My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

หว่านภาพหวังผล

ใส่ความเห็น


[ที่มาภาพ artnet.com]
1.
ฤดูใบไม้ร่วงปี 2003 มิตซ์ เอ็บสเตน (Mitch Epstein) หนึ่งในช่างภาพมืออาชีพชั้นแนวหน้าชาวอเมริกัน
ผู้คร่ำหวอดในแวดวงศิลปะการถ่ายภาพมานานกว่า 40 ปี
เดินทางถึงเมืองเชสไชร์ (Cheshire) ในรัฐโอไฮโอ ตามใบสั่งของนิตยสารนิวยอร์กไทมส์ฉบับวันอาทิตย์
เพื่อบันทึกภาพชุมชนที่กำลังจะหายไปจากแผนที่…ด้วยน้ำมือการรื้อถอนของบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้า

เชสไชร์เป็นเมืองเล็กๆ ในเงาทะมึนของโรงไฟฟ้าถ่านหิน
ซึ่งบริหารและดำเนินการโดยบริษัท อเมริกัน อิเล็กทริก พาวเวอร์ (American Electric Power – เออีพี)
โรงไฟฟ้าถ่านหินที่นี่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของสหรัฐอเมริกา
และสร้างสารพันปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมอยู่บ่อยครั้งไม่ต่างจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งอื่นๆ ทั่วโลก

นอกจากความเดือดร้อนจะตกกระทบถึงผู้คนที่อาศัยอยู่โดยรอบ
เออีพีเองก็เหนื่อยหน่ายกับการตามล้างตามเช็ด “ขี้” ของตัวเองอยู่ไม่น้อย
จนในที่สุดต้องตัดสินใจประกาศยอมจ่ายเพื่อย้ายทุกคนออกจากพื้นที่

ฟังดูเหมือนจะเข้าที แต่การเซ็นรับเงินดันพ่วงท้ายด้วยเงื่อนไขกดขี่…
ห้ามปริปากร้องทุกข์ผ่านสื่อใดๆ และห้ามยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อศาลอีกเลย
หากปรากฏอาการเจ็บป่วยขึ้นในภายหลังโดยมีสาเหตุเกี่ยวพันกับสิ่งแปลกปลอมที่โรงไฟฟ้าถ่านหินปล่อยออกมา

ประโยชน์แอบแฝงซึ่งซ่อนอยู่ในเงินชดเชยจึงเปิดเผย
แท้จริงมันเป็นการลงทุนซื้ออนาคตแสนสดใสของธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน
ที่ทั้งสามารถกำจัดเสี้ยนหนามในการคุกคามสิ่งแวดล้อม
และทำให้เป็นอิสระจากการฟ้องร้องดำเนินคดีในคราวเดียวกัน

“ผมเฝ้าดูกลุ่มรถแบ็คโฮเข้าบดขยี้บ้านทั้งหลังให้กลายเป็นเศษซากหักพังภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง
การรื้อถอนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและง่ายดาย ผมต้องเตือนตัวเองว่า ทั้งหมดนี้คือบ้านจริงๆ นะ
ไม่ใช่บ้านเด็กเล่นที่สร้างขึ้นด้วยกระดาษแข็ง” มิตซ์บันทึกข้อความนี้ไว้ในเว็บไซต์ whatisamericanpower.com

มิใช่ทุกคนจะยอมจำนนต่อทางบังคับเลือกของเออีพี
ยังมีชาวเชสไชร์อีกราว 10 คนที่ปฏิเสธเงินฟาดหัว โดยยืนกรานไม่ขายและไม่ย้ายออก
หนึ่งในนั้นคือหญิงชราวัยเกิน 80 ปีชื่อ บิวลาห์ เฮิร์น (Beulah Hern)
ซึ่งเปิดบ้านริมแม่น้ำต้อนรับมิตซ์ด้วยความเต็มใจ

บิวลาห์เล่าให้เขาฟังว่า เธอกับสามีย้ายมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี 1983 สามีเสียชีวิตไปแล้ว
เธอเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้านโรงไฟฟ้า
จึงไม่แปลกที่จะโดนคุกคามข่มขู่ให้รับเงินและออกไปจากพื้นที่

“ฉันแก่ แต่ไม่โง่นะ” เธอย้ำหนักแน่น

นอกจากรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมโรงไฟฟ้า
บิวลาห์ยังเลือกเพิ่มความปลอดภัยด้วยมาตรการป้องกันตัวเองขั้นสูงสุดเท่าที่หญิงชราคนหนึ่งจะสามารถทำได้
หนึ่งคือ…ติดตั้งกล้องตรวจจับความเคลื่อนไหว 2 ตัวไว้บริเวณหน้าต่าง
เพื่อสังเกตสิ่งผิดปกติบริเวณสนามหญ้าหลังบ้านได้ตลอดเวลา
แม้ระหว่างเพลิดเพลินกับการดูโทรทัศน์ยามค่ำคืน
และสอง…เธอซ่อนปืนสั้นขนาดเหมาะมือไว้ในช่องเก็บนิตยสารของโซฟาตัวโปรด!!


[ที่มาภาพ whatisamericanpower.com]
2.
ในฐานะพลเมืองนิวยอร์ก ช่างภาพรุ่นเดอะสารภาพตามตรง
ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นโรงไฟฟ้าซึ่งเป็นต้นทางการผลิตและส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าให้เขาได้ใช้งานโดยสะดวก
แถมยังเชื่อว่า อีกหลายต่อหลายคนที่เป็นเหมือนเขาก็คงใช้ชีวิตอยู่บนความคาดหวังคล้ายๆ กัน
…ขอแค่มีไฟฟ้าใช้ แต่ไม่สนใจหรอกว่าไฟฟ้าเหล่านั้นเดินทางมาจากไหน

“ผมไม่ใช่คนเดิมอีกเลยหลังจากการลงพื้นที่ครั้งนั้น” มิตซ์กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

เมื่อภารกิจที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้น
เขาเดินทางกลับบ้านโดยมีเรื่องราวของชาวเมืองเชสไชร์ประทับแน่นในความทรงจำ
พร้อมด้วยคำถามที่วิ่งวนอยู่ในห้วงคิดอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ความพยายามค้นหาคำตอบพามิตซ์ไปรู้จักกับแง่มุมต่างๆ ของพลังงานมากขึ้นทีละน้อย
หกเดือนถัดมา ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2004 เขามอบหมายโจทย์ถ่ายภาพครั้งใหม่ให้ตัวเอง
…การผลิตและการบริโภคพลังงานของสหรัฐอเมริกา

“ผมต้องการบันทึกภาพความสัมพันธ์ระหว่างสังคมชาวอเมริกันกับภูมิทัศน์แบบอเมริกัน
และมีพลังงานเป็นหมุดหมายหลัก พลังงาน–ผลิตขึ้นได้อย่างไร ถูกใช้ประโยชน์อย่างไร
และผลกระทบสืบเนื่องจากสองประเด็นนี้–เข้ามาอยู่ในความสนใจของผม”
ตัวหนังสือของมิตซ์อธิบายไว้เช่นนั้น

เขาทำการบ้านหนักหน่วงเพื่อหาข้อมูลประกอบการวางแผนลงพื้นที่
โดยเริ่มจากแหล่งผลิตพลังงาน ไล่เรียงไปตั้งแต่ถ่านหิน น้ำมัน
ก๊าซธรรมชาติ นิวเคลียร์ เขื่อน กังหันลม โซลาร์เซลล์
แถมยังต้องเดินทางไปยังภูมิประเทศหลากหลาย ทั้งภูเขา แหล่งน้ำ ทะเลทราย ชายฝั่งทะเล
ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านานาชนิด โรงกลั่นน้ำมัน แท่นขุดเจาะน้ำมัน
ไม่เว้นแม้ดินแดนอะแลสกาซึ่งมีท่อส่งน้ำมันพาดผ่าน

แผนที่สหรัฐฯ ไซส์บิ๊กเบิ้มซึ่งแขวนไว้บนผนังห้องทำงานช่วยให้เห็นภาพการทำงานได้ชัดเจน
บนนั้นมีเข็มหมุดหลายสีปักเอาไว้ แต่ละสีถูกกำหนดให้เป็นตัวแทนของแหล่งพลังงานที่แตกต่างกัน
เช่น สีแดงคือถ่านหิน สีน้ำเงินคือนิวเคลียร์ สีเขียวคือพลังลม เป็นต้น

มิตซ์ออกตระเวนบันทึกภาพใน 25 รัฐโดยใช้เวลา 5 ปี ทุกอย่างค่อนข้างราบรื่นไปได้สวย
มีเพียงเรื่องเดียวที่สร้างความขุ่นเคืองและยังค้างคาใจเขามาอีกนาน นั่นคือสิทธิการถ่ายภาพในพื้นที่สาธารณะ
…เขาโดนคุกคาม ห้ามบันทึกภาพ และไม่ใช่แค่ครั้งเดียวที่ถูกเชิญตัวออกจากพื้นที่

คราวหนึ่งเกิดขึ้นที่หมู่บ้านเล็กๆ ในเวสต์เวอร์จิเนีย ไม่เกิน 20 นาทีหลังตั้งกล้องถ่ายภาพบนทางเท้า
รถตำรวจคันแรกก็มาจอดเทียบ นายอำเภอส่งเสียงโหวกเหวก
ตำรวจท้องถิ่นปรี่เข้าตรวจใบขับขี่และขอค้นรถยนต์
สักพักตำรวจรัฐตามมาแจ้งว่า เขาถ่ายภาพโรงไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต

มิตซ์พยายามชี้แจงว่า เขาและผู้ช่วยยืนอยู่ในพื้นที่สาธารณะซึ่งห่างไกลมากจากโรงไฟฟ้า
และแค่จะถ่ายภาพม้านั่งยาวริมแม่น้ำ (โดยมีหอหล่อเย็นขนาดใหญ่ของโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นฉากหลัง) เท่านั้น
ทว่าคำอธิบายไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น

เจ้าหน้าที่เอฟบีไอก็มาถึงในครึ่งชั่วโมงต่อมา พร้อมกับตำหนิว่า
“คุณไม่มีสิทธิเล็งกล้องไปที่สิ่งก่อสร้างของโรงไฟฟ้า นี่ถ้าเป็นมุสลิมล่ะก็โดนจับใส่กุญแจมือไปแล้ว”
กระนั้นรถตำรวจ 6 คันกับเจ้าหน้าที่อีก 6 คนก็ทำให้ผู้ที่เดินผ่านไปมาคิดว่าเขาเป็นอาชญากรอย่างไม่ต้องสงสัย

หลังจากเสียเวลาซักไซ้ไต่ถามอยู่พอสมควร ตำรวจนายหนึ่งที่ควบคุมตัวเขาออกจากพื้นที่ก็อธิบายว่า
“คุณไม่ได้ทำผิดกฎหมายหรอก เพียงแต่บริษัทพลังงานไม่อนุญาตให้คุณถ่ายภาพโรงไฟฟ้าของเขาเท่านั้นเอง”

การตั้งชื่อโปรเจ็กต์สารคดีภาพถ่ายชุดนี้ว่า “American Power”
จึงมิได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของพลังงานตามที่วางแผนไว้ในตอนแรก
แต่หมายรวมถึงพลังในเชิงการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มบริษัทผลิตไฟฟ้าเอาไว้ด้วย


[ที่มาภาพ whatisamericanpower.com]
3.
งานภาพถ่ายเชิงสร้างสรรค์ครั้งนี้ดึงมิตซ์และภรรยาของเขา ซูซาน เบลล์ (Susan Bell)
บรรณาธิการมืออาชีพและอาจารย์สอนวิชาการเขียนในมหาวิทยาลัย
เข้ามาหมกมุ่นกับหัวข้อพลังงานและสิ่งแวดล้อมมากกว่าครั้งใดๆ ทั้งคู่ใช้เวลานานในการถกเถียงหารูปแบบ
หรือวิธีการสื่อสารความเข้าใจในมิติต่างๆ ทางพลังงานของสหรัฐอเมริกาถึงผู้รับสารวงกว้าง
ไม่ใช่แค่การแสดงนิทรรศการภาพถ่ายและการจัดพิมพ์หนังสือรวมผลงานดังเช่นที่ผ่านมา

ในที่สุดข้อสรุปก็มาจบลงที่โครงการศิลปะสาธารณะ “American Power Public Art”
ซึ่งใช้ภาพถ่ายมาผลิตเป็นบิลบอร์ดและโปสเตอร์ขนาดใหญ่ หรือที่เพื่อนๆ ของเขาเรียกว่า
“เป็นการปล้นเครื่องมือโฆษณามาจุดประกายความอยากรู้
และกระตุกต่อมคิดของผู้คนเกี่ยวกับประเด็นทางสิ่งแวดล้อม”
แล้วนำไปติดตั้งในหลากหลายสถานที่ เช่น ริมถนน ลานจอดรถ ตัวอาคาร
เกือบทั้งหมดจะอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เขาบันทึกภาพ
…ยกเว้นนิวยอร์กและวอชิงตันดีซีที่เขาอยากสื่อสารเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมกับผู้คนที่นั่นโดยตรง

ไม่เพียงตัวภาพจะสะท้อนความย้อนแย้งของพลังงานที่แทรกอยู่ในชีวิตประจำวัน
บรรยากาศสวยงามที่กลายเป็นกระอักกระอ่วนเพราะสิ่งก่อสร้างแปลกปลอม
หรือการเข้าไปเปลี่ยนแปลงธรรมชาติเพื่อตอบสนองความต้องการทางพลังงาน
บิลบอร์ดและโปสเตอร์ยังแถมพ่วงถ้อยคำสะกิดใจ พร้อมกับแสดงข้อความ whatisamericanpower.com
เพื่อเป็นเบาะแสให้คลิกเข้าไปหาคำตอบหรือแวะอ่านเรื่องราวข้างหลังภาพเพิ่มเติม

“เราต้องการใช้ภาพถ่ายเป็นสื่อกระตุ้นแนวคิดห่วงใยปกป้องสิ่งแวดล้อมแก่ชาวอเมริกัน
และค่อนข้างเชื่อมั่นว่าโปรเจ็กต์นี้จะยุให้เกิดการถกเถียงในเชิงลึก
รวมถึงการตั้งคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับพลังงาน”
มิตซ์บอกเล่าความคาดหวังของเขาและภรรยา

เอาเข้าจริง…สิ่งที่คาดหวังอาจไม่ปรากฏผลเป็นรูปธรรมเท่าใดนัก
แต่สิ่งที่ไม่ได้หวังก็ดันออกดอกเบ่งบานเหลือเชื่อ

ภาพถ่ายซีรี่ส์ “American Power” เข้าตากรรมการ
และพาให้เขาได้รับรางวัล Prix Pictet ประจำปี 2011
พร้อมเงินรางวัล 111,000 ดอลลาร์สหรัฐไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ณ กรุงปารีส
ความโด่งดังและชื่อเสียงที่เพิ่มขึ้นนำพาผลงานของเขาสู่สายตาของผู้คนวงกว้างขึ้นตามไปด้วย

ไม่มีใครรู้ว่า “สาร” ที่มิตซ์พยายามสื่อผ่านภาพถ่ายนั้นจะกระเพื่อมไปไกลถึงไหน
แต่ที่แน่ๆ เมื่อเขาลงมือสานต่อแรงบันดาลใจสีเขียวอย่างทุ่มเทและเอาจริงเอาจัง
ผลลัพธ์ดีเยี่ยมก็ควรจะบังเกิดขึ้นกับโลก กับสังคม หรือกับตนเอง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
…คุณเห็นด้วยไหมล่ะ

FYI
• Prix Pictet เป็นรางวัลที่มอบให้กับผลงานภาพถ่ายที่ประสบความสำเร็จ
ในการสื่อสารเรื่องความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นประจำทุกปี นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา
• แวะชมผลงานภาพถ่ายบางส่วนในโปรเจ็กต์ “American Power” ได้ที่นี่
• บิวลาห์ เฮิร์น เสียชีวิตในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2008
แต่ไม่พบสาเหตุการเสียชีวิตหรือรายละเอียดอื่นๆ จากการสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต

หมายเหตุ-บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกผ่านทางคอลัมน์คนหมุนโลกบนเว็บไซต์ของมูลนิธิโลกสีเขียว

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s