My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

จะเลือกหนังสือหรือ eBooks

2 ความเห็น


[ที่มาภาพ keijoknutasit.blogspot.com]

เครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-รีดเดอร์ (e-reader)
ออกวางจำหน่ายสู่สายตานักอ่านทั่วโลกมานานเกือบสองปีเต็ม
แม้จะด้อยกว่าหนังสือเล่มอยู่บ้างตรงที่ไม่สามารถให้ความรู้สึกและสัมผัสระหว่างการอ่านแบบดั้งเดิม
เช่น ลูบคลำผิวกระดาษ พลิกหนังสือทีละหน้า หรือสูดกลิ่นเฉพาะตัวของหนังสือแต่ละเล่ม
ซึ่งล้วนเป็นเสน่ห์ที่หนอนหนังสือหลายคนยังติดใจ

แต่ในขณะเดียวกัน อี-รีดเดอร์ก็โดดเด่นกว่าด้วยฟังก์ชั่นอื่นๆ ที่รองรับการเชื่อมต่อโลกออนไลน์
แถมยังพาผู้อ่านก้าวข้ามข้อจำกัดทั้งมวลของสื่อสิ่งพิมพ์
อาทิ การเข้าถึงฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องหรือแหล่งอ้างอิงเพิ่มเติมในอินเตอร์เน็ต
การซูมเข้าออกเพื่อพินิจรายละเอียดของภาพประกอบหรือปรับเปลี่ยนขนาดตัวอักษรให้อ่านง่ายสบายตา
การขีดเขียนข้อความเพิ่มเติมลงในอีบุ๊คซึ่งสามารถย้อนกลับมาสืบค้นได้สะดวกและลบทิ้งหมดจดไม่เหลือร่องรอย
รวมถึงการกำจัดปัญหาเรื่องพื้นที่จัดเก็บและภาระการดูแลรักษาหนังสือ

…อี-รีดเดอร์หนึ่งเครื่องบรรจุไฟล์อีบุ๊คได้อย่างน้อยเทียบเท่าตู้หนังสือ
หรืออย่างมากก็พอๆ กับห้องสมุดขนาดย่อม ซึ่งเอื้อให้เราพกหนังสือเป็นร้อยเป็นพันเล่ม
ติดตัวไปไหนต่อไหน โดยไม่ต้องแบกหนักเป็นบ้าหอบฟาง

มองเผินๆ มันช่วยลดความต้องการใช้เนื้อไม้ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นทางของสื่อสิ่งพิมพ์ได้จำนวนมหาศาล
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เจ้าอี-รีดเดอร์จะไร้มลทินเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเสียเลยทีเดียว

อย่างที่รู้กัน ในขั้นตอนการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดใด
ไม่เพียงแร่ธาตุหลายชนิดที่ขนส่งจากสารพัดต้นทางแดนไกล
ยังต้องใช้สารเคมีที่มีความเป็นพิษเป็นส่วนประกอบอยู่เสมอ
(แม้จะผ่านเกณฑ์มาตรฐานตามข้อกำหนด RoHS ของสหภาพยุโรป
ว่าด้วยการใช้สารอันตรายในเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็ตาม)
ซึ่งเมื่อคำนวณผลรวมการใช้ทรัพยากรและพลังงานแล้ว
ปรากฏว่า การผลิตอี-รีดเดอร์ 1 เครื่องต้องการพลังงานมากกว่าการผลิตหนังสือ 1 เล่ม

หากเปรียบเทียบเป็นตัวเลขเพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น ตลอดช่วงชีวิตของหนังสือ 1 เล่ม
นับตั้งแต่การผลิต ขนส่ง จนถึงการรีไซเคิลหรือกำจัด
ปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเฉลี่ยเทียบเท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวน 7.5 กิโลกรัม
ซึ่งถ้าเป็นเท็กซ์บุ๊คเล่มหนาหนักตัวเลขนี้อาจขยับเพิ่มขึ้นเป็นดับเบิ้ล

กระนั้นก็ยังห่างไกลจากเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์รุ่นบุกเบิกอย่างคินเดิล
ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวน 168 กิโลกรัม
…ยังไม่นับรวมปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากพลังงานไฟฟ้าระหว่างการใช้งาน

ด้วยเหตุที่อี-รีดเดอร์เครื่องเดียวสามารถอ่านหนังสือได้กองพะเนิน
หากใช้มันโหลดอ่านอีบุ๊คอย่างน้อย 23 เล่ม ก็พออนุมานได้ว่า
ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของอี-รีดเดอร์สูสีทัดเทียมกับการอ่านหนังสือจริงในจำนวนที่เท่ากันแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น การอ่านอีบุ๊คเล่มถัดๆ ไปก็ทำให้มันก้าวสู่ความ “เป็นมิตรกับโลก” มากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะขณะที่หนังสือเล่มใหม่ยังต้องใช้ต้นทุนพลังงานในการผลิตและขนส่งถึงมือผู้อ่าน
อีบุ๊คแทบจะตัดทิ้งการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในขั้นตอนนี้ไปได้เลย
…เพียงนั่งหน้าจอ สั่งซื้อออนไลน์ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มใหม่ก็ส่งตรงถึงผู้อ่านฉับไว

ความสามารถลดทอนผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการอ่านหนังสือผ่านอี-รีดเดอร์แต่ละเครื่อง
จะมากหรือน้อยจึงขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานเป็นสำคัญ
หากซื้อมาแล้วขยันอ่านอีบุ๊คประมาณ 2-3 เล่มต่อเดือน ก็จะพูดได้เต็มปากว่า
ทรัพยากรและพลังงานที่ผลาญไปในการผลิตอี-รีดเดอร์เครื่องนั้นถูกใช้อย่างคุ้มค่าภายในเวลาขวบปีแรก

ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข…ไม่เห่อตามกระแสเทคโนโลยี
ด้วยการโละทิ้งเครื่องเก่าและซื้ออี-รีดเดอร์รุ่นใหม่ภายในเวลาอันรวดเร็ว
มิเช่นนั้นจะกลายเป็นการซ้ำเติมเพิ่มปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้รกและล้นโลกขึ้นไปอีก

ใครกำลังคิดจะสอยอี-รีดเดอร์เป็นของตัวเอง
นอกจากความไม่แพร่หลายของอีบุ๊คภาคภาษาไทยแล้ว
ลองชั่งน้ำหนักประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้าไปด้วยก็ดีนะ

สำหรับใครที่ไม่ได้คลั่งไคล้สินค้าไฮเทคหรือเสพติดการอ่านเท่าใดนัก
การยืมหนังสือจากห้องสมุดหรือแวะเวียนไปร้านเช่าหนังสือน่าจะเป็นทางเลือกที่เข้าท่า
และยังติดอันดับการบริโภคทรัพยากรโลกได้คุ้มค่าที่สุด
เพราะเล่มเดียวหมุนเวียนกันอ่านผ่านสายตาได้หลายร้อยหลายพันคู่เลยเชียว

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “NEIGHBOURS MATTERS”
นิตยสาร IMAGE ปีที่ 24 ฉบับที่ 7 กรกฎาคม 2554

2 thoughts on “จะเลือกหนังสือหรือ eBooks

  1. ผมว่าหนังสือสามารถเก็บไว้ได้ครับ

  2. หนังสือจะเป็นภาระนะครับ แค่น้ำท่วมแค่นี้ก็ไม่เหมาะจะที่ทำการขนย้ายแล้ว โดยเฉพาะพวกที่มีหนังสือเป็นตั้งๆเป็นกองๆ แค่โดนปลวกกินก็หมดไม่เหลือกันแล้วล่ะครับ สำหรับพวกบริษ้ทห้างร้านสมัยใหม่ ยังมีการเรียกเอาบริการสแกนเอกสารที่เก็บไว้(ที่แต่เดิมเป็นกระดาษ)​เพื่อแปลงให้เป็น file เพื่อให้ขนถ่ายบันทึกได้ และไม่กินพื้นที่เช่าของ บริษัทเพิ่มแต่อย่างใด

    แนวคิดแบบเดียวกันนี้ก็คิดได้เหมือนกับเรื่องหนังสือหรือ E-book เหมือนกันครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s