My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

รอยตีนในโปรตีน


[ที่มาภาพ fungifts.com.au/]

รอยตีนที่ีว่าก็คือ “รอยตีนคาร์บอน” หรือ Carbon Footprint
ซึ่งเป็นการคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกิจกรรมใดๆ
โดยเทียบเคียงเป็นปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์

สำหรับกรณีนี้ กลุ่มทำงานสิ่งแวดล้อม (Environmental Working Group)
พุ่งความสนใจไปที่แหล่งโปรตีนยอดนิยมของผู้บริโภคชาวอเมริกัน
โดยวิเคราะห์และคำนวณขนาดรอยตีนคาร์บอนตลอดวงจรชีวิตของอาหารเหล่านั้น
นับตั้งแต่การปลูกพืชเพื่อนำมาเลี้ยงสัตว์ การดูแลในระบบฟาร์ม การแปรรูป
การขนส่ง การประกอบอาหาร จนกระทั่งการกำจัดหากเหลือทิ้งลงถังขยะ

ผลปรากฏว่า…ด้วยน้ำหนัก 1 กิโลกรัมเท่าๆ กัน
เนื้อแกะนำโด่งด้วยรอยตีนคาร์บอนขนาด 39.3 กิโลกรัมของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ตามมาด้วยเนื้อวัว 27.1 กิโลกรัมของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ไม่น่าแปลกใจเท่าใดนัก เพราะกลไกการย่อยอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้องทั้งคู่ต่างก็ปล่อยมีเทน
ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีอิทธิฤทธิ์ก่อปัญหาโลกร้อนรุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25 เท่า

ติดโผในอันดับสามคือชีสที่มาพร้อมรอยตีนคาร์บอน 13.5 กิโลกรัมของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
แม้ไม่ใช่เนื้อสัตว์ แต่เนยแข็งที่แปรรูปจากนมวัว นมแกะ และนมแพะเหล่านี้
เกี่ยวพันกับการปล่อยมีเทนในระหว่างการเลี้ยงสัตว์เพื่อรอรีดนมไม่ต่างจากการขุนเพื่อรอชำแหละเนื้อ

โดยรอยตีนคาร์บอนของเนยแข็งที่ไขมันเข้มข้น เช่น ครีมชีส เชดด้าชีส มาสคาโปน โคลบี้
จะใหญ่กว่าเนยแข็งตระกูลไขมันต่ำ เช่น คอตเตจชีส ริคอตต้า มอสซาเรลล่า อยู่เล็กน้อย
เพราะไขมันที่ดึงออกไปผลิตเนยทำให้รอยตีนคาร์บอนส่วนนั้นถูกถ่ายเทไปเป็นภาระของเนยแทน…งานวิจัยว่าไว้อย่างนั้น
ส่วนอันดับอื่นๆ ที่ไล่เรียงตามมาก็คือ เนื้อหมู แซลมอนจากฟาร์มเลี้ยง ไก่งวง ไก่ ทูน่ากระป๋อง และไข่

ใครที่อยากช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อนด้วยการลดละเลิกบริโภคเนื้อสัตว์ จึงควรงดเว้นชีสไว้ด้วย
แล้วหันไปรับโปรตีนจากถั่วเหลือง เต้าหู้ โยเกิร์ต หรือนมสด
เพราะขนาดรอยตีนคาร์บอนหดจิ๋วเหลือประมาณ 1 ใน 7 ของชีสเท่านั้นเอง

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “NEIGHBOURS MATTERS”
นิตยสาร IMAGE ปีที่ 24 ฉบับที่ 10 ตุลาคม 2554

Advertisements

การแสดงความเห็นถูกปิด