My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

ข้ามน้ำเค็ม ส่งต่อน้ำจืด

ใส่ความเห็น


[ที่มาภาพ http://rowforwater.com/%5D

1.
“70 วัน 5 ชั่วโมง 22 นาที”
…คือตัวเลขเวลาที่แคธี่ สปอตซ์ใช้ในการพายเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก
จากฝั่งแอฟริกามายังแผ่นดินอเมริกาใต้ คิดเป็นระยะทางประมาณ 4,500 กิโลเมตร

หญิงสาวชาวอเมริกันวัย 22 ปี ออกสตาร์ตการเดินทางจากท่าเรือเมืองดาการ์ ประเทศเซเนกัล
ในวันที่ 3 มกราคม 2553 พร้อมกับ “ลิฟ” เรือพายสีเหลืองสดใสความยาวเกือบ 6 เมตร
หรือพาหนะร่วมผจญภัยที่ได้รับการออกแบบขึ้นสำหรับภารกิจนี้โดยเฉพาะ

คุณสมบัติพิเศษสุดของลิฟคือสามารถพลิกกลับสู่สภาพปกติได้โดยอัตโนมัติ
ในทุกครั้งที่เกิดการคว่ำและมีห้องโดยสารปิดมิดชิดขนาด 1.8 X 0.9 เมตร
ให้แคธี่ได้หลับเต็มอิ่มในทุกค่ำคืน หรือใช้หลบภัยเมื่อเผชิญความโกรธเกรี้ยวของท้องทะเล

เพื่อให้นักพายเดี่ยวใช้ชีวิตกลางมหาสมุทรได้อย่างปลอดภัย
นอกจากสารพัดอาหารสำเร็จรูปที่มีคุณค่าอาหารครบถ้วนและให้พลังงานเพียงพอ
เครื่องทำน้ำจืดพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงอุปกรณ์ยังชีพพื้นฐานอื่นๆ แล้ว
ภายในเรือยังมีโทรศัพท์ดาวเทียมสำหรับติดต่อกับทีมงานบนฝั่ง
วิทยุคลื่นสั้นเพื่อสื่อสารกับเรือร่วมเส้นทางลำอื่นๆ
จีพีเอสและอุปกรณ์รับส่งสัญญาณซึ่งช่วยระบุพิกัด ตำแหน่ง ความเร็ว
คอมพิวเตอร์พกพาสำหรับอัพเดทความเป็นไปของแคธีผ่านบล็อกและทวิตเตอร์

อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้…แผงโซลาร์เซลล์ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชิ้น

แคธี่ยังไม่เคยพายเรือกลางทะเลแม้แต่ครั้งเดียว เธอจึงต้องทำการบ้านอย่างเข้มข้น
ตลอดสองปีเต็มก่อนการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตจะเริ่มขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการค้นข้อมูล วางแผนเส้นทาง เรียนรู้วิธีการพายเรือ
การใช้อุปกรณ์สื่อสาร การใช้อุปกรณ์นำทาง และการใช้ชีวิตกลางทะเล
เสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายด้วยเครื่องซ้อมพายเรือต่อเนื่องหลายสัปดาห์
ฝึกฝนการอยู่กับตนเองโดยตัดขาดจากผู้คนนาน 10 วันเต็ม และเข้ารับคำแนะนำ
จากนักจิตวิทยาการกีฬาในการรับมือกับอารมณ์หรือความรู้สึก
ที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่ออยู่คนเดียวกลางทะเล

โดยมีทริปพายเรือระยะทาง 64 กิโลเมตรในทะเลสาบอีรี่เป็นบททดสอบสุดท้าย
เพื่อประเมินความพร้อมของกายและใจสำหรับการใช้ชีวิตลำพังท่ามกลางผืนน้ำเวิ้งว้าง

2.

[ที่มาภาพ http://www.thedailygreen.com/environmental-news/latest/green-local-heroes-2010%5D
จากนักศึกษาสาขาธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ที่สนใจการท้าทายความแข็งแกร่งของร่างกาย
และเคยผ่านสังเวียนประลองความอึดมาหลายรูปแบบ อาทิ
ว่ายน้ำในแม่น้ำอัลเลเกนีเป็นระยะทาง 523 กิโลเมตร
ขี่จักรยานข้ามอเมริกาจากซีแอตเติลไปยังวอชิงตันดี.ซี. ระยะทาง 5,310 กิโลเมตรใน 40 วัน
วิ่งข้ามทะเลทรายโมฮาวีและทะเลทรายโคโลราโดระยะทางประมาณ 240 กิโลเมตร

กระทั่งมีโอกาสบินไปเรียนด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ณ ประเทศออสเตรเลียนาน 6 เดือน
จึงได้รับรู้เรื่องราวของ “สงครามแย่งชิงน้ำ” ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากศาสตราจารย์ท่านหนึ่ง
และความจริงที่ว่า…
“มีผู้คนมากกว่า 1 พันล้านคนหรือประมาณ 1 ใน 6 ของประชากรโลก
ที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดสำหรับการบริโภค”

นั่นทำให้แคธี่เริ่มหันมาใส่ใจประเด็นปัญหานี้มากขึ้น

ยิ่งเมื่อได้แลกเปลี่ยนบทสนทนาโดยบังเอิญกับใครบางคน (ซึ่งภายหลังกลายเป็นเพื่อนที่ดี)
เขาเล่าถึงเพื่อนที่เคยพายเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาแล้วถึง 2 ครั้ง
ยิ่งจุดประกายไฟแห่งความท้าทายในตัวเธอให้ลุกโชน

ไม่เพียงแค่คิด แคธี่เริ่มควานหาข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งได้ข้อสรุปว่า
การพายเรือข้ามมหาสมุทรคือโจทย์ใหม่แห่งความท้าทาย
เธอกระหายจะทดสอบความแข็งแกร่งกับคลื่นลมทะเลที่ไม่อาจคาดเดา
และมันจะแตกต่างจากที่ผ่านๆ มา เพราะครั้งนี้ไม่ใช่แค่ความพยายามเอาชนะตนเอง
แต่มันหมายถึงการแปรรูปความสำเร็จให้กลายเป็นประโยชน์ที่ถูกแบ่งปันสู่เพื่อนร่วมโลกด้วย


[ที่มาภาพ http://rowforwater.com/%5D
ทั้งหมดเป็นที่มาของการพายเรือโดยลำพังข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อระดมทุน
ให้กับโครงการจัดหาน้ำดื่มสะอาดแก่ผู้คนทั่วโลกผ่านองค์กรการกุศล
ชื่อ “Blue Planet Run Foundation” ซึ่งตั้งอยู่ในซานฟรานซิสโก

เธอเลือกร่วมสร้างฝันกับองค์กรเล็กๆ แห่งนี้เพราะมองว่า
เป็นการทำงานกับผู้คนในระดับรากหญ้าซึ่งน่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นรูปธรรม

…และในระหว่างที่พายเรือไปยังปลายทาง แคธี่นึกเสมอว่า
การกระทำของเธอจะส่งแรงกระเพื่อมเล็กๆ ของความเปลี่ยนแปลงออกไปสู่สังคม
แต่ละครั้งของการจ้วงพายซ้ายขวาจึงมีคุณค่ายิ่งยวด

3.

[ที่มาภาพ http://www.nytimes.com/2010/03/15/sports/15row.html%5D
ความพยายามของแคธี่บรรลุผลเมื่อพาเรือมาขึ้นฝั่งที่เมืองจอร์จทาวน์ ประเทศกายอานา
เมื่อ 14 มีนาคมที่ผ่านมา พร้อมกับยอดเงินบริจาคประมาณ 70,000 ดอลลาร์สหรัฐ

แม้ไม่ใช่คนแรกที่พายเรือข้ามมหาสมุทร แต่เธอก็สร้างสถิติใหม่ให้ตัวเองถึง 2 รายการ
นั่นคือเป็นนักพายเดี่ยวข้ามมหาสมุทรที่มีอายุน้อยที่สุด
และเป็นชาวอเมริกันคนแรกที่พายเรือข้ามทวีปได้สำเร็จ

[ที่มาภาพ http://rowforwater.com/%5D

สองเดือนกว่าของการพายเรือกลางทะเลวันละ 10 – 12 ชั่วโมง
พาเธอไปเจอกับหลากหลายอารมณ์ความรู้สึก พร้อมกับโอกาสสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด
การโชว์ตัวของโลมานับสิบตัว นกทะเลตัวน้อยที่แวะมาพักเหนื่อยบนเรือ
ฝูงปลาบินที่กระโดดขึ้นเหนือน้ำ หรือแม้แต่ “ฉลาม” นักล่าแห่งท้องทะเล
แต่สิ่งหนึ่งที่เธอจะไม่มีวันลืมคือ “คุณค่าของน้ำจืด”

ในบันทึกการเดินทางวันที่ 29 แคธี่เขียนไว้ว่า…
“น้ำ น้ำทุกหนแห่ง แต่ไม่มีสักหยดที่ดื่มได้
ไม่มีอะไรเป็นความจริงไปมากกว่านี้อีกแล้ว
แม้โลกของเราจะประกอบด้วยน้ำมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์
เพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่สามารถดื่มได้”

ถ้าคุณไม่เคยขาดแคลนน้ำจืด คุณจะไม่มีทางรู้ว่ามันสำคัญยิ่งยวดเพียงใด
การพาตัวเองเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของผืนน้ำเค็มอันแสนกว้างใหญ่
โดยพึ่งพาเครื่องทำน้ำจืดพลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลได้มากกว่า 6 แกลลอนต่อชั่วโมง ทำให้แคธี่เข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้

การพายเรือระยะทางไกลแสนไกลข้ามมหาสมุทรเพื่อส่งต่อน้ำจืดให้เพื่อนร่วมโลก
…จึงมีความหมายต่อเธอมากมายเหลือเกิน

FYI
ตามอ่านประสบการณ์พายเรือข้ามมหาสมุทรของแคธี่ได้ที่นี่

หมายเหตุ บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกผ่านทางคอลัมน์คนหมุนโลก
บนเว็บไซต์ของมูลนิธิโลกสีเขียว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s