My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

จากป่าเรือนยอดถึงมอสส์ในเรือนจำ


[ที่มาภาพ www.unity.edu]
1.
ความสนุกสนานจากการปีนป่ายต้นไม้ในวัยเยาว์
กระตุ้นให้เด็กหญิงคนหนึ่งกระตือรือร้นที่จะได้รู้จักต้นไม้อย่างลึกซึ้ง
ถึงขนาดขีดเส้นทางชีวิตตัวเองด้วยการเลือกเรียนในสาขาชีววิทยา
กระทั่งจบปริญญาเอกด้านนิเวศวิทยาป่าไม้

เด็กหญิงคนนั้นเติบโตขึ้นเป็น ด็อกเตอร์นาลินี นาดคาร์นี (Nalini Nadkarni)
นักนิเวศวิทยาป่าไม้และอาจารย์ด้านสิ่งแวดล้อมประจำวิทยาลัยเอเวอร์กรีนสเตทในวอชิงตัน
ผู้ริเริ่มศึกษาวิจัยระบบนิเวศชั้นเรือนยอดของต้นไม้ในป่าฝนเขตร้อนและเขตอบอุ่นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1985
สมัยที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยังใฝ่รู้อยู่กับความเป็นไปของป่าไม้ในระดับพื้นล่าง

ในมุมมองของเธอ ชั้นเรือนยอดต้นไม้ช่างลึกลับและน่าค้นหาเสียนี่กระไร
โลกบนนั้นเต็มไปด้วยสังคมสิ่งมีชีวิต
ทั้งพืชและสัตว์ต่างปรับตัวให้อยู่รอดได้อย่างสบายๆ ณ ตำแหน่งที่สูงที่สุดของผืนป่า
โดยไม่เคยต้องลงมาสัมผัสโลกในระดับผิวดินเลยแม้แต่น้อย

ความหลงใหลในพืชสีเขียวๆ ผลักดันให้ ดร.นาดคาร์นีอยากเข้าใจใคร่รู้เป็นพิเศษ
เกี่ยวกับบทบาทและปฏิสัมพันธ์ของพืชระดับเรือนยอดต่อระบบนิเวศป่าฝน
งานวิจัยที่พยายามบุกเบิกหาคำตอบในประเด็นเหล่านั้น ทำให้เธอค้นพบความอุดมสมบูรณ์ที่หลากหลาย
รวมถึงความสำคัญมากมายของระบบนิเวศซึ่งใครต่อใครมองข้าม

ปี 1994 เธอก่อตั้งเครือข่ายเรือนยอดไม้สากล (International Canopy Network)
โดยวางสถานภาพให้เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร ซึ่งทำหน้าที่ส่งเสริมการสื่อสาร เผยแพร่
และแลกเปลี่ยนสารพัดข้อมูลองค์ความรู้เกี่ยวกับชั้นเรือนยอดของป่าไม้
ระหว่างนักวิจัย นักการศึกษา และนักอนุรักษ์จากทั่วทุกมุมโลก ผ่านฐานข้อมูล “Big Canopy Database”

จวบจนวันนี้นอกจากงานสอนหนังสือแล้ว
ดร.นาดคาร์นี ในวัย 57 ปี สั่งสมประสบการณ์การศึกษาชั้นเรือนยอดของป่าฝนไว้เต็มพิกัด
จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญอันดับต้นๆ ของโลกที่ได้รับการขนานนามว่า “The Queen of Canopy Research”
เธอมีผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์จำนวน 85 ชิ้น เขียนหนังสือออกมาแล้ว 3 เล่ม
แถมยังปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์มากมาย
หนึ่งในนั้นคือสารคดีพิเศษของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “Heroes of the High Frontier”
ซึ่งได้รับรางวัลสารคดียอดเยี่ยมจากเวที Emmy Award ประจำปี 2001

ทว่าสิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปจากวัยเยาว์…
ชีวิตการทำงานตลอดระยะเวลายี่สิบกว่าปีของเธอยังคงเกี่ยวพันกับการปีนขึ้นๆ ลงๆ ต้นไม้สูงใหญ่นับครั้งไม่ถ้วน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผืนป่าคอสตาริกา ปาปัวนิวกินี อะเมซอน และแปซิฟิก นอร์ทเวสต์


[ที่มาภาพ www.unity.edu]
2.
มอสส์เป็นพืชขนาดเล็กที่ขึ้นแน่นชิดติดกันเป็นผืนนุ่มๆ ปกคลุมลำต้นหรือกิ่งก้านของไม้ใหญ่ในป่าฝน
จัดอยู่ในกลุ่มพืชอิงอาศัย (Epiphyte) ซึ่งขอใช้เพียงผิวสัมผัสภายนอกเป็นพื้นที่ยึดเกาะ
มันไม่มีรากเบียนสำหรับชอนไชแทงทะลุเข้าดูดน้ำและธาตุอาหารจากไม้ใหญ่เหมือนพวกกาฝาก
แต่สามารถปรับตัวให้ดูดซับไอน้ำและธาตุอาหารที่ละลายปะปนอยู่ในหมอกกลางอากาศได้โดยสะดวก
จึงดำรงบทบาทสำคัญในการรักษาความชื้นไว้กับผืนป่า
และเป็นส่วนหนึ่งของกลไกที่ช่วยดึงคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศ

คุณสมบัติเด่นเรื่องการดูดซับความชื้นได้มากและทานทนต่อภาวะแห้งแล้ง
ทำให้มอสส์ซึ่งคงความเขียวไว้นานแต่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยงในปริมาณน้อยนิด
กลายเป็นหนึ่งในสินค้าฮอตฮิตของแวดวงการจัดดอกไม้และตกแต่งสวน
คิดเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 265 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
…ซ้ำร้ายกราฟแนวโน้มการซื้อขายยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้จะเป็นพืชพันธุ์เก่าแก่ที่อยู่คู่โลกมาแต่ดึกดำบรรพ์
ทว่าองค์ความรู้ในการเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนมอสส์ยังน้อยกว่าหางอึ่ง
การปลูกเพื่อขายในเชิงพาณิชย์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เกือบทั้งหมดของมอสส์ที่ใช้ๆ กันอยู่ในร้านดอกไม้ทั่วอเมริกา
จึงได้มาด้วยการลักลอบเก็บออกจากป่าแถบเทือกเขาแอปพาเลเชียนและแปซิฟิก นอร์ทเวสต์

ดร.นาดคาร์นี ตระหนักทันที นี่กำลังเป็นปัญหาใหญ่
เพราะเธอและทีมวิจัยเคยทดลองดึงผืนมอสส์ออกจากต้นไม้เพื่อศึกษาอัตราการเติบโตทดแทน
ปรากฏว่ามันใช้เวลานานเหลือเกิน นานหลายสิบปีหลังถูกรบกวนกว่าจะฟื้นฟูสภาพได้ใกล้เคียงเดิม

สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้น
ผืนมอสส์ที่เคยปกคลุมต้นไม้ใหญ่จำนวนไม่น้อยในเขตป่าฝนถูกดึงทึ้งจนแหว่งเว้าเป็นวงกว้าง
ซึ่งภาวะโล้นเตียนไปแล้วนี้ไม่ต่างอะไรจากคนหัวล้าน
โอกาสที่สังคมมอสส์จะกลับคืนความอุดมสมบูรณ์นั้นริบหรี่พอๆ กับเส้นผมที่จะขึ้นดกดำอีกครั้ง

นอกจากอธิบายได้อย่างเห็นภาพ เธอยังถามตัวเองอีกว่า…
นักนิเวศวิทยาจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือไม่
แล้วคำตอบแรกๆ ที่โผล่ขึ้นมาในหัวก็คือ
ถึงเวลาค้นหาเทคนิควิธีการเพาะเลี้ยงมอสส์นอกถิ่นที่อยู่ดั้งเดิมอย่างจริงจัง

…ว่าแต่จะหาลูกมือจากไหน
ใครกันที่มีเวลาว่างมากพอจะมาช่วยเธอดูแลมอสส์และเก็บข้อมูลการเจริญเติบโตทีละจ้อย
มันเป็นงานที่ต้องอาศัยการสังเกต ตรวจวัด และจดบันทึกอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องเป็นเดือนเป็นปีเลยทีเดียว

3.
ปี 2004 หลังจากขบคิดจนเข้าที่ ดร.นาดคาร์นี ก็นับหนึ่งโครงการ “มอสส์ในเรือนจำ” (Moss-in-Prison)
ด้วยการติดต่อทัณฑสถานหลายแห่งในพื้นที่ใกล้เคียง
ปรากฏผลน่ายินดีเล็กๆ เมื่อเรือนจำซีดาร์ ครีก สนใจและตอบรับไอเดียชักชวนผู้ต้องขังปลูกมอสส์

ด้วยเงินทุนสนับสนุนจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งสหรัฐฯ
ผู้ต้องขังกลุ่มแรกจำนวน 12 คนจึงมีโอกาสเข้าชั้นเรียนวิทยาศาสตร์และนิเวศวิทยาเป็นครั้งแรกระหว่างถูกจองจำ
เมื่อถ่ายทอดความรู้พื้นฐานที่จำเป็นจนครบถ้วน ดร.นาดคาร์นี ก็ส่งมอบมอสส์ 4 สายพันธุ์
ที่นำออกจากป่าสงวนแห่งชาติโอลิมปิกโดยได้รับอนุญาตถูกต้องให้พวกเขาช่วยดูแลและเก็บข้อมูล
เพื่อแก้โจทย์ระดับเบสิค 3 ข้อ…สายพันธุ์ไหนเติบโตดีที่สุด
มันต้องการน้ำและธาตุอาหารมากน้อยเพียงใด
การให้น้ำหยดหรือฉีดพ่นละอองน้ำอย่างไหนเหมาะสมกว่า


[ที่มาภาพ www.unity.edu]

งานนี้เหมาะเจาะกับผู้ต้องขังในเรือนจำอยู่พอสมควร
เพราะไม่ต้องข้องเกี่ยวกับอุปกรณ์หรือเครื่องมือแหลมคมใดๆ
ขอเพียงใส่ใจสังเกตและจดบันทึกรายละเอียดให้ถ้วนถี่
ฟากฝั่งของผู้ต้องขังเองก็สนใจงานวิจัยข้ามพรมแดนอิสรภาพนี้ไม่น้อย ทุกคนทุ่มเทเต็มที่และเรียนรู้รวดเร็ว
พวกเขาไม่เพียงสามารถจำแนกชนิดพันธุ์มอสส์และเรียกชื่อวิทยาศาสตร์ได้ถูกต้อง
แต่ยังมีส่วนร่วมวางแผนและออกแบบการทดลองอีกด้วย
แถมบางคนที่เคยปลูกกัญชาหรือเห็ดเมายังประยุกต์ทักษะเก่าๆ มาใช้กับการปลูกมอสส์ได้ดีเยี่ยม

ผ่านพ้นไปจนครบกำหนด 18 เดือน งานวิจัยบรรลุตามเป้า
ทั้งได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสารและเกิดความร่วมมือกับบริษัทของขวัญ 2 แห่ง
ที่นำข้อมูลไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์กระถางเพาะมอสส์เพื่อวางขายในท้องตลาด

ส่วนผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น…

ผู้ต้องขังคนหนึ่งสานความสัมพันธ์พิเศษกับชีวิตสีเขียวเล็กๆ นั้น
เพื่อเพิ่มพูนความหวังในการมีชีวิตอยู่ของตนเอง
โดยแบ่งมอสส์ก้อนเล็กๆ จากเรือนกระจกใส่ถุงตาข่ายแล้วนำมาไว้ในลิ้นชักข้างเตียงนอน
ทุกเช้าที่ตื่นลืมตาเขาจะเปิดลิ้นชักออกดู
หากมอสส์พวกนั้นสามารถข้ามพ้นความมืดมิดอันยาวนานในพื้นที่ปิดแคบๆ
และพร้อมเติบโตต่อไปภายใต้แสงตะวัน
เขาก็จะยังยืนหยัดมีชีวิตในพื้นที่จองจำต่อไปได้เช่นกัน

ผู้ต้องขังคนหนึ่งสมัครเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาเอกสาขาจุลชีววิทยาเมื่อได้รับอิสรภาพกลับคืน

ผู้ต้องขังอีกคนหนึ่งเข้าโครงการฝึกฝนอาชีพจัดสวนในวิทยาลัยชุมชนหลังพ้นโทษ
พร้อมกับวางแผนจะสร้างเรือนเพาะชำมอสส์ของตนเอง

จากความสำเร็จก้าวเล็กๆ และผลตอบรับที่ดีเยี่ยม
ทำให้เรือนจำซีดาร์ ครีก ตัดสินใจเปิดห้องเรียนให้ผู้ต้องขังเข้าฟังเลคเชอร์อย่างต่อเนื่อง
โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ มาบรรยายในหัวข้อพลังงานทดแทน เกษตรอินทรีย์
อาคารประหยัดพลังงาน แนวคิดเรื่องความยั่งยืน และอื่นๆ

สุดท้ายเป็นฝ่ายเจ้าหน้าที่เองที่เกิดแรงบันดาลใจ
ลุกขึ้นมาดำเนินโปรเจ็คต์ “เรือนจำแห่งความยั่งยืน” (Sustainable Prisons Project)
โดยเชิญ ดร.นาดคาร์นี มานั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการโครงการร่วมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมราชทัณฑ์แห่งมลรัฐวอชิงตัน
และผลักดันให้เกิดกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม อันประกอบด้วย
การปลูกพืชอินทรีย์ในเรือนกระจกเพื่อประกอบอาหาร การผลิตปุ๋ยหมัก
การคัดแยกขยะเพื่อส่งรีไซเคิล การเลี้ยงผึ้ง และการวางระบบจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ
ทั้งหมดนี้ช่วยลดรายจ่ายของเรือนจำซีดาร์ ครีก ได้หลายพันดอลลาร์สหรัฐต่อปี
แถมยังขยายผลไปงอกงามในเรือนจำอีกสามแห่ง

…เป็นเรื่องราวเกินคาดเดาที่ตั้งต้นจากการออกเดินหน้าตามล่าหาคำตอบ
“เราจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือไม่”
ของนักนิเวศวิทยาเพียงคนเดียวเท่านั้นเอง

หมายเหตุ-บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกผ่านทางคอลัมน์คนหมุนโลกบนเว็บไซต์ของมูลนิธิโลกสีเขียว

Advertisements

การแสดงความเห็นถูกปิด