My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

เหตุปะทะที่ขั้วโลกใต้


[ภาพ : NASA]

“B-09B” คือภูเขาน้ำแข็งไซซ์มหึมาซึ่งหลุดออกจากขั้วโลกใต้ตั้งแต่ ค.ศ.๑๙๘๗
และลอยมาติดค้างอยู่ใกล้ธารน้ำแข็งเมิร์ตซ์ (Mertz Glacier) นานกว่า ๓ ปี
ในที่สุดมันก็เคลื่อนเข้าปะทะกับธารน้ำแข็งที่ยื่นออกสู่มหาสมุทรใต้ทางด้านตะวันออกของทวีปแอนตาร์กติกา
ธารน้ำแข็งเมิร์ตซ์ซึ่งปรากฏรอยร้าวกว้างขนาดที่มองเห็นได้จากภาพถ่ายดาวเทียมมานาน ๒ ทศวรรษ
จึงแตกหักออกจากขั้วโลกใต้เมื่อวันที่ ๑๒ หรือ ๑๓ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
กลายเป็นภูเขาน้ำแข็งก้อนใหญ่และใหม่ล่าสุด เทียบเคียงได้กับขนาดของประเทศลักเซมเบิร์ก
ด้วยความยาว ๗๘ กิโลเมตร ความกว้าง ๓๙ กิโลเมตร และพื้นที่ประมาณ ๒,๕๐๐ ตารางกิโลเมตร

ก่อนเป็นอิสระจากผืนทวีป ธารน้ำแข็งเมิร์ตซ์คือเงื่อนไขสำคัญของปรากฏการณ์เพอลินยา (Polynya)
หรือกระบวนการทางสมุทรศาสตร์ที่ทำให้ทะเลในละแวกนั้นปราศจากน้ำแข็ง
(สังเกตได้จากภาพบนสุดที่ผืนน้ำด้านบนเป็นสีเข้ม)
ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์

ดร. นีล ยัง หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์วิจัยสภาพอากาศและระบบนิเวศของทวีปแอนตาร์กติกา
ภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศออสเตรเลียและประเทศฝรั่งเศส (Antarctic Climate and Ecosystems Co-operative Research Centre) อธิบายว่า
“ชายฝั่งบริเวณดังกล่าวมีสาหร่ายเติบโตจำนวนมากโดยเฉพาะในฤดูใบไม้ผลิ
ฝูงเพนกวินจักรพรรดิซึ่งอยู่ห่างไปอีกราว ๒๐๐ – ๓๐๐ กิโลเมตรจะมาหากินที่นี่”

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงมีแนวโน้มจะลดทอนอัตราการผลิตอาหารตามธรรมชาติ
และส่งผลกระทบถึงการดำรงชีวิตของสัตว์ในเขตขั้วโลกใต้

แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่า…
ปรากฏการณ์เพอลินยาช่วยให้น้ำทะเลละแวกนั้นจมลงเบื้องล่างในอัตราที่เหมาะสม
โดยมวลน้ำที่จมลงจะไหลเรื่อยต่อไปตามไหล่ทวีปสู่ก้นมหาสมุทร
กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนกระแสน้ำในมหาสมุทรใต้ มหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรแอตแลนติก

เมื่อไม่มีธารน้ำแข็งเมิร์ตซ์เสียแล้ว อัตราการจมของน้ำทะเลย่อมลดลง
และอาจส่งผลลูกโซ่ถึงระบบหมุนเวียนกระแสน้ำในมหาสมุทร
ซึ่งเกี่ยวพันและมีบทบาทสำคัญในระบบภูมิอากาศของโลกด้วย

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “โลกใบร้อน”
นิตยสารสารคดี ฉบับที่ 301 เดือนมีนาคม 2553

Advertisements

การแสดงความเห็นถูกปิด