My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

เมื่อแอมะซอนแห้งเหือด…

ใส่ความเห็น


[ภาพ : Ricardo Moraes/Reuters]
[ที่มาภาพ csmonitor.com]

แอมะซอนเคยผ่านวิกฤตความแห้งแล้งครั้งใหญ่มาแล้วเมื่อ ค.ศ. ๒๐๐๕
เหตุการณ์นั้นส่งผลกระทบต่อผืนป่ากินอาณาบริเวณ ๑.๙ ล้านตารางกิโลเมตร

แต่ยังมิทันที่ความอุดมสมบูรณ์จะฟื้นคืนเต็มร้อย
ภัยแล้งก็ย้อนกลับมาเล่นงานป่าฝนเขตร้อนผืนใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้งในปี ๒๐๑๐ ด้วยดีกรีหนักหนาสาหัสกว่าเดิม
ถึงขนาดที่ระดับน้ำในแม่น้ำริโอเนโกร (แม่น้ำ ๑ ใน ๒ สายต้นกำเนิดแม่น้ำแอมะซอน)
ลดลงต่ำสุดในรอบ ๑๐๘ ปี นับตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูลครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. ๑๙๐๒

วิกฤตแล้งระลอกสองไม่เพียงสร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนมากกว่า ๖๒,๐๐๐ ครอบครัว
ที่ต้องพึ่งพาสายน้ำในการอุปโภคบริโภค เป็นแหล่งอาหาร และเป็นเส้นทางสัญจร
แต่ยังคร่าชีวิตสัตว์น้ำจำนวนนับไม่ถ้วน ทำให้สัตว์น้อยใหญ่สูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย
และสร้างความเสียหายต่อผืนป่าด้านตะวันตกเฉียงใต้ของแอมะซอน
คิดเป็นพื้นที่ราว ๓.๑ ล้านตารางกิโลเมตร

ไม่บ่อยนักที่แอมะซอนจะเผชิญกับความแห้งแล้งสุดขีด
ยิ่งเมื่อความผิดปกติดังกล่าวเกิดขึ้นถึงสองครั้งภายในเวลา ๕ ปี
ยิ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องเข้ามาศึกษาและเริ่มเฝ้าระวังความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด

หนึ่งในนั้นคือทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยลีดส์ ประเทศอังกฤษ และสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมแอมะซอนแห่งบราซิล
ซึ่งร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมตรวจวัดปริมาณน้ำฝนในเขตร้อน
ตัวเลขคาดประมาณการระเหยของน้ำจากพื้นดินและการคายน้ำของพืช
ตัวเลขคาดประมาณจำนวนต้นไม้ที่ตายจากภัยแล้งปี ๒๐๐๕
และผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อซากพืชเหล่านั้นย่อยสลาย รวมถึงข้อมูลสำคัญอื่นๆ

ผลการศึกษาเบื้องต้นระบุว่า ในปีที่ฤดูกาลธรรมชาติหมุนเวียนไปตามปรกติ
ป่าแอมะซอนจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ
ไปกักเก็บไว้ในรูปของเนื้อไม้ได้ประมาณปีละ ๑,๕๐๐ ล้านตัน
คิดเป็นปริมาณมหาศาลที่ช่วยชะลอความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก
และถ่วงดุลสารพัดก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยโดยฝีมือมนุษย์
ทั้งการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการตัดถางป่าเพื่อเปลี่ยนเป็นฟาร์มปศุสัตว์

ทีมนักวิจัยคาดว่าปีนี้ป่าแอมะซอนไม่อาจทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนได้ตามศักยภาพเดิม
ซ้ำร้ายเมื่อกระบวนการย่อยสลายดำเนินไปอย่างเต็มที่
ซากพืชทั้งหมดจะปล่อยคืนคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง ๕,๐๐๐ ล้านตัน

ดร.เปาโล แบรนดอน (Paulo Brando) นักวิจัยชาวบราซิลให้ความเห็นว่า
“ผลวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นตัวเลขประมาณการเบื้องต้น และยังไม่นับรวมการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากไฟป่า
ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนของแอมะซอน ต้องรอจนกระทั่งการสำรวจและเก็บข้อมูลภาคพื้นดินเสร็จสิ้น
จึงจะทราบจำนวนแน่นอนของต้นไม้ที่ตายเพราะภัยแล้ง
และสามารถคำนวณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้แม่นยำกว่านี้”

ดร.ไซมอน ลิวอิส (Simon Lewis) จากสหราชอาณาจักร กล่าวเสริมว่า
“หากหายนภัยแล้งสุดขั้วลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกบ่อยครั้ง ป่าฝนเขตร้อนแอมะซอนอาจถึงจุดพลิกผัน
คือเปลี่ยนจากแหล่งกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์กลายเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกขนาดใหญ่เสียเอง
เมื่อนั้นวิกฤตโลกร้อนก็จะมาถึงเร็วขึ้น”

ยังไม่รู้ว่าความกังวลของ ดร.ไซมอนจะเป็นจริงหรือไม่
แต่โมเดลจำลองสภาพภูมิอากาศโลกหลายสำนักก็ให้ผลสอดคล้องกันไปแล้วว่า
…การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของพวกเรากำลังจะนำภัยแล้งมาเยือนแอมะซอนบ่อยครั้งขึ้น

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “โลกใบร้อน”
นิตยสารสารคดี ฉบับที่ 313 เดือนมีนาคม 2554

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s