My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

(แอบ)ยิ้มผ่านม่านเถ้าภูเขาไฟ

4 ความเห็น


[เครดิตภาพ : AP Photo/Brynjar Gauti ที่มาภาพ : http://www.boston.com/bigpicture/2010/04/more_from_eyjafjallajokull.html?s_campaign=8315%5D

แม้จะเป็นอีกครั้งที่ธรรมชาติสร้างความปั่นป่วนแก่ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วน
แต่การระเบิดของภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งชื่อเรียกยาก “Eyjafjallajökull”
(อ่านว่า ไอ-ยาฟ-ยัล-ลา-โย-กูล ตามที่สุทธิชัย หยุ่น เขียนไว้ในคอลัมน์กาแฟดำ)
ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศประเทศไอซ์แลนด์
เมื่อหลังเที่ยงคืนของวันพุธที่ 14 เมษายน 2553 นั้น
ก็ยังมีสิ่งดีๆ ที่ทำให้เรา (แอบ) ยิ้มอยู่ห่างๆ
สิ่งแรกเลยคือความสวยงามที่ช่างภาพจับมาไว้ในภาพถ่ายด้านบน

เพราะเป็นภูเขาไฟที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ธารน้ำแข็ง
การปะทุลาวาและความร้อนดุเดือดของมันจึงส่งผลให้น้ำแข็งที่ปกคลุมหนากว่า 250 เมตรละลายอย่างรวดเร็วแล้วไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน
กระทั่งทางการต้องประกาศเป็นสถานการณ์อุทกภัยร้ายแรง พร้อมสั่งอพยพผู้คน

เรื่องไม่จบเพียงเท่านั้น…ในตอนสุดท้ายน้ำจืดปริมาณมหาศาลต้องไหลลงสู่มหาสมุทร
จึงเริ่มมีความกังวลว่า มันอาจกระเทือนถึงการไหลเวียนของกระแสน้ำอุ่นในแถบแอตแลนติก
ซึ่งจะกระทบชิ่งกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลก
พูดง่ายๆ เร่งวิกฤตโลกร้อนนั่นเอง


[เครดิตภาพ : HALLDOR KOLBEINS/AFP ที่มาภาพ : http://www.boston.com/bigpicture/2010/04/more_from_eyjafjallajokull.html?s_campaign=8315%5D


[เครดิตภาพ : AP Photo/Arnar Thorisson ที่มาภาพ : http://www.boston.com/bigpicture/2010/04/more_from_eyjafjallajokull.html?s_campaign=8315%5D

ขณะเดียวกัน ควันและเถ้าถ่านที่พุ่งขึ้นก็กระจายทั่วน่านฟ้าที่ความสูงประมาณ 8-9 กิโลเมตร
ส่วนใหญ่ปกคลุมเหนือมหาสมุทรแอตแลนติก
แต่ก็มีบางส่วนที่เคลื่อนตัวลงทางใต้และตะวันออกแล้วลอยเอื่อยเหนือแผ่นดินทวีปยุโรป
สร้างความปั่นป่วนแก่การจราจรทางอากาศ…หลังเกิดเหตุเพียงไม่กี่ชั่วโมง

ฝุ่นละเอียดที่ผลิตโดยธรรมชาติ ไม่เพียงลดทัศนวิสัยทางการบิน
ยังอาจสร้างความเสียหายแก่เครื่องยนต์ของอากาศยาน
เพื่อความไม่ประมาท หลายประเทศทั่วโลกยกเลิกเที่ยวบินที่มุ่งหน้าสู่ยุโรป
และสนามบินในยุโรปเอง ทั้งอังกฤษ ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ เดนมาร์ก สวีเดน ฟินแลนด์
เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี ฮังการี ออสเตรีย โปแลนด์ สาธารณรัฐเช็ก
สโลวะเกีย สโลวีเนีย โปรตุเกส สเปน โครเอเชีย เอสโตเนีย ลัตเวีย เซอร์เบีย ยูเครน
…ก็หยุดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย.
ผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวต้องรอคอยเกือบสัปดาห์
กว่าทุกอย่างจะคลี่คลายและกลับคืนสู่สภาวะปกติ

ว่ากันว่าื การปิดน่านฟ้าครั้งนี้มโหฬารสุดนับจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ทั้งยังสร้างความเสียหายต่อธุรกิจการบินมากกว่าเหตุการณ์ 911 เสียอีก
เทียบเคียงเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจได้ราวๆ วันละ 1.3 หมื่นล้านบาท

เมื่อสัญจรทางอากาศใช้การไม่ได้โดยสิ้นเชิง
การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ก็ลดลงทันที่ร้อยละ 60
หากจะให้เห็นภาพต้องบอก…
การระเบิดของภูเขาไฟพ่นคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาประมาณ 150,000 ตัน
ขณะที่การหยุดบินช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 206,465 ตัน
เห็นชัดว่า ธรรมชาติยังทำร้ายโลกน้อยกว่าการบินข้ามน่านฟ้าไปมาของพวกเราเสียอีก


[ที่มาภาพ http://www.informationisbeautiful.net/2010/planes-or-volcano/%5D

สภาวะงดบินชั่วคราวทำให้ผู้โดยสารที่รอไม่ได้ต้องหันไปพึ่งระบบขนส่งมวลคนประเภทอื่น
ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรถไฟ รถทัวร์ แท็กซี่ หรือรถเช่า
ก็ล้วนผลาญน้ำมันและปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเครื่องบินทั้งนั้น
เม็ดเงินที่กระจุกอยู่กับสายการบิน จึงกระจายสู่ภาคการขนส่งภาคพื้นดินโดยอัตโนมัติ

อีกผลพวงหนึ่งที่เราคงนึกไม่ออก ถ้าไม่ไปอ่านเจอข่าวชิ้นนี้
เขารายงานว่า การระเบิดของภูเขาไฟได้มอบของขวัญล้ำค่าแก่ชุมชนใกล้สนามบินฮีทโธรว์
เป็นของขวัญที่ชื่อ “ความเงียบ”

สนามบินฮีทโธรว์ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอน
เป็นสนามบินที่คับคั่งทั้งการจราจรทางอากาศและจำนวนผู้ใช้บริการติดอันดับต้นๆ ของโลก
แถมยังสร้างปัญหามลพิษทางเสียง ไม่ต่างอะไรจากสนามบินสุวรรณภูมิในบ้านเรา

ความเงียบที่เดินออกจากชีวิตประจำวันของผู้คนแถวนั้นไปนานถึง 25 ปี
หวนกลับมาเยี่ยมเยือนพวกเขาอีกครั้งในวันที่สนามบินปิดบริการ
ชาวบ้านหลายคนถึงกับออกปาก…เป็นสิ่งวิเศษสุดที่ได้ตื่นเช้ามาพบกับความเงียบ

ปีเตอร์ สมิธ ชายวัย 42 เลือกที่จะดื่มด่ำกับความเงียบในเบียร์การ์เดนท์ใกล้บ้าน
“นี่เป็นครั้งแรกที่ผมสามารถนั่งจิบเบียร์ได้อย่างสบายใจภายนอกอาคาร”
เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมวง จอห์น มาร์แชล ที่บอกว่า
“ในยามปกติ ที่นี่ไม่น่ารื่นรมย์เท่าใดนัก เพราะแก้วเบียร์จะสั่นเกือบตลอดเวลา
แต่สำหรับวันนี้ บรรยากาศช่างผ่อนคลายจริงๆ”

ความสั่นสะเืทือนและเสียงดังแหวกอากาศที่ทำลายความสงบของผู้คน
เป็นผลพวงจากการขึ้นลงของอากาศยาวประมาณ 1,300 เที่ยวบินต่อวัน
–หรือประมาณ 1 เที่ยวต่อ 1-2 นาที
ซึ่งจริงๆ ยังนับว่ายังน้อยกว่าสุวรรณภูมิที่กำหนดตัวเลขเอาไว้ว่า
…ไม่น้อยกว่า 76 เที่ยวต่อชั่วโมง

วาเนสซา แบรดลีย์ ที่ปรึกษาทางด้านการเงินวัย 37 ปี เล่าถึงเสียงรบกวนว่า
“คุณต้องหยุดบทสนทนาประมาณ 10 วินาที ทุกๆ 1-2 นาที
ไม่เช่นนั้นก็ต้องฝึกฝนการอ่านริมฝีปากมาเป็นอย่างดี ดีมากๆ ด้วย
แต่ตอนนี้ ฉันได้ยินเสียงพูดของทุกคนได้อย่างชัดเจน ชอบมากเลยแหละ
เมื่อวานกลับจากที่ทำงานมาถึงบ้านตอนเย็น ยังได้นั่งเล่นในสวนท่ามกลางความเงียบด้วย”

เรานึกถึงบรรยากาศสนทนาแบบนั้นได้เป็นอย่างดี
เพราะเมื่อครั้งลงพื้นที่เก็บข้อมูลชุมชนที่ได้รับผลกระทบทางเสียงจากสนามบินสุวรรณภูมิ
การพูดคุยของเรากับชาวบ้านต้องชะงักเป็นช่วงๆ เพราะโดนกลบด้วยเสียงเครื่องบิน
ตอนถอดบทสัมภาษณ์ยิ่งอนาถ เพราะเสียงถามตอบถูกแทรกสลับด้วยเสียงกระหึ่มโครมคราม
…เป็นอย่างนี้ทั้งหมดเลย

แม้แต่บาทหลวงพอล วิลเลียมสันวัย 61 ปีแห่งโบสถ์เซนต์ จอร์จ ก็ยังยิ้มกว้างกว่าปกติ
“นี่เป็นความผ่อนคลายชั่วคราว เพราะผมกังวลตลอดเวลาว่า
หน้าต่างประดับกระจกสีตั้งแต่ศิลปะยุคกลางของโบสถ์
จะได้รับความเสียหายจากคลื่นเสียงและแรงสั่นสะเทือน
อย่างช่วงนี้ก็สามารถสวดมนต์ได้ตลอดเวลา สวดมนต์โดยไร้เสียงรบกวนย่อมดีกว่าอยู่แล้ว”

นี่เป็นความกังวลเดียวกับที่เกิดขึ้น ณ วัดบางโฉลงในอายุมากกว่า 250 ปี
ซึ่งตั้งอยู่ในแนวเส้นทางการขึ้นลงเครื่องบินของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
พระมหาภาณุวัฒน์เคยให้สัมภาษณ์ว่า…
อาคารปฏิบัติธรรมต้องติดเครื่องปรับอากาศและปิดมิดชิดเพื่อให้มีเสียงรบกวนน้อยที่สุด
แต่แรงสั่นสะเทือนก็ทำให้กระเบื้องหลังคาโบสถ์ปลิวหลุดไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ยังจำได้แม่น…การไปเยือนชุมชนใกล้ปลายรันเวย์ทั้งสองฝั่งของสนามบินสุวรรณภูมิครั้งนั้น
เราใช้เวลาจากกลางวันถึงกลางคืน จากประมาณ 11 โมงถึง 5 ทุ่ม
เสียงเครื่องบินที่หึ่มๆ อยู่เหนือหัวตลอดเวลา เล่นเอาไมเกรนกำเริบเลยทีเดียว

ทุกข์หูดับที่ลอนดอนเป็นทุกข์เดียวกับที่สมุทรปราการ
สุขจากสนามบินฮีทโธรว์ปิดเพราะภูเขาไฟระเบิด
จึงไม่ต่างจากสุขพลอยได้จากกรณีกลุ่ม พธม. บุกยึดสุวรรณภูมิ
(เราไม่ได้เห็นด้วยกับการปิดสนามบินของเสื้อเหลือง โปรดอย่าโยงไปเรื่องการเมือง)
มันเนื้อเรื่องเดียวกันแท้ๆ แค่เปลี่ยนตัวละครและสถานที่

และเมื่อความเงียบมาเยือนชุมชนใกล้สนามบินฮีทโธรว์
แม้ไม่รู้จักกัน แต่เราก็รู้สึกรู้สาในความยินดีไปกับพวกเขาด้วย
…นี่จึงเป็นเรื่องน่ายิ้มที่สุดของภูเขาไฟระเบิดเลยก็ว่าได้


[เครดิตภาพ : FABRICE COFFRINI/AFP ที่มาภาพ : http://www.boston.com/bigpicture/2010/04/more_from_eyjafjallajokull.html?s_campaign=8315%5D
ปิดท้ายด้วยภาพพระอาทิตย์ตกที่สวยขึ้นมาฉับพลันเมื่อสาดแสงผ่านฝุ่นเถ้าละเอียดในท้องฟ้า
…เห็นมั้ยว่า ภูเขาไฟระเบิดครั้งนี้มีเรื่องยิ้มได้ซ่อนอยู่ไม่น้อยเลย

Advertisements

4 thoughts on “(แอบ)ยิ้มผ่านม่านเถ้าภูเขาไฟ

  1. จริงๆ ด้วย สมดุลกลับคืนมาอีกครั้ง

    เทคโนโลยีก้าวหน้าหลายๆ อย่าง มันทำร้ายธรรมชาติมากขึ้นๆ

    …..

    นุ่น แปล-เรียบเรียง-เขียน เองทั้งหมดเหรอ น่าอ่านมาก ได้สาระด้วย

    ขอบคุณจ้าที่มีเรื่องราวดีดีมาให้อ่านกัน ^^

    • เราไม่ได้ตั้งใจจะเขียนถึงการระเบิดของภูเขาไฟหรอก
      เพราะรู้สึกเป็นประเด็นใหญ่โตที่สื่อนำเสนอไปเยอะ หนังสือพิมพ์ก็ลงข่าวกันพอสมควร
      กระทั่งไปอ่านเจอข่าวชิ้นที่ว่านั่นแหละ ก็รู้สึกขึ้นมาทันที
      เออ มันเป็นมุมเล็กๆ ที่คนไม่ค่อยนึกถึง

      ก็เลยเรียบเรียงผูกเรื่องกับความรู้สึกและประสบการณ์ตรงที่เจอ…ออกมาเป็นเรื่องนี้
      ซึ่งจริงๆ กะจะเก็บไว้เขียนวันเสาร์ เพราะตอนนี้ยังมีงานอีกชิ้นที่ยังเขียนไม่เสร็จ
      แต่เริ่มปวดหัวกับมัน คิดไม่ออกซะที เลยพักอันโน้นมาเขียนอันนี้
      หวังว่ากลับไปเขียนอันโน้นอีกที หัวจะแล่นไหลกว่าเดิม ;)

      ปล. ขอบคุณที่สิแวะมาประเดิมอ่านก่อนใคร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s