My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

ปลูก-ปั่น

ใส่ความเห็น


[ที่มาภาพ http://seattletimes.nwsource.com/html/nationworld/2003759379_bamboo23.html%5D

1.
ไอเดียสร้างสรรค์เจ๋งๆ บางครั้งก็มีต้นทางจากเรื่องไม่คาดคิดรอบๆ ตัว
เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นกับเครก แคลฟี (Craig Calfee)
นักออกแบบโครงจักรยานระดับหัวกะทิชาวอเมริกัน
ผู้ก่อตั้งและผู้ผลิตจักรยานแบรนด์ไฮ-เอนด์ ภายใต้ชื่อ “แคลฟี ดีไซน์”
ซึ่งเปิดร้านขายจักรยานอยู่นอกเมืองซานตาครูซในรัฐแคลิฟอร์เนีย

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว ระหว่างที่เจ้าลูน่า
สุนัขพันธุ์ผสมระหว่างพิตบูลกับลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์
ที่เครกเลี้ยงไว้กำลังเพลินกับกิจกรรมสุดโปรดอย่างการกัดแทะท่อนไม้
เขาสังเกตเห็นว่า มีบางอย่างแตกต่างไปจากเดิม

ของเล่นชิ้นนี้คือไม้ไผ่ซึ่งลูน่าคาบมาจากกอไผ่ด้านหลังร้าน
แต่ขากรรไกรอันทรงพลังของสุนัขที่ช่ำชองการกัดแทะ
กลับไม่สามารถทำให้แท่งไม้ทรงกระบอกร้าวหรือแตกหักเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ
เหมือนไม้ชิ้นอื่นที่เคยผ่านปากมาก่อนหน้านี้
ลูน่าทำได้ดีที่สุดแค่ฝากรอยคมเขี้ยวแบบถากๆ ไว้บนผิวไม้ไผ่ 1-2 แห่งเท่านั้น

ผลงานการกัดแทะที่ต่ำกว่ามาตรฐานสร้างความประหลาดใจ
พร้อมกับจุดประกายให้เครกขบคิดต่อไปว่า…
หากไม้ไผ่แข็ง แรงทนทานถึงเพียงนี้
มันคงจะทำหน้าที่เป็นโครงจักรยานได้ดีไม่แพ้กัน

เพื่อกำจัดข้อสงสัย เขาถึงกับลงมือสร้างเจ้าสองล้อโครงไม้ไผ่ด้วยตนเองเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1996 โดยเบื้องต้นคาดหวังแค่ใช้ความแปลกของจักรยานไม้ไผ่ต้นแบบ
ดึงดูดความสนใจจากผู้คนและเป็นเครื่องมือช่วยประชาสัมพันธ์
ให้แบรนด์จักรยานของเขาเป็นที่รู้จักมากขึ้น


[ที่มาภาพ http://seattletimes.nwsource.com/html/nationworld/2003759379_bamboo23.html%5D

ทว่าเมื่อสองล้อไม้ไผ่ 12 คันแรกถูกแจกจ่ายให้กับญาติและเพื่อนสนิท
กลับมีเสียงตอบรับเชิงบวกมากมาย ทุกคนพูดตรงกันถึงความนุ่มนวลในการปั่นบนท้องถนน
มันเยี่ยมยอดและใช้งานได้ดีมากเสียจนเครกมิอาจปล่อยให้มันเป็นคำชมที่ลอย ผ่านหูไปเฉยๆ

2.
สองล้อไม้ไผ่ไม่ใช่เรื่องใหม่
เพราะพืชโตเร็วชนิดนี้เคยเป็นวัตถุดิบหลักของการผลิตจักรยานในช่วงปลายศตวรรษที่ 19
ทั้งยังปรากฏหลักฐานว่า มีการนำจักรยานโครงสร้างไม้ไผ่ออกมาโชว์ตัวที่กรุงลอนดอน
เมื่อปี ค.ศ. 1894 ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมมากมาย

แต่หลังจากนั้น มันก็คลายความนิยมลง
และถูกแทนที่ด้วยโครงสร้างที่ผลิตจากวัสดุที่ทันสมัยกว่า
ไม่ว่าจะเป็นอะลูมิเนียม คาร์บอนไฟเบอร์ ไทเทเนียม และอื่นๆ

เมื่อสนใจและรู้จักไม้ไผ่มากขึ้น เครกก็พบว่า
มันเหมาะสำหรับการใช้งานเป็นโครงสร้างของจักรยานด้วยเหตุผลนานัปการ

ด้วยเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติที่ปลูกง่าย โตไว ไม่ต้องการน้ำมาก
มีให้ใช้อย่างเหลือเฟือ และราคาถูกกว่าโครงจักรยานโลหะประเภทอื่น
ซึ่งเมื่อแปลงร่างเป็นจักรยานแล้ว มันมีน้ำหนักเบา แข็งแรง ทนทาน
แต่ยืดหยุ่น ดูดซับความสั่นสะเทือนและแรงกระแทกได้มาก
จึงช่วยให้คนที่นั่งบนหลังอานไม่เหนื่อยจนเกินไปนักเมื่อต้องปั่นเป็นระยะทางไกลๆ
แถมยังสวยแปลกตาในฐานะศิลปะทำมือที่ไม่ว่าจะสร้างสรรค์ออกมามากเท่าไหร่
ก็ไม่มีผลงานชิ้นใดซ้ำกันเลย

…นั่นทำให้จักรยานไม้ไผ่กลายเป็นเรื่องจริงจังมากขึ้น
เขาจึงพัฒนารูปแบบและการผลิตให้ได้มาตรฐานคุณภาพ
แล้วยกระดับขึ้นเป็นสินค้าอีกชิ้นของแคลฟี ดีไซน์

ระหว่างที่ชาวอเมริกันเริ่มรู้จักสองล้อไม้ไผ่มากขึ้น
เครกก็ยังไม่หยุดคิดต่อยอดพาหนะอันแสนพิเศษ
ในเมื่อมันผลิตจากวัตถุดิบที่ใครๆ ก็ปลูกได้
สร้างและประกอบขึ้นโดยไม่ต้องง้อเครื่องมือเครื่องจักรอันทันสมัย
ผู้คนยากไร้ก็น่าจะมีโอกาสเป็นเจ้าของจักรยานสักคันได้ง่ายขึ้น

แล้วภาพของแอฟริกาที่เขาเคยไปตะลอนเที่ยวเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนก็ผุดขึ้นมาในหัว
การเดินทางไม่สะดวก ชาวบ้านต้องพึ่งพาจักรยานเป็นหลัก
แต่มันมีจำนวนไม่เพียงพอ…ใช่แล้ว สองล้อไม้ไผ่น่าจะตอบโจทย์ของที่นั่นได้

3.
แรงบันดาลใจระลอกสองกระตุ้นให้เครกแปะข้อความบนเว็บไซต์แคลฟี ดีไซน์
ในทำนองที่ว่า…
จักรยานไม้ไผ่สามารถสร้างประโยชน์มากมายแก่ผู้คนในประเทศกำลังพัฒนา
อย่างน้อยๆ ก็ช่วยให้พวกเขาเดินทางสะดวกขึ้นและพึ่งตนเองได้มากขึ้น
โดยเขาสามารถถ่ายทอดความรู้ในการสร้างจักรยานไม้ไผ่ได้
แต่ยังต้องการเงินทุนสนับสนุนการทำงานและผู้ร่วมอุดมการณ์อันเอื้อเฟื้อ

ผ่านไปสักระยะ มิสเตอร์แคลฟีก็ได้รับอีเมลจากเดวิด โฮ
นักปั่นที่หลงใหลการเดินทางบนหลังอาน

เดวิดทำงานให้กับสถาบันโลก (Earth Institute) ซึ่งเป็นองค์กรไม่หวังผลกำไร
ที่สนใจประเด็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเทศยากจน
ภายใต้การกำกับของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เล่าว่า
เข้ามาในเว็บไซต์เพื่อสั่งซื้อโครงจักรยานคาร์บอนไฟเบอร์
แต่เห็นโปรเจคต์จักรยานไม้ไผ่ก็เลยสนใจ

ทั้งคู่แลกเปลี่ยนพูดคุยรายละเอียด
ในที่สุดความตั้งใจที่ตรงกันของนักปั่นสองคน
ก็ออกดอกผลเป็นโครงการจักรยานไม้ไผ่เพื่อชาวกาน่า

เครกเริ่มเดินทางลงพื้นที่ในปี ค.ศ. 2007
โดยเปิดเวิร์กชอปสอนชาวบ้านประกอบจักรยานไม้ไผ่อย่างละเอียดทุกขั้นตอน
พร้อมกันนี้เขายังออกแบบจักรยานไม้ไผ่คาร์โก้รุ่น “Bamboosero”
เพื่อช่วยทุ่นแรงในการขนส่งน้ำ อาหาร และสินค้าอื่นๆ
เพราะสามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้มากเป็นพิเศษ


[ที่มาภาพ http://www.calfreedesign.com]

ปีถัดมาเครกก็ยังกลับไปกาน่าเพื่อเปิดคอร์สจักรยานไม้ไผ่
แต่คราวนี้ก้าวไปถึงขั้นวางแผนสร้างโรงงานผลิตโครงจักรยานไม้ไผ่
โดยส่งเสริมการปลูกต้นไผ่ที่ใช้เป็นวัตถุดิบหลัก แต่นำเข้าอะไหล่จากจีน
และให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและชาวบ้านดำเนินกิจการกันเอง

ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงแค่การมีจักรยานคุณภาพดีราคาถูกไว้ใช้งาน
แต่ยังเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และน่าจะทำให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ส่วนเครกจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเรื่องเทคนิคและการออกแบบต่อไป
ทั้งยังรับซื้อโครงจักรยานไม้ไผ่ฝีมือชาวกาน่าไปขายต่อในอเมริกาและยุโรป


[ที่มาภาพ http://www.calfreedesign.com]

ล่าสุดแว่วว่า ประเทศแซมเบียก็กำลังจะสร้างโรงงานผลิตจักรยานไม้ไผ่เช่นกัน
โดยมีเครกเข้าไปร่วมก่อร่างวางแผนและช่วยออกแบบจักรยานไม้ไผ่รุ่น “Zambulance”
ที่รับน้ำหนักได้ถึง 250 กิโลกรัม เพื่อใช้ขนย้ายผู้ป่วยไปยังคลินิกหรือศูนย์สุขภาพ
แทนการใช้เกวียนแบบเดิมๆ ซึ่งไม่สะดวกเอาเสียเลย

…หากวันนั้นเครกไม่ลงมือสร้างจักรยานไม้ไผ่คันแรก
วิถีการ “ปลูก-ปั่น” ก็คงไม่เกิดขึ้นที่กาน่าและแซมเบียอย่างแน่นอน…

FYI
แวะเยี่ยมร้านจักรยานของเครก แคลฟี ที่นี่
และติดตามโครงการจักรยานไม้ไผ่ได้ที่นี่

หมายเหตุ บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกผ่านทางคอลัมน์คนหมุนโลก
บนเว็บไซต์ของมูลนิธิโลกสีเขียว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s