My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

บันทึกอุณหภูมิโลก


คลิกดูภาพต้นฉบับได้ที่นี่
แผนที่แสดงความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิพื้นผิวโลกในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา
เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอุณหภูมิระหว่าง ค.ศ. ๑๙๕๑ – ๑๙๘๐
โดยบริเวณที่ร้อนขึ้นมากจะปรากฏเป็นสีแดง แล้วลดหลั่นเป็นสีส้ม สีเหลือง
จนถึงบริเวณที่เย็นลงซึ่งแสดงด้วยสีฟ้า เห็นชัดเจนว่าแถบขั้วโลกเหนือและ
บางส่วนของขั้วโลกใต้มีอุณหภูมิสูงขึ้นมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับส่วนอื่นๆ ของโลก

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา หรือ “นาซา”
เปิดเผยแผนที่แสดงความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิพื้นผิวโลก
ซึ่งเป็นผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลที่บันทึกต่อเนื่อง
ตั้งแต่มกราคม ค.ศ. ๒๐๐๐ ถึงธันวาคม ๒๐๐๙ จากแหล่งข้อมูล ๓ แหล่ง คือ
สถานีอุตุนิยมวิทยามากกว่า ๑,๐๐๐ สถานีทั่วโลก ข้อมูลดาวเทียมสำหรับอุณหภูมิผิวน้ำทะเล และสถานีวิจัยแอนตาร์กติกา

พอจะสรุปได้ว่า…๑๐ ปีที่ผ่านมาเป็นทศวรรษที่ร้อนที่สุด
ร้อนที่สุดคือปี ๒๐๐๕ รองลงมาอย่างสูสีคือปี ๒๐๐๙
และเย็นที่สุดคือปี ๒๐๐๘

๓๐ ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิพื้นผิวโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นประมาณ ๐.๒ องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ

อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้นประมาณ ๐.๘ องศาเซลเซียสจากเมื่อ ๑๓๐ ปีที่แล้ว
หรือเกือบครึ่งทางของตัวเลขวิกฤต +๒ องศาเซลเซียส
ซึ่งคาดการณ์ว่า ทุกชีวิตจะได้รับผลกระทบรุนแรงจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
ความเป็นกรดของน้ำทะเล รวมถึงการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกและธารน้ำแข็ง

นี่ไม่ใช่ผลสืบเนื่องจากสภาวะโลกร้อนเพียงอย่างเดียว ยังมีอิทธิพลจากปัจจัยอื่นๆ ดังนี้

ปริมาณรังสีดวงอาทิตย์ในระดับที่สูงสุดและต่ำสุด
สามารถทำให้ร้อนขึ้นหรือเย็นลงได้ประมาณ ๐.๑ องศาเซลเซียส

ความผันผวนของอุณหภูมิผิวทะเลเขตร้อนโดยเฉพาะเมื่อเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา
สร้างความเปลี่ยนแปลงต่ออุณหภูมิโลกราว ๐.๒ องศาเซลเซียส

และละอองแขวนลอยในชั้นบรรยากาศ อย่างกลุ่มควันจากภูเขาไฟระเบิด
ที่เกาะกลุ่มกันหนาแน่น ซึ่งถือเป็นละอองแขวนลอยตามธรรมชาติ
ช่วยสะท้อนรังสีดวงอาทิตย์คืนสู่อวกาศมากขึ้น
ที่ผ่านมา การระเบิดครั้งใหญ่ของภูเขาไฟปินาตูโบ (Mount Pinatubo) ในฟิลิปปินส์
และเอลชิชอน (El Chichon) ในเม็กซิโก
ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยลดลงถึง ๐.๓ องศาเซลเซียส

แต่หากเป็นละอองแขวนลอยฝีมือมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล
กลับไม่ช่วยสะท้อนรังสีดวงอาทิตย์ แถมยังเร่งให้โลกร้อนขึ้นอีกด้วย…

ที่มา : http://www.nasa.gov/topics/earth/features/temp-analysis-2009.html

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ถอดรหัส”
นิตยสารสารคดี ฉบับที่ 300 เดือนกุมภาพันธ์ 2553

Advertisements

การแสดงความเห็นถูกปิด