My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

นักก่อการผลิตอาหารยั่งยืน


[ที่มาภาพ independent.co.uk]

1.
หากคิดจะสวมวิญญาณ “เชฟ” สิ่งที่ต้องใส่ใจให้ความสำคัญยิ่งยวด
ย่อมหนีไม่พ้นการคัดเลือกวัตถุดิบและบรรเลงฝีมือการปรุงอาหารจานเด็ด
แต่สำหรับฮิวจ์ เฟียร์นเลย์-วิตติงสตอล (Hugh Fearnley-Whittingstall)
เซเลบเชฟแห่งเกาะอังกฤษ งานของเขามีมากกว่านั้น

นอกจากโชว์ลีลาอยู่ในครัว เขียนบทความอาหารลงในนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ และผลิตตำราอาหารนับสิบเล่ม
หนุ่มใหญ่ชาวลอนดอนคนนี้ยังโผล่หน้าทักทายผู้ชมผ่านซีรี่ส์ชุด “ริเวอร์ คอตเตจ” (River Cottage)
รายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศทางชาแนลโฟร์ของสหราชอาณาจักรอย่างต่อเนื่องในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา
เพื่อนำเสนอเรื่องราวของอาหารในมิติหลากหลาย
รวมถึงสะท้อนความพยายามทำหน้าที่ผู้ผลิตอาหารรายย่อย
หลังจากฮิวจ์และครอบครัวย้ายออกไปใช้ชีวิตแถบชนบทแล้วลงมือปลูกผักผลไม้และเลี้ยงสัตว์กันเอง

ฮิวจ์ไม่ได้เลือกใส่หมวกเกษตรกรอินทรีย์ชั่วครั้งคราว
เพียงเพื่อให้ดูแนวดูเท่ห์หรือเรียกร้องความสนใจวูบวาบจากสังคม
เขาเอาจริงเอาจังและยึดมั่นในหลักการ 3 ข้อ
ได้แก่ ลดการพึ่งพาแหล่งอาหารจากต่างถิ่น สร้างความมั่นคงทางอาหารให้ตัวเองและชุมชน
บริโภคอาหารที่ผลิตในท้องถิ่นและตามฤดูกาล

แน่นอนว่าหลักการที่เกี่ยวพันกับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเหล่านี้
ถูกแทรกผสานผ่านซีรี่ส์ของเขาทีละน้อยและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในะระยะหลัง อาทิ

ช่วงต้นปี 2008 เทปรายการ 3 ตอนต่อเนื่องในชื่อ “Hugh’s Chicken Run”
ฮิวจ์พาไปผู้ชมขลุกอยู่ในฟาร์มเลี้ยงไก่เป็นเวลา 3 วัน 3 คืน
เพื่อสะท้อนความแตกต่างระหว่างฟาร์มอุตสาหกรรมแบบเข้มข้นกับฟาร์มฟรีเรนจ์เชิงพาณิชย์
(Free Range – หมายถึงการเลี้ยงที่ไม่กักขังในโรงเรือนระบบปิดแต่ปล่อยให้เดินคุ้ยเขี่ยหากินโดยอิสระ)

เนื้อหารายการเผยให้เห็นความรีบเร่งผลิตอาหารของฟาร์มไก่แบบอุตสาหกรรม
ซึ่งเลี้ยงไก่ในโรงเรือนระบบปิดมีหลังคาคลุมมิดชิด
พวกมันแทบไม่มีโอกาสเห็นท้องฟ้า ต้นหญ้า หรือแสงแดดตลอดชีวิต
และใช้เวลาเพียง 39 วันในการขุนลูกเจี๊ยบให้กลายเป็นไก่ตัวโตที่มีน้ำหนักมากพอจะส่งเข้าโรงเชือด
ขณะที่ฟาร์มแบบฟรีเรนจ์ดูจะเลี้ยงไก่อย่างมีมนุษยธรรมมากกว่า
คือปล่อยให้ลูกเจี๊ยบค่อยๆ เติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ
ซึ่งต้องรออย่างน้อย 75 วันกว่าพวกมันจะโตเต็มที่และพร้อมสำหรับการแปรรูปเป็นอาหาร
ก่อนจะสรุปปิดท้ายด้วยการชักชวนผู้ชมให้หันมาเลือกซื้อเลือกรับประทานไก่จากฟาร์มแบบฟรีเรนจ์

เดือนกันยายน ปี 2010 ฮิวจ์เข็นซีรี่ส์ “River Cottage Everyday” ออกมากระตุ้น
ให้แฟนๆ รายการลองประกอบอาหารรับประทานกันเองที่บ้านให้บ่อยครั้งขึ้น
โดยเน้นการปรุงจากวัตถุดิบสดใหม่ที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป
รวมถึงการสร้างสรรค์เมนูจากอาหารที่เหลืออยู่ในตู้เย็น

มาจนถึงซีรี่ส์ล่าสุดซึ่งเริ่มออกอากาศเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว “River Cottage, Veg Everyday”
คราวนี้เขาค่อยๆ ปลุกสำนึกให้นักกินได้ลองใคร่ครวญว่า แต่ละวันบริโภคเนื้อสัตว์ไปกี่มากน้อย
จากนั้นจึงยั่วน้ำลายด้วยเมนูมังสวิรัติที่ฉายแววความอร่อยตั้งแต่แรกมอง


[ที่มาภาพ hughfuckyeahwhittingstall.tumblr.com]

2.
จากการสื่อสารทางเดียวผ่านจอสี่เหลี่ยม
ฮิวจ์ยกระดับบางประเด็นการกินที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมขึ้นเป็นแคมเปญรณรงค์
และออกมาแอ็คชั่นด้วยตัวเอง

ปี 2008 ฮิวจ์ปล่อยแคมเปญ “Chicken Out!” หลังเผยแพร่เทปรายการตอน Hugh’s Chicken Run
เขาสร้างวีรกรรมกับคู่ปรับบิ๊กเนมอย่างเทสโก ซึ่งเป็นหนึ่งในห้างค้าปลีกเนื้อไก่รายใหญ่
ที่สอบตกการปฏิบัติตามมาตรฐานข้อกำหนดการเลี้ยงไก่ของสมาคมสวัสดิภาพสัตว์ในระบบฟาร์ม
(Farm Animal Welfare Council) ในหัวข้อ “อิสรภาพ 5 ประการ” (Five Freedom)

ไม่ ไม่…เขาไม่ได้รวมกลุ่มถือป้ายประท้วงอยู่หน้าห้างหรอกนะ
เซเลบเชฟยอมควักกระเป๋าซื้อหุ้นของเทสโก แล้วใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้น
เข้าร่วมการประชุมสามัญประจำปีเพื่อยื่นข้อเสนอต่อที่ประชุม
โดยเรียกร้องให้เทสโกหันมาใส่ใจสวัสดิภาพสัตว์ที่เลี้ยงเพื่อการบริโภค
และเพิ่มมาตรการตรวจสอบที่เหมาะสม เพื่อให้แน่ใจว่า
ฟาร์มต้นทางของไก่ที่ผ่านการชำแหละและรับมาวางจำหน่ายในเทสโกนั้น
ดำเนินการตามข้อกำหนด “อิสรภาพ 5 ประการ” อย่างเคร่งครัด

น่าเสียดาย ฮิวจ์รวบรวมเสียงสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ ได้ไม่มากพอ
ข้อเรียกร้องดังกล่าวจึงไม่ผ่านการรับรองโดยมติของที่ประชุม
แม้ไม่สามารถใช้กติกาขององค์กรมหาชนควบคุมการดำเนินงานของเทสโกได้ดังตั้งใจ
ทว่าการกระทำของเขาก็ปรากฏในหน้าข่าวอยู่หลายครั้ง
และทำให้ชาวอังกฤษจำนวนไม่น้อย “เห็น” เบื้องหลังของเนื้อไก่สด
ที่วางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตชัดเจนกว่าเคย

อีกครั้งในช่วงต้นปี 2011 ภายหลังออกอากาศรายการตอน Hugh’s Fish Fight
ซึ่งพาผู้ชมออกทะเลไปดูว่าปลาที่บริโภคกันนั้นมาจากไหน
พร้อมกับนำเสนอแง่มุมของการทำประมงที่ยั่งยืน
ฮิวจ์คลอดแคมเปญรณรงค์ “Fish Fight” กระตุ้นการบริโภคปลาทะเล
โดยแถมพ่วงความใส่ใจผลกระทบสิ่งแวดล้อม
คราวนี้ได้สื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์มาเป็นตัวช่วยประโคมข่าว
ปรากฏว่ามีคนร่วมลงชื่อสนับสนุนแนวคิดของฮิวจ์มากกว่า 320,000 คนเลยทีเดียว


[ที่มาภาพ channel4.com]

3.
หากประเมินผลงานการสวมบทบาทนักรณรงค์สิ่งแวดล้อมของฮิวจ์
ที่โดดเด่นและเห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุดก็คือโปรเจ็คต์แลนด์แชร์ (Landshare)
ซึ่งออกสตาร์ตในปี 2009 และดำเนินต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน
โดยได้รับความนิยมจากชาวอังกฤษเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

แลนด์แชร์เป็นแคมเปญสีเขียวที่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นไอเดียของใครหรือหน่วยงานใด
รู้เพียงมันเริ่มต้นในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปตั้งแต่เมื่อราวๆ 6 ปีที่แล้ว
เป็นแนวคิด “แบ่งปัน” ง่ายๆ ซึ่ง “เวิร์ก” มากมาย ด้วยการจับคู่คนสองกลุ่ม
ให้มาเติมเต็มส่วนที่ขาดของกันและกัน เพื่อผลิตอาหารและสร้างประโยชน์ต่อเนื่องอีกหลายขนาน

กลุ่มแรกเป็นพวกคันมืออยากลงแรงปลูกพืชผัก
หรือเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู เลี้ยงผึ้ง แต่ดันอับจนผืนดินว่างๆ
ส่วนกลุ่มหลังเป็นพวกที่พอจะมีผืนดินเหลือใช้แต่จำใจปล่อยปละ
เพราะขาดแคลนเวลาดูแลหรือไร้แรงงานมาช่วยสร้างประโยชน์ให้เต็มศักยภาพ

การจับคู่จะเกิดขึ้นด้วยความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่าย
โดยไม่มี “เงิน” ค่าแรงหรือค่าเช่าที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
และเดินหน้าภายใต้เงื่อนไขการทำเกษตรกรรมขนาดเล็กในระดับครัวเรือน
หรือชุมชนด้วยวิธีการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ผลผลิตที่งอกเงยส่วนหนึ่งจะส่งคืนกลับไปยังเจ้าของที่ดินใจดี
อีกส่วนหนึ่งตกเป็นของผู้ลงแรง ซึ่งเน้นการบริโภคภายในครอบครัวหรือแจกจ่ายให้เพื่อนบ้าน
มากกว่าการส่งขายอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

แม้ไม่ใช่คนต้นคิด แต่เล็งเห็นผลลัพธ์แห่งความยั่งยืนที่จะตามมามากกว่าการกินอิ่มท้องแบบฟรีๆ
ไม่ว่าจะเป็นการพึ่งพาตนเอง ความมั่นคงทางอาหาร ไปจนถึงการลดฟู้ดไมล์ (Food Mile)
หรือย่นระยะการเดินทางของอาหารจากแหล่งผลิตต้นทางจนถึงปากผู้บริโภคให้สั้นลง
ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการประหยัดเชื้อเพลิงฟอสซิลในการขนส่งและประหยัดรอยตีนคาร์บอน
แถมกิจกรรมผลิตอาหารที่ต้องพาตัวเองออกไปเสวนากับเพื่อนบ้าน
ยังช่วยฟื้นความสัมพันธ์ชุมชนให้กลับมาสดใสอีกครั้ง
ฮิวจ์ก็เลยทุ่มเทโหมโปรโมทแลนด์แชร์เต็มที่

ถึงขนาดเอ่ยได้เต็มปาก…คนนี้แหละหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนแนวคิดแลนด์แชร์ในสหราชอาณาจักร

เขาเปิดเว็บไซต์ landshare.net ขึ้นเป็นสื่อกลาง
ให้คนทั้งกลุ่มมีแรงงานและกลุ่มมีที่ดินเข้ามาลงทะเบียนอย่างเป็นทางการ
โดยทีมงานของฮิวจ์เข้ามาช่วยคัดเลือกคู่ที่ดูจะเหมาะสมกัน
ทั้งความต้องการใช้ประโยชน์ที่ดินและทำเลที่ตั้งซึ่งไม่ควรห่างไกลกันมากนัก
หลังจากผ่านการดูตัวจนเป็นที่พอใจและเริ่มนับหนึ่งการผลิตอาหาร
ทีมงานต้องติดตามเก็บข้อมูลของแต่ละคู่เป็นระยะๆ เพื่อประเมินผลความสำเร็จ

นับถึงตอนนี้เครือข่ายแลนด์แชร์ในอังกฤษมีสมาชิกเฉียด 70,000 ราย
และคงจะไม่หยุดอยู่ที่ตัวเลขนี้อย่างแน่นอน
เช่นเดียวกับงานผลักดันแนวคิดผลิตอาหารเพื่อความยั่งยืนด้วยหัวใจสีเขียวขอฮิวจ์
ซึ่งแม้จะเดินหน้ามาเกินสิบปีก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ นั่นเอง

หมายเหตุ-บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกผ่านทางคอลัมน์คนหมุนโลกบนเว็บไซต์ของมูลนิธิโลกสีเขียว

Advertisements

การแสดงความเห็นถูกปิด