My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

ปลูกเปลี่ยนแปลง

ใส่ความเห็น


[ที่มาภาพ s3.amazonaws.com]

1.
ตลอดช่วงเวลาประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา
ผืนป่าแห่งหนึ่งค่อยๆ เติบโตงอกงามขึ้นบนสันดอนทรายกลางแม่น้ำพรหมบุตร (Brahmaputra)
ในรัฐอัสสัมทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย
หากว่ากันตามจริง ความเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ดังกล่าวน่าจะปรากฏให้เห็นได้จากภาพถ่ายทางอากาศ
แต่มันกลับไม่อยู่ในสายตาการรับรู้อย่างเป็นทางการของหน่วยงานใดๆ เลย

กระทั่งปี 2008 เกิดเหตุฝูงช้างป่าเกือบร้อยตัว
บุกเข้าทำลายบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรของหมู่บ้านข้างเคียง
แล้วทั้งหมดก็เคลื่อนขบวนหายเข้าไปในป่าผืนนี้
นั่นแหละ…มันจึงถูกค้นพบโดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ของรัฐอัสสัม

ชาวบ้านละแวกนั้นเรียกพื้นที่สีเขียวแห่งนี้ว่า “ป่าโมไลย” (Molai Woods)
ตามชื่อที่ใครๆ ใช้เรียกขานจาเดฟ เพเอง (Jadav Payeng)
ชายชาวอินเดียวัย 47 ปี ผู้สมัครใจปลูกและดูแลต้นไม้เหล่านี้โดยลำพังมานานเกินครึ่งชีวิต

ใช่แล้ว มันเป็นป่าปลูก
แต่เนื่องจากเป็นการปลูกโดยคัดเลือกพันธุ์ไม้จากป่าท้องถิ่นและปลูกหลายชนิดคละเคล้ากันไป
แถมยังย้ายฝูงสัตว์ตัวจิ๋วอย่างมดแดงเข้ามาช่วยปรับปรุงคุณภาพดินตามความเชื่อของจาเดฟ
พื้นที่โล่งเมื่อตอนแรกเริ่มก็เลยขยับขึ้นเป็นพื้นที่ของกลุ่มชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสอดคล้องตามธรรมชาติ
สัตว์เล็กดึงดูดสัตว์ใหญ่ พืชดึงดูดสัตว์กินพืช สัตว์กินพืชดึงดูดสัตว์ผู้ล่า
ห่วงโซ่อาหารเติมเต็มอย่างช้าๆ และพัฒนาความอุดมสมบูรณ์จนกลายเป็นระบบนิเวศที่สมดุล

ป่าโมไลยในวันนี้คือบ้านหลังใหญ่ของสัตว์นานา
ทั้งที่พบเห็นได้ทั่วไป เช่น กระต่ายป่า ลิง กวาง วัวป่า ไปจนถึงสัตว์หายาก
อาทิ แรดนอเดียว เสือเบงกอล รวมถึงฝูงช้างที่มักย้ายถิ่นมาหากินอย่างน้อยปีละ 6 เดือน
นกอพยพก็ยังแวะมาพักพิงชั่วคราว…เป็นผลงานการปลูกป่าที่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

2.
เว็บไซต์เดอะ ไทมส์ ออฟ อินเดีย เปิดเผยความเป็นมาของป่าโมไลยและวีรกรรมสีเขียวของจาเดฟเอาไว้…
เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในปี 1979 เมื่อน้ำท่วมพัดพางูจำนวนมากมาเกยตื้นตายอยู่บนสันดอนทราย
หนุ่มละอ่อนจาเดฟวัย 16 ปี เห็นซากงูเกลื่อนกราด
เขาเข้าใจว่าพวกมันตายเพราะความร้อนจากแดดแผดเผา เพราะบริเวณนั้นปราศจากร่มเงาไม้

“ผมนั่งลงและรู้สึกเศร้าใจ มันเหมือนการสังหารหมู่
ผมแจ้งเรื่องนี้ถึงกรมป่าไม้และถามเจ้าหน้าที่ว่าพวกเขาจะสามารถปลูกต้นไม้ที่นั่นได้หรือไม่
พวกเขาตอบกลับมาว่า ตรงนั้นปลูกอะไรไม่ขึ้นหรอก แล้วก็บอกให้ผมกลับไปลองปลูกไผ่
ได้ยินอย่างนั้นแล้วผมรู้สึกแย่นะ แต่ก็ยังลงมือปลูกไผ่ตามคำแนะนำ
ไม่มีใครช่วยปลูกเลย ไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำ” จาเดฟเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต

เขาตัดสินใจทิ้งบ้าน ทิ้งห้องเรียน ย้ายมาใช้ชีวิตโดดเดี่ยวอยู่ที่สันดอนทราย
ชายหนุ่มลงมือปลูกไผ่ รดน้ำเช้าเย็นและหมั่นดูแลใกล้ชิด
เพียงสองสามปีแรกมันก็เติบโตให้ชื่นใจเป็นกอไผ่พุ่มหนาแน่น
จากนั้นจึงเก็บเมล็ดพันธุ์จากป่าธรรมชาติบริเวณใกล้เคียงมาเพาะแล้วย้ายกล้าที่แข็งแรงเข้าไปปลูก
เพิ่มเติมกล้าไม้ท้องถิ่นเข้าไปเรื่อยๆ จนได้ป่าปลูกที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ

ในอีกทางหนึ่ง สื่อออนไลน์บางสื่อรายงานถ้อยคำของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งพูดถึงป่าปลูกผืนนี้ด้วยเรื่องราวที่ต่างออกไป
เขาว่าจุดกำเนิดของป่าโมไลยคือโครงการปลูกป่า 500 เอเคอร์ของกรมป่าไม้
ซึ่งนับหนึ่งในปี 1980 โดยมีจาเดฟรวมอยู่ในกลุ่มคนงานที่ได้รับการว่าจ้างให้ลงแรงปลูกต้นไม้

ผ่านไป 5 ปีภารกิจสำเร็จลุล่วงด้วยดี คนงานทั้งหมดย้ายออกจากพื้นที่
ยกเว้นจาเดฟผู้รักธรรมชาติ เขาเลือกอยู่ต่อ ไม่เพียงเพื่อคอยบำรุงดูแลต้นไม้ที่ปลูกแล้ว
แต่ยังเดินหน้าปลูกกล้าไม้ขยายขอบเขตพื้นที่ป่าออกไปเรื่อยๆ โดยลำพังและด้วยความเต็มใจ

แต่ไม่ว่าต้นทางของมันจะเป็นอย่างไร ก็คงไม่สลักสำคัญเท่าผลลัพธ์ที่ชัดเจนในปัจจุบัน
วันนี้ป่าปลูกผืนงามมีพื้นที่รวมทั้งหมด 1,360 เอเคอร์ หรือราวๆ 5.5 ตารางกิโลเมตร
…คำนวณแล้วกว้างขวางกว่าสวนสาธารณะวชิรเบญจทัศหรือสวนรถไฟที่คนกรุงเทพฯ คุ้นเคยประมาณ 9 เท่าเลยเชียว

ส่วนจาเดฟยังคงปักหลักอยู่ในป่าปลูกบนสันดอนทราย
เขาสร้างกระท่อมหลังเล็กๆ อยู่กับภรรยาและลูก 3 คน
ยังชีพด้วยรายได้จากการขายนมวัวและควายที่เลี้ยงไว้

แต่หลังจากผลงานการปลูกป่าของเขากลายเป็นข่าวโด่งดัง
รัฐบาลอินเดียเริ่มหันมาสนใจพื้นที่สีเขียวแห่งนี้ ทั้งวางแผนปลูกป่าโมไลยเพิ่มเติม
แถมยังแว่วความเคลื่อนไหวว่าจะยกระดับให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าขนาดเล็กอีกด้วย

จาเดฟแสดงความเห็นต่อประเด็นดังกล่าว
…หากมันเกิดขึ้นจริงและหน่วยงานรัฐสามารถรับปาก ให้สัญญา หรือทำให้เขามั่นใจได้ว่า
ป่าโมไลยและสิ่งมีชีวิตในพื้นที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างดิบดี
เขาก็จะย้ายไปอยู่ที่อื่นและเริ่มต้นปลูกป่าผืนใหม่อีกครั้ง


[ที่มาภาพ tuplanetavital.org]

3.
จะว่าไป การปลูกต้นไม้ของจาเดฟมิใช่เรื่องแปลกใหม่ ใครๆ ก็ลงมือปลูกได้
แต่ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ผู้ชายธรรมดาๆ คนนี้แตกต่างอย่างโดดเด่นก็คือ
ความมุ่งมั่นพยายามปลูกต้นไม้อย่างสม่ำเสมอและเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานถึง 30 ปี

นั่นเท่ากับว่า เขาสร้างจุดสีเขียวเล็กๆ ขึ้นทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ทุกปี
โดยไม่ลดละหรือเลิกไปกลางคัน โดยไม่ตั้งคำถามว่าจะสร้างจุดสีเขียวไปถึงเมื่อไหร่
และโดยไม่สนใจว่าใครจะเห็นหรือไม่ ก็แค่เดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ

เมื่อวันเวลาหมุนผ่านนานหลายปี จุดสีเขียวเล็กๆ เหล่านั้นสามารถเชื่อมต่อเป็นป่าผืนกว้าง
เป็นระบบนิเวศใหม่ และเป็นความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่…ที่น้อยคนนักจะทำได้สำเร็จ

ไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้ หลักการแบบนี้ใช้ได้กับทุกกิจกรรมที่ทำเพื่อโลกนั่นแหละ
แยกขยะ งดรับถุงพลาสติก ลดบริโภคเนื้อสัตว์
ปลูกผักกินเอง ปิดไฟให้โลกพัก และอื่นๆ อีกมากมาย

ดังนั้น เมื่อคิดและเริ่มต้นสร้างจุดสีเขียว อย่าลงมือแค่จุดเดียว
แต่ควรจะต่อจุดเล็กๆ นั้นให้กลายเป็นเส้นที่ลากยาวจากอดีตถึงปัจจุบันและสู่อนาคตด้วยเลย
เพื่อที่ว่าเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลงได้จริง
…อย่างน้อยก็ในสายตาและการรับรู้ของตนเอง

หมายเหตุ-บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกผ่านทางคอลัมน์คนหมุนโลกบนเว็บไซต์ของมูลนิธิโลกสีเขียว

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s