My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

ไม่เห็นไม่ใช่ไม่มี

ใส่ความเห็น

อะไรที่มองไม่เห็นหรือไม่อยู่ในรัศมีของสายตา คนส่วนใหญ่มักละเลยการให้ความสำคัญ
และอาจเขยิบไปถึงขั้นหลงลืมที่จะรู้สึกรู้สากับสถานภาพการมีอยู่ของมัน

ทั้งที่หลายต่อหลายครั้ง ผลลัพธ์สุดท้ายจากการปล่อยปละย่อมหมายถึงความเดือดร้อน
ที่วกกลับมาสู่พวกเรา และเมื่อถึงเวลานั้นก็อาจย่ำแย่เกินจะแก้ไขได้ทันการณ์

หนึ่งใน “อะไรที่มองไม่เห็น” ที่เข้าข่ายวงจรความเป็นไปดังกล่าวก็คือ “ขยะ”
ซึ่งนับวันจะขยันทิ้งกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะยิ่งเมื่อวิถีเศรษฐกิจบริโภคนิยมเคลื่อนเข้า
ครอบงำสังคมโลก รวมทั้งกระตุ้นพฤติกรรมการโยนทิ้งของผู้บริโภค
ให้เกิดขึ้นง่ายและบ่อยกว่าในอดีต

…ถึงขนาดมีการบัญญัติคำศัพท์ใหม่ว่า “Throw-away Society” ขึ้นมาอธิบายปรากฏการณ์นี้กันเลยทีเดียว

แน่นอนทุกคนมีสถานภาพเป็นผู้ทิ้ง
แต่จะมีสักกี่คนที่ระลึกได้ว่าตนเองก็มีส่วนร่วมสร้างปัญหาขยะด้วยเช่นกัน

เพราะคนจำนวนไม่น้อยคิดว่าภาระรับผิดชอบขยะของตัวเอง
สิ้นสุดลงแค่การหย่อนมันลงสู่ถังรองรับ จากนั้นมันจะเดินทางไกลไปไหนต่อไหน
หรือสร้างปัญหาอะไรก็มิใช่ธุระที่ต้องตามไปรับรู้อีกแล้ว
แต่ในความเป็นจริง การทิ้งเป็นที่เป็นทางมีดีเพียงช่วยกำจัดมลพิษทางสายตา
ซึ่งถือเป็นเรื่องเล็กน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับปริมาณมหาศาลของขยะที่ทุกคนผลิตขึ้น

“Grenelle Environnement” หรือโต๊ะกลมทางด้านสิ่งแวดล้อมของฝรั่งเศส
ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มคนที่มีหัวใจเดียวกันจากหลากหลายสาขาอาชีพ
ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน เอ็นจีโอ และประชาชน เมื่อปี ๒๕๕๐
ก็เล็งเห็นปัญหาขยะที่อยู่นอกสายตาผู้บริโภคด้วย

จึงเข็นโฆษณา ๓ ชิ้นออกมารณรงค์ลดสร้างขยะตั้งแต่ต้นทาง
โดยใช้กลยุทธ์สร้างปีศาจขยะขึ้นมาเป็นเงาตามตัวของผู้บริโภคชาวฝรั่งเศส
เพื่อให้เห็นภาพชัดๆ กันไปเลยว่า…
ปริมาณขยะที่พลเมืองของเขาสร้างขึ้นเฉลี่ยคนละ ๓๙๐ กิโลกรัมต่อปีนั้นมันกองใหญ่เพียงใด

ชิ้นแรกเล่าถึงกิจกรรมชอปปิ้งของหนุ่มมาร์ค
เขาเข็นรถเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตโดยมีปีศาจขยะตัวบิ๊กเบิ้มเดินตามต้อยๆ และกำลังลังเลระหว่างสินค้าไซส์เล็กจำนวน ๘ ชิ้นกับสินค้าไซส์ใหญ่ ๑ กล่องที่มีปริมาตรรวมใกล้เคียงกัน

เมื่อนายมาร์คยอมเปลี่ยนพฤติกรรม เลือกซื้อกล่องใหญ่และปฏิเสธสินค้าฟุ่มเฟือยบรรจุภัณฑ์ตลอดไป เขาสามารถช่วยลดการสร้างขยะได้ปีละประมาณ ๒๖ กิโลกรัม
…แล้วขนาดตัวของปีศาจขยะก็จะเล็กลงกว่าเดิม
เข้าไปดูคลิปโฆษณาได้ที่นี่

ชิ้นที่สองเล่าถึงหนุ่มพอลผู้ชื่นชอบการทำอาหาร
เขากำลังเตรียมเครื่องปรุงอยู่ในครัวพร้อมกับปีศาจขยะขนาดไล่เลี่ยกับตัวแรก
แต่ครั้งนี้แทนที่จะทิ้งเศษอาหารลงถังขยะเหมือนที่คุ้นเคย
เขากลับนำมันไปใส่ถังหมักเพื่อผลิตปุ๋ย

หากนายพอลปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างถาวร นำขยะย่อยสลายได้ไปต่อยอดการใช้ประโยชน์
เขาจะช่วยลดการสร้างขยะได้ถึง ๔๐ กิโลกรัมต่อปี
…ปีศาจขยะก็ตัวเตี้ยลงให้เห็นทันตา
เข้าไปดูคลิปโฆษณาได้ที่นี่

สุดท้ายเป็นสาวออฟฟิศที่ชื่อนาตาลี
เธอปรากฏตัวในอาคารสำนักงานพร้อมกับปีศาจขยะตัวที่สาม
ระหว่างนั่งง่วนอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เพียงตัดสินใจไม่สั่งพิมพ์เอกสารที่ไม่จำเป็นลงบนกระดาษก็มีส่วนลดการสร้างขยะแล้ว

ในกรณีที่เธอเลิกตะบี้ตะบันสั่งพริ้นต์ เอกสารแล้วหันมาพริ้นต์เฉพาะที่จำเป็นจริงๆ
พฤติกรรมเล็กนี้ยังช่วยลดการสร้างขยะได้ปีละ ๖ กิโลกรัมเลยเชียว
…ว่าแล้วปีศาจขยะก็ตัวเล็กลงอีกครั้ง
เข้าไปดูคลิปโฆษณาได้ที่นี่

โฆษณาทั้งสามชิ้นเป็นเพียงแนวทางเบื้อง ต้นที่ทุกคนสามารถช่วยกันคุมกำเนิดขยะได้ง่ายๆ

ทว่าการจัดการภูเขาขยะให้อยู่หมัดยังต้องอาศัยกลไกอีกหลายส่วนที่เชื่อมโยง
และสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน นับตั้งแต่ต้นทางการผลิตสินค้า
วิธีการแยกและจัดเก็บขยะ ช่องทางป้อนขยะเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล
ไปจนถึงการกำจัดขยะที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ

ข้อต่อที่สำคัญมากที่สุดและมีส่วนขับเคลื่อนกลไกให้ไหลลื่นไปได้ดีที่สุดย่อมหนีไม่พ้น
“ต้นทางของการผลิตขยะ” ซึ่งก็หมายถึง ผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ นั่นเอง
ที่ต้องพร้อมใจปรับเปลี่ยนตัวเองเป็นคนคิดให้มากขึ้น ทั้งก่อนสร้างขยะและก่อนทิ้งขยะ

“ก่อนสร้างขยะ” ในที่นี้หมายถึง ระหว่างการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สักชิ้นสินค้าสักตัว
นอกจากคิดคำนวณความถูกใจและถูกสตางค์แล้ว น่าจะคิดแถมไปอีกหน่อยว่า
เมื่อเลิกราใช้งานมันจะกลายเป็นขยะประเภทใด ย่อยสลายได้ไหม รีไซเคิลได้ไหม
หรือเป็นอันตรายต้องส่งกำจัดอย่างถูกวิธีสถานเดียว

พอถึงช่วงเวลา “ก่อนทิ้งลงถังขยะ” ก็ไตร่ตรองเพิ่มอีกนิด…
ถ้ามันย่อยสลายได้ ย่อมมีทางเลือกในการสร้างประโยชน์มากกว่าโยนทิ้งแน่นอน
อาทิ เป็นอาหารสัตว์อื่น ทำปุ๋ย ผลิตน้ำหมักชีวภาพ

แต่ถ้าเป็นพวกเกิดตายหลายชีวิต เช่น กระดาษ ขวดแก้ว ขวดพลาสติก โลหะ
ยิ่งต้องเบรกทิ้งตัวโกง เพราะเราสามารถแยกประเภทขยะมีราคาเหล่านั้น
รวบรวมจนเยอะได้ที่แล้วขายให้ซาเล้งนำไปส่งรีไซเคิลอีกทอดหนึ่ง

สิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้คือการทำความ เข้าใจกับตัวเองเป็นอันดับแรกว่า
การที่เรามองไม่เห็นภูเขาขยะ หรือไม่เคยได้กลิ่นขยะโชยมากระทบจมูก
เป็นแค่ความโชคดีที่ไม่ต้องเผชิญกับภาพและกลิ่นอันไม่พึงปรารถนา
แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาขยะไม่มีอยู่จริงๆ
และภูเขาขยะที่ตั้งอยู่ในหลายมุมของประเทศไทยนั้น
…ก็เป็นผลงานไม่น่าภูมิใจที่ทุกคนต้องร่วมรับผิดชอบ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s