My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

เห็ดโลกยิ้ม


[ที่มาภาพ businessweek.com]
1.
เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2552
จากประโยคบอกเล่าที่ว่า “กากกาแฟน่าจะใช้ปลูกเห็ดได้”

สำหรับโปรเฟสเซอร์อลัน รอสส์ (Alan Ross) เขาก็แค่แสดงความคิดเห็นขึ้นมาลอยๆ
ทว่าสำหรับผู้ฟังอย่างนิกฮิล อะโรรา (Nikhil Arora) อเล็กซ์ วาเลซ (Alex Velez)
นักศึกษาชั้นปีสุดท้ายในสาขาธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์
คำกล่าวนั้นเป็นเมล็ดพันธุ์ไอเดียที่หย่อนลงมาในจังหวะเหมาะเจาะเหลือเกิน

“เราทั้งคู่เข้าใจและพอจะมองเห็นความเป็นไปได้ ผู้คนในประเทศนี้ดื่มกาแฟกันเป็นบ้าเป็นหลัง
ถ้าเราสามารถเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่า
มันจะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เลยทีเดียว” อะโรราเปิดฉากเล่า

แล้วมันก็จริงอย่างเขาว่า ยอดขายเมล็ดกาแฟทั่วสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 1,000 ล้านกิโลกรัมต่อปี
ซึ่งเมื่อแปรรูปมันเป็นเครื่องดื่มหอมกรุ่น ก็จะเหลือกากกาแฟจำนวนมหาศาล
เกือบทั้งหมดถูกทิ้งลงถังขยะเพื่อรอเวลาส่งไปกำจัด

โอกาสที่ซ่อนอยู่ในวัตถุดิบปริมาณล้นเหลือผลักให้สองหนุ่มตามสืบเสาะข้อมูลเพิ่มเติมจากโปรเฟสเซอร์อลัน
กระทั่งได้รับการแนะนำให้รู้จักกับผู้เชี่ยวชาญด้านเห็ดรา
ชีวิตของพวกเขาจึงได้ก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ที่นับหนึ่งด้วยการสั่งหัวเชื้อ
พร้อมกับเปลี่ยนห้องพักเล็กๆ ของวาเลซเป็นห้องแล็บวิทยาศาสตร์ชั่วคราว
ทดลองเพาะเชื้อ และลงมือปลูกเห็ดในกากกาแฟ

…อีกไม่กี่เดือนถัดมา เมล็ดพันธุ์ไอเดียก็งอกงาม
เมื่อนิกฮิลและอเล็กซ์ช่วยกันก่อร่างสร้างธุรกิจขายส่งเห็ดนางฟ้าและเห็ดหอม
ภายใต้แบรนด์ “Back to the Roots”

2.
แม้ค่าพีเอชสูงของกากกาแฟจะเอื้อต่อการใช้เป็นวัสดุปลูกเห็ด แต่นักเพาะเห็ดหลายคนก็มองว่า
มันอาจเกาะกันแน่นเกินไปจนเป็นอุปสรรคต่อการงอกของเห็ด
และไม่น่าจะกักเก็บความชื้นไว้ได้นานเท่าที่ควร

เงื่อนไขข้างต้นทำให้นิกฮิลและอเล็กซ์ต้องลองผิดกันอยู่ 2-3 เดือน
กว่าจะข้ามผ่านข้อจำกัดดังกล่าวและได้ตื่นเต้นดีใจกับเห็ดล็อตแรกที่พวกเขาปลูกเองกับมือ
แล้วความสงสัยก็ตามมาติดๆ …รสชาติของมันล่ะ

ไม่รอช้า หนุ่มไฟแรงสองคนหิ้วตะกร้าเพาะเห็ดไปยังร้านอาหารดังย่านเวสต์ โคลสต์
ซึ่งนอกจากจะให้บริการอาหารและเครื่องดื่ม ยังเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวเรื่องสโลว์ฟู้ดของเมืองอีกด้วย
เชฟใหญ่นำเห็ดขึ้นผัดเร็วๆ บนเตาและลองชิม ก่อนจะเอ่ยปาก…”ไม่เลวเลย รสชาติดีด้วยซ้ำ”

ฟีดแบ็กเชิงบวกที่สะท้อนกลับมาเพิ่มความมั่นใจขึ้นอีกเป็นกอง
แล้วทั้งคู่พาหัวใจพองโตหิ้วตะกร้าเพาะเห็ดใบเดิมมุ่งหน้าไปเคาะประตูออฟฟิศของ “Whole Foods”
ซูเปอร์มาร์เก็ตที่กระจายเครือข่ายอยู่ทางเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย
…โดยไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย

“มันอาจเป็นเรื่องงี่เง่าที่สุดที่ผมเคยทำ” นิกฮิลเล่าขำๆ
ทว่าเหตุการณ์นั้นสร้างความประทับใจให้ตัวแทนเจรจาของซูเปอร์มาร์เก็ต
ผลลัพธ์จึงไม่เพียงรับสินค้าไปวางขายในร้าน
แต่ยังตามมาด้วยการให้คำปรึกษาทางธุรกิจแก่สองหนุ่มมือใหม่และร่วมสนับสนุนเงินลงทุน

หลังจากนั้นไม่นานโปรเจ็กต์เห็ดๆ ก็พาพวกเขาคว้ารางวัลผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคม
พร้อมรับเงินจำนวน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐจากอธิการบดี
นิกฮิลและอเล็กซ์จัดแจงแบ่งเงินเป็น 2 ส่วน
ก้อนแรก 1,000 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับซื้อรถแวนมือสองเอาไว้ขับไปรับกากกาแฟจากร้านขายกาแฟ
ก้อนหลัง 4,000 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับเช่าโกดังสินค้าเป็นสถานที่ผลิต บรรจุ และเตรียมการจำหน่าย

“พวกเราเดินหน้ากันเต็มที่ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นคนงานในฟาร์มเห็ดของตัวเองไปซะแล้ว
เพื่อนงงกันใหญ่ คิดว่าพวกเราเพี้ยน” ทั้งคู่เล่าถึงปฏิกิริยาจากคนรอบข้าง
ซึ่งตรงข้ามโดยสิ้นเชิงกับความเห็นของผู้จุดประกาย ณ จุดสตาร์ต

“นิกฮิลและอเล็กซ์เป็นเด็กหนุ่มที่น่าทึ่ง จากจำนวนนักศึกษาหลายพันคนที่ผมเคยสอน
มีอยู่ไม่กี่คนหรอกที่จะเดินความสนใจด้วยอาการกระตือรือร้นเช่นนี้
จริงๆ แล้วมีบริษัทหยิบยื่นตำแหน่งงานที่ปรึกษาด้านธุรกิจและการธนาคาร ซึ่งรายได้งามให้กับทั้งคู่
แต่เขาก็ปฏิเสธและเลือกที่จะไขว่คว้าโอกาสในการผจญภัยด้วยตนเอง” โปรเฟสเซอร์อลันกล่าวด้วยความชื่นชม


[ที่มาภาพ news.cnet.com]
3.
หลังจากส่งเห็ดไปวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่สักระยะ
พวกเขาก็ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในเดือนมีนาคม 2553
นั่นคือ “Easy-to-Grow Mushroom” หรือชุดปลูกเห็ดสำหรับครัวเรือน
ซึ่งทั้งเชื้อเห็ดและกากกาแฟในถุงพลาสติกมิดชิดถูกบรรจุลงกล่องกระดาษ
เมื่อเปิดถุงให้ความชื้นและแสงรำไรแวะมาทักทาย
ภายใน 2 สัปดาห์ดอกเห็ดสดใหม่จะงอกออกมาให้ลิ้มลอง
โดยแต่ละชุดปลูกสามารถให้ผลผลิตได้ 2-3 รอบ

สองหนุ่มวางขายชุดปลูกเห็ดด้วยความคิดดีหลายตลบ…
ทั้งเพราะอยากให้คนทั่วไปได้ลองสัมผัสกับสถานะ “ผู้ผลิตอาหาร” บ้าง
เผื่อจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในวงที่ขยายใหญ่กว่าเดิม
ทั้งเพราะต้องการแสดงตัวอย่างชัดๆ ของรูปแบบการผลิตอาหารบนฐานแห่งความยั่งยืน
ทั้งเพราะคาดหวังให้เด็กๆ ใช้เป็นเครื่องมือเรียนรู้ธรรมชาติอย่างง่ายๆ
ถึงขนาดเปิดพื้นที่หน้าเว็บให้เยาวชนอวดภาพถ่ายเห็ดที่ตัวเองปลูก

แต่ที่สุดเจ๋งเหนือสิ่งอื่นใดคือ แนวคิดชะลอสิ่งที่ (เหมือนจะ) ไร้ค่าให้กลายเป็นขยะช้าลง

คาดประมาณว่า ตั้งแต่เริ่มธุรกิจเห็ดมา
นิกฮิลและอเล็กซ์สามารถดึงกากกาแฟออกจากถังขยะได้ราวๆ 4,500 กิโลกรัมต่อสัปดาห์
แม้สุดท้ายมันจะจบปลายทางที่การกำจัดเช่นเดียวกับกากกาแฟอื่นๆ
ทว่าเจ๋งกว่าตรงที่ก่อนหน้านั้นก็ได้มีส่วนร่วมในการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพไปแล้วหลายอิ่ม

ทั้งนี้ เจ้าของร้านกาแฟต้นทางมิได้ส่งมอบกากกาแฟแบบให้เปล่าๆ
แต่ยังมอบเงินเล็กน้อยๆ เพื่อตอบแทนการนำมันไปต่อยอดใช้ประโยชน์
ซึ่งเขาเองก็ได้รับประโยชน์ด้วยเช่นกัน กากกาแฟที่หายไปจากถังขยะ
ช่วยลดภาระค่าขนส่งและกำจัดได้เดือนละหลายร้อยดอลลาร์สหรัฐเลยเชียว

ปัจจุบันนิกฮิล อะโรรา และ อเล็กซ์ วาเลซ ในวัย 23 ปี
ต้องทำงานง่วนอยู่กับเห็ดตั้งแต่ 6.30 – 21.00 น. สัปดาห์ละ 7 วัน
โดยมีลูกมือร่วมทีมอีก 5 ชีวิต อาจจะเป็นการงานที่เหนื่อยหนักสักหน่อย
แต่คนกลุ่มเล็กๆ นี้ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า
ความอยู่รอดทางธุรกิจและสิ่งแวดล้อมสามารถเดินไปพร้อมกันได้

…อยู่ที่ใครจะเห็นความสำคัญ อยู่ที่ใครจะลงมือทำจริงจัง…ก็เท่านั้นเอง

หมายเหตุ-บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกผ่านทางคอลัมน์คนหมุนโลกบนเว็บไซต์ของมูลนิธิโลกสีเขียว

Advertisements

การแสดงความเห็นถูกปิด