My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

แผ่ความจริงในความลวงเรื่องโลกร้อน

ใส่ความเห็น

ถึงนาทีนี้คงไม่มีใครไม่เคยได้ยินคำว่า “โลกร้อน”
แต่การคุ้นหูคุ้นตากับคำนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า
ประชาชนตาดำๆ จะเข้าใจประเด็นโลกร้อนอย่างถ่องแท้ในทุกแง่มุม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ “โลกร้อน” กลายเป็นวาทกรรมเด็ดสำหรับภาคเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ
ที่หลายฝ่าย (ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชนรายเล็กใหญ่ไปจนถึงหน่วยงานรัฐ) พยายามจะแข่งกันฉวยใช้ประโยชน์
ในลักษณะกอบโกยผลบวกเข้าตัวมากกว่าบรรเทาวิกฤตสิ่งแวดล้อมด้วยหัวใจที่ห่วงใยโลกจริงๆ

ผ่านไปนานวัน วิชามารใต้หน้ากากสีเขียวยิ่งดูจะหลอกล่อกันหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
หากรับข้อมูลโดยขาดความไตร่ตรองระแวดระวัง
เราๆ ท่านๆ ก็มีสิทธิ์ตกหลุมพรางโลกร้อนที่พวกเขาขุดกันไว้
และอาจร่วมลงมือทำร้ายโลกไปโดยไม่รู้ตัว

หนึ่งในกรณีตัวอย่างสุดคลาสสิคของความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องโลกร้อนในสังคมไทย
คงหนีไม่พ้นการรณรงค์หิ้วถุงผ้าลดโลกร้อน ซึ่งสุดท้ายกลายเป็นปรากฏการณ์ “ถุงผ้าฟีเวอร์”
ที่ใครต่อใครพากันแห่ผลิตถุงผ้าเพื่อวางขายหรือแจกแถม ถึงขั้นผ้าดิบขาดตลาดชั่วระยะหนึ่ง

แม้คุณสมบัติด้านความทนทานและการใช้งานซ้ำได้นับครั้งไม่ถ้วน
จะทำให้ถุงผ้าดูเป็นมิตรต่อโลกมากกว่าถุงกระดาษและถุงพลาสติก
แต่ต้องไม่ลืมว่า กว่าจะออกมาเป็นถุงผ้า 1 ใบ มันผ่านกระบวนการผลิตมากมาย
ที่ต้องใช้ทั้งทรัพยากร พลังงาน และน้ำ แถมยังปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม
การเร่งผลิตถุงผ้าจำนวนมหาศาลจึงขัดแย้งกับเจตนารักษาชั้นบรรยากาศโลกโดยสิ้นเชิง

เรื่องวุ่นๆ ของถุงเกิดขึ้นอีกระลอกในช่วงกลางปี 53 เมื่อกรุงเทพมหานคร
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จับมือกับห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ
เก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกเพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคพกถุงผ้ามาชอปปิ้ง
สุดท้ายก็ไม่รอด ห้างร้านยังคงแจกถุงพลาสติกสกรีนโลโกของตัวเอง
ขาชอปก็ยังหิ้วถุงพลาสติกช่วยโฆษณาห้างกันต่อไป…เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ห้างสรรพสินค้าบางแห่งยังไม่เลิกเล่นประเด็นถุงผ้า
ออกแคมเปญในลักษณะ…หิ้วถุงผ้ามาซื้อสินค้าจะได้รับเปอร์เซ็นต์ส่วนลด
เงื่อนไขนี้ใช้ได้กับถุงผ้าที่ห้างผลิตขึ้นมาขายเท่านั้น
แล้วจะลดโลกร้อนได้อย่างไร ถ้าลูกค้าต้องซื้อถุงผ้าเพิ่มทั้งๆ ที่มีอยู่ในครอบครองแล้วนับสิบใบ

สินค้าหลายชิ้นพยายามพาตัวเองเข้าไปเอี่ยวกับโลกร้อน
ไม่ว่าจะเพื่อสร้างจุดขาย ดึงดูดความสนใจ หรือกระตุ้นการซื้อ
มันได้สร้างความสับสนเรื่องโลกร้อนให้กับประชาชนไม่มากก็น้อย
กระเบื้องมุงหลังคาช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน
เครื่องปรับอากาศต่อสู้กับโลกร้อนด้วยการสร้างความเย็นฉ่ำภายในอาคาร
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเปลี่ยนถ้วยพลาสติกเป็นถ้วยกระดาษเพื่อลดโลกร้อน และอื่นๆ อีกมากมาย

บังเอิญเหลือเกิน กระแสตื่นตัวเรื่องโลกร้อนเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับยุคเบ่งบานของ “ซีเอสอาร์”
องค์กรเอกชนหลายแห่งจึงพร้อมใจแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม
ด้วยการกระโดดขึ้นขบวนรถไฟสาย “ลดโลกร้อน”
เพื่อใช้มันเป็นทางลัดสร้างภาพลักษณ์ของการรักษาสิ่งแวดล้อม
บางกรณีเริ่มเข้าข่าย “ฟอกเขียว” ตัวเองไปแล้ว

อย่างอุตสาหกรรมกระดาษที่ทั้งตัดต้นไม้ดั้งเดิมซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์อยู่แล้ว
ทั้งกระบวนการผลิตที่ต้องใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและก่อมลพิษ
แต่ป่าวประกาศผ่านสื่อโฆษณาว่า การปลูกป่ายูคาลิปตัสช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์
(ทั้งๆ ที่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวในพื้นที่ขนาดใหญ่ไม่สมควรจะเรียกว่า “ป่า” ด้วยซ้ำ)
กระดาษที่ผลิตจากยูคาฯ จึงมีส่วนช่วยลดโลกร้อน (?!!!?)
ซึ่งก็ยังน่าคลางแคลงใจถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านอื่นๆ
เช่น ความเสื่อมโทรมของผืนดิน ปริมาณของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ปล่อยจากกระบวนการผลิตกระดาษ

หรือบรรดาอุตสาหกรรมก่อมลพิษร้ายแรง
ที่จัดกิจกรรมปลูกป่าบกป่าชายเลนกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันก็พยายามเน้นวีรกรรมปลูกป่าลดโลกร้อน
แต่หลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงกิจกรรมหลักในการผลิตผลิตภัณฑ์ของตน
ที่คุกคามสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในชุมชนเช่นกัน

เขยิบออกห่างเมืองสู่เขตชนบท ประเด็นโลกร้อนยังตามไปเล่นงานถึงขั้นเป็นฟ้องร้องไปแล้วหลายสิบกรณี
ทั้งหมดมีต้นเหตุจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ เขตป่าสงวนแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ทับครองที่ดินที่ชาวบ้านใช้เป็นแหล่งทำกิน เช่น สวนยางพารา สวนผลไม้ มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ

กรมอุทยานแห่งชาติจึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535
ดำเนินการฟ้องร้องทางแพ่งจากชาวบ้านที่ตัดโค่นต้นยางพาราที่หมดอายุการให้น้ำยางแล้ว
เพื่อเรียกค่าเสียหายจากการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ป่าสงวนแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและอ้อม 7 ข้อ
…หนึ่งในนั้นระบุรายละเอียดของผลกระทบว่า “ทำให้อากาศร้อนขึ้น”
และคำนวณค่าเสียหายโดยเทียบเคียงกับค่าไฟฟ้าที่ใช้เดินเครื่องปรับอากาศเพื่อลดอุณหภูมิให้เย็นลง!

หากการตัดต้นยางพาราที่ตนเองเป็นผู้ปลูกทำให้อากาศร้อนขึ้นจนกลายเป็นสาเหตุหนึ่งของการฟ้องร้อง
…แล้วการตัดต้นไม้ (ที่ตนเองไม่ได้ปลูก) เพื่อขยายถนนในเส้นทางขึ้นเขาใหญ่
จะทำให้อากาศร้อนขึ้นได้ในลักษณะเดียวหรือไม่ ?

แม้แต่อภิมหาโปรเจ็คต์ในฝันของรัฐอย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ถูกหยิบยกให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ
ด้วยการเน้นย้ำคำกล่าวอ้างที่ว่า “ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยลดโลกร้อน”

แท้จริงแล้ว นั่นเป็นการตัดตอนพิจารณาเฉพาะขั้นตอนที่ใช้ความร้อน
จากการแตกตัวของอะตอมยูเรเนียมไปผลิตไอน้ำเพื่อขับเคลื่อนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
มิใช่การพิจารณาให้ครบถ้วนทั้งวงจรชีวิตของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ซึ่งมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมหาศาลจากการขนส่งวัสดุก่อสร้าง ส่วนประกอบเตาปฏิกรณ์ ฯลฯ
ลำพังแร่ยูเรเนียมนั้นต้องขนส่งไกลข้ามประเทศข้ามทวีปกันเลยทีเดียว
ยังไม่นับรวมความเสี่ยงจากหายนะภัยรังสีรั่วและอันตรายจากกากกัมมันตรังสี
ซึ่งยังไม่มีวิธีใดที่จะกำจัดได้อย่างสิ้นเชิง
นอกจากขุดหลุมลึกๆฝังไว้รอเวลาเผื่อเทคโนโลยีในอนาคตจะจัดการได้

ทั้งหมดที่ว่ามา เป็นเพียง “น้ำจิ้ม”
ใครอยากตาสว่างและรับรู้การตีแผ่ความจริงในความลวงเรื่องโลกร้อนอย่างเข้มข้น
หรือสนใจเสนอไอเดียเพื่อร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลง
มิควรพลาดเข้าร่วมงาน มหกรรมประชาชนเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม 2553
“ความจริงเรื่องโลกร้อน : รอยเท้า ถุงผ้า และการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
ในวันอังคารที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ณ สวนสันติชัยปราการ ตั้งแต่ 9.00 – 20.00 น.

คลิกเพื่ออ่านกำหนดการและรายละเอียดเพิ่มเติม

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s