My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

ปริศนาห้วยแม่ตาว

2 ความเห็น

แม้ลำห้วยแม่ตาวจะยังคงไหลจากบ้านถ้ำเสือ ผ่านเขตประทานบัตรเหมืองแร่สังกะสี
ลัดเลาะบ้านพะเด๊ะและหมู่บ้านเล็กๆ อีก ๓ แห่ง แล้วทอดตัวลงสู่แม่น้ำเมย อ.แม่สอด จ.ตาก ดังเช่นเดิม
ทว่า “บางสิ่ง” ที่ซ่อนตัวอยู่ในสายน้ำได้พลิกชะตาชีวิตของชาวบ้านในละแวกนี้ไปแล้วโดยสิ้นเชิง

บางสิ่งที่ว่าก็คือ “แคดเมียม” ธาตุพิษซึ่งโดยธรรมชาติจะแทรกตัวอยู่ในแร่สังกะสี
แต่ดันตรวจพบว่า ปนเปื้อนสู่ดินแปลงนาในบ้านพะเด๊ะสูงกว่าค่ามาตรฐานที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้ถึง ๑,๘๐๐ เท่า
และปนเปื้อนในเมล็ดข้าวที่สุ่มตัวอย่างในปริมาณใกล้เคียงกับที่ก่อโรคอิไต-อิไตแก่ชาวญี่ปุ่นมาแล้ว
โดยดีกรีการปนเปื้อนเบาบางลงตามระยะห่างจากแหล่งแร่สังกะสี

…สถาบันจัดการทรัพยากรน้ำนานาชาติรายงานผลการศึกษาชิ้นนี้
ต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเมื่อ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๖

ทันทีที่เรื่องราวแพร่สะพัดสู่สาธารณะ ความแตกตื่นวุ่นวายก็เข้าปกคลุมทั่วอำเภอแม่สอด
หน่วยงานราชการระดับท้องถิ่นเกือบทั้งหมดตั้งตัวไม่ทันเมื่อต้องรับมือมรสุมข่าวร้าย

การออกคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของสารแคดเมียม
อ.แม่สอด จ.ตาก เมื่อ ๖ มกราคม ๒๕๔๗ โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
จึงกลายเป็นหมุดหมายแรกของความพยายามคลี่คลายปัญหา

แต่สิ่งที่ชาวบ้านฝากหวังไว้กลับกลายเป็นฝันลมแล้ง
เวลาผ่านไปแล้ว ๗ ปีเต็ม ยังไม่มีหน่วยงานใดสามารถระบุตัวการผู้ก่อมลพิษได้จะแจ้ง
อีกทั้งการแก้ปัญหาก็ยังมะงุมมะงาหราหาทางออกที่เป็นธรรมไม่เจอ

ชาวไทยเชื้อสายกระเหรี่ยงที่นี่ทำนากันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า
พวกเขาผูกพันกับผืนนาและเรียนวิชาปลูกข้าวมาทั้งชีวิต
จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำใจยอมรับหรือไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับการเห็นต้นข้าวถูกตัดฟันทิ้งต่อหน้าต่อตา
ผลผลิตถูกนำไปฝังหรือเผาทำลาย ที่หนักหนาสาหัสกว่านั้นคือการตกอยู่ในภาวะล่มสลายทางอาชีพ
เมื่อต้องเปลี่ยนไปปลูกอ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไม้สัก ซึ่งพวกเขาขาดทักษะโดยสิ้นเชิง
และพืชผู้มาใหม่ก็ไม่ได้เหมาะจะเติบโตในพื้นที่ลุ่มต่ำน้ำขังเอาเสียเลย

ซ้ำร้าย…ภาพความเจ็บป่วยและสุขภาพที่เสื่อมถอยของชาวบ้าน
ซึ่งบริโภคน้ำและข้าวปนเปื้อนแคดเมียมมายาวนาน
(อาจจะก่อนที่สถาบันจัดการทรัพยากรน้ำนานาชาติลงพื้นที่สำรวจในช่วงปี ๒๕๔๑-๒๕๔๕)
ก็ปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ทั้งอาการไตวาย ไตเสื่อม นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
และภาวะกระดูกพรุน บางรายเสียชีวิตไปแล้ว

ตรงข้ามกับการเติบโตงอกงามของเหมืองสังกะสีที่ต้นน้ำแม่ตาว
ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากมติ ครม. ๙ ตุลาคม ๒๕๕๐
ให้เข้าใช้ประโยชน์ป่าลุ่มน้ำชั้น ๑ เอ และ ๑ บี เพิ่มเติม พื้นที่รวมกว่า ๕๐๐ ไร่
พร้อมกับต่ออายุประทานบัตรเหมืองแร่

บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีผู้บริหารเป็นบุคคลชั้นสูงในสังคมไทย
จึงสามารถเดินหน้ากิจการเหมืองสังกะสีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปได้อีก ๒๕ ปี

เมื่อหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมตรวจสอบ
ยังไม่ “แข็ง” พอจะชี้ต้นเหตุแท้จริงของแคดเมียมที่แพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อม
ชาวบ้านจึงต้องดิ้นรนขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความในการดำเนินเรื่องฟ้องร้องทางแพ่ง
เพื่อเรียกค่าเสียหายจากเหมืองสังกะสี และยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องต่อศาลปกครอง
ในข้อหาละเลยหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร

นี่เป็นอีกตัวอย่างปัญหาจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน
ระหว่างภาคอุตสาหกรรมและชาวบ้านตาดำๆ ที่ยังวนเวียนอยู่ในพล็อตเรื่องเดิมๆ

มิอาจรู้ บทสุดท้ายของเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร
แคดเมียมปริศนาที่คลุมเครือมานานเกือบ ๑๐ ปีจะกระจ่างขึ้นหรือไม่
…แต่ที่แน่ๆ วิถีชีวิต ร่างกาย และหัวใจของชาวนาแม่ตาวจะไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมอีกเลย

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “Icon Connect”
Be Magazine ฉบับที่ 24 CRIS HORWANG ISSUE 2011

Advertisements

2 thoughts on “ปริศนาห้วยแม่ตาว

  1. …ต่อให้มีการตรวจสอบกี่ครั้ง…และต่อให้มีงานวิจัยออกมากี่ชิ้น…ถ้าสุดท้ายมันไม่ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น…ชาวบ้านก็ยังคงเป็นผู้ต้องรับชะตากรรมนี้อยู่ดี…เฮ้ออออ 3 ที…ให้กับประเทศสารขัณฑ์ที่รัก…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s