกว้างขวางกว่านั้นเป็นสิ่งสมควรอย่างยิ่ง แต่อีกสิ่งที่สมควรกระทำเร่งด่วนเช่นกันก็คือ
การชดเชยหรือบรรเทาผลกระทบจากมลพิษทางเสียงให้แก่ชุมชนรอบๆ สนามบิน
ซึ่งหากนับถึงวันนี้ก็ผ่านไปเกิน ๓ ปีแล้วที่เรื่องในความรับผิดชอบของการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังยืดเยื้อคาราคาซัง

จำได้ว่าตอนเปิดใช้สนามบินใหม่ๆ เมื่อชาวบ้านชุมชนหลังสวนและชุมชนเคหะนครออกมาประท้วงเรียกร้องค่าชดเชย ยังมีคนไทยบางคนมองพวกเขาด้วยสายตารำคาญ
พร้อมกับเปรียบเทียบกับชุมชนดอนเมืองในทำนองที่ว่า
ไม่เคยเห็นมีใครเคยออกมาบ่นเดือดร้อนเพราะเสียงดังของเครื่องบินเลย

โดยส่วนตัวแล้ว เราคิดว่า สนามบินทั้งสองแห่งไม่สามารถหยิบมาเปรียบเทียบกัน
เพราะมีความแตกต่างหลายประการ อาทิ
เรื่องการยอมรับของชุมชน ดอนเมืองนั้นสนามบินเกิดขึ้นก่อน
แล้วชุมชนค่อยๆ ขยายตัวไปจนอยู่ล้อมรอบสนามบิน
ขณะที่สุวรรณภูมิ ชุมชนอยู่กันมาอย่างสงบ แล้วสนามบินก็โผล่มากลางทุ่ง
แผดเสียงกึกก้องขับไล่ความเงียบให้อันตรธานไปจนหมดสิ้น
ความเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้ยากจะยอมรับ

เรื่องขีดจำกัดการรองรับของสนามบินก็เช่นกัน
สุวรรณภูมิมีจำนวนเที่ยวบินที่ขึ้นลงมากกว่าดอนเมือง
ผลกระทบก็ย่อมมากกว่าอย่างเลี่ยงไม่ได้

ขอบเขตของพื้นที่ที่ได้ผลกระทบทางเสียงก็เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ
ไม่ใช่ว่าทุกชุมชนรอบสนามบินจะโดนเพชฌฆาตความเงียบคุกคามอย่างเท่าเทียมกัน
เพราะจุดที่ถือว่าได้รับผลกระทบรุนแรง คือบริเวณหัวและท้ายของรันเวย์เท่านั้น
ซึ่งในกรณีของสนามบินสุวรรณภูมิ บริเวณนั้นเป็นที่ตั้งของทั้งที่พักอาศัย สถานศึกษา และศาสนสถาน

อีกทั้งเสียงของเครื่องบินที่ดังรบกวนก็ยากเกินจินตนาการและเกินที่จะบรรยายผ่านตัวหนังสือ
…ถ้าไม่พาตัวเองไปอยู่ตรงนั้น ไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกของการใช้ชีวิตร่วมกับเสียงครืนๆ
และความสั่นสะเทือนจากการขึ้นลงของเครื่องบินทั้งวันคืนอย่างแน่นอน

ไม่ต้องนับรวมเรื่องน่าหดหู่จากการสร้างสนามบินโดยไม่จำเป็นในหลายจังหวัด
ที่สุดท้ายก็กลายเป็นสนามบินร้างมากกว่า ๒๐ แห่ง
ลำพังการแก้ไขบรรเทาปัญหามลพิษทางเสียงจากสนามบินเพียงแห่งเดียว
ยังจัดการไม่ได้ไม่เสร็จสิ้น แล้วคิดหรือว่าจะมีใครสนใจผลลบจากการใช้บริการเครื่องบิน

ยิ่งช่วง ๕-๖ ปีให้หลัง สายการบินโลว์คอสต์ทำให้คนไทยรู้สึกว่า
ขึ้นเครื่องบินไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม ก็เลยบินกันเพลิดเพลิน
บางคนไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่า ราคาตั๋วที่ย่อมเยาว์นั้นมีผลกระทบราคาแพงของชั้นบรรยากาศโลกซ่อนอยู่ด้วย

จึงเกิดคำถาม อุตสาหกรรมการบินที่สร้างความเดือดร้อนแก่เพื่อนร่วมประเทศในวันนี้
และจะสร้างความเดือดร้อนแก่เพื่อนร่วมโลกในวันพรุ่งนี้ (ซึ่งมีแนวโน้มกระทบถึงตัวเองด้วย)
…คนไทยเฉยชากับเรื่องนี้มากเกินไปหรือเปล่า

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s