My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

ในสถานการณ์ “ทะลักทะเล”

ใส่ความเห็น


[ที่มาภาพ rtseablog.blogspot.com]

1.
แท่นขุดเจาะน้ำมันดีปวอเตอร์ ฮอริซอน ของบริษัทบริติช ปิโตรเลียม (บีพี) ในอ่าวเม็กซิโก
เกิดระเบิดขึ้นเมื่อ 20 เมษายน 2553 น้ำมันดิบมหาศาลไหลทะลักสู่ท้องทะเล
ต้องใช้เวลารับมืออยู่นานหลายเดือนกว่าสถานการณ์จะอยู่ในระดับที่พอควบคุมได้

ผ่านไปสองปีเต็ม เหตุการณ์นั้นยังครองตำแหน่งหายนะทางทะเลครั้งร้ายแรงที่สุด
ในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ (และของโลก) ไว้อย่างเหนียวแน่น
แม้จะเลือนลางห่างหายจากสายตาความสนใจของใครๆ
ทว่าบาดแผลฉกรรจ์ในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้ได้รับผลกระทบยังคงยืดเยื้อเรื้อรังมาจนวันนี้
…และไม่มีท่าทีจะสิ้นสุดลงโดยง่าย

รัฐบาลสหรัฐฯ แต่งตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะกิจ
ซึ่งประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้า 14 คน
เพื่อทำหน้าที่วิเคราะห์เชิงลึกและประเมินผลกระทบจากการรั่วไหลของน้ำมันดิบ
รวมถึงเสนอคำแนะนำในเชิงนโยบาย

หนึ่งในนั้นคือ ดร.ซูซาน ซอว์ (Susan Shaw) นักพิษวิทยาทางทะเล
ผู้คลุกคลีอยู่กับงานตรวจสอบผลกระทบของมลพิษและสารเคมีที่มนุษย์สร้างขึ้น
ต่อชีวิตสัตว์ทะเลและสุขภาพของผู้คนมานานเกือบ 20 ปี
ทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมทางทะเล
(Marine Environmental Research Institute)

ด้วยต้นทุนภูมิรู้ด้านสาธารณสุขบวกกับการลงพื้นที่สำรวจและพูดคุยกับผู้คน
ดร.ซูซาน เปิดเผยว่า นอกจากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการที่ต้องต่อกรกับคราบน้ำมันกลางทะเล
ชาวบ้านอย่างน้อยอีกหลายพันคนในรัศมีพื้นที่เกิดเหตุก็สัมผัสหรือรับน้ำมันดิบและสารเคมีกำจัดคราบน้ำมัน
เข้าสู่ร่างกายในระดับเข้มข้นเป็นระยะเวลานาน กระทั่งปรากฏความผิดปกติทางร่างกายอย่างรุนแรง

บ้างตกอยู่ในสภาพเดินไม่ได้ บ้างความจุปอดลดลง บ้างไตเสื่อม
ส่วนใหญ่ได้รับความกระทบกระเทือนทางระบบประสาท ปวดศีรษะ วิงเวียน
ตาพร่า หัวใจเต้นผิดปกติ และมีเลือดออกจากอวัยวะต่างๆ
เด็กหญิงวัย 14 ปีคนหนึ่งเล่าว่า เพื่อนทุกคนที่โรงเรียนมีเลือดไหลออกจากหูหรือจมูก
เธอเองก็ด้วย…ต้องยอมรับ สุขภาพของบรรดาเหยื่อมลพิษเข้าขั้นวิกฤตโดยแท้

“เมื่อน้ำมันดิบเข้าสู่ร่างกาย มันก็คือระเบิดเวลาที่จะส่งผลกระทบ
ต่อสุขภาพของคุณในระยะยาว ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงของโรคมะเร็งด้วย” ดร.ซูซาน เอ่ย

ในส่วนของมิติทางนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน
สัตว์ทะเลสังเวยชีวิตไปแล้วนับไม่ถ้วน ซากปลาหลายหมื่นตัวลอยเกลื่อนน่านน้ำ
ปะการัง กุ้ง ปู นกทะเล แมวน้ำ เต่า วาฬโดนคราบน้ำมันเล่นงานกันถ้วนหน้า
เฉพาะปีเกิดเหตุปีเดียว นับโลมาตายได้มากกว่า 600 ตัว

…นี่แค่ผลกระทบปุบปับฉับพลัน แต่ในความเป็นจริง
ยังมีผลกระทบจากความเป็นพิษที่เข้าสะสมในห่วงโซ่อาหารและรอเวลาแผลงฤทธิ์อีกเพียบ

2.
การนับหนึ่งบนเส้นทางพิษวิทยาทางทะเลของผู้หญิงคนนี้
เริ่มด้วยความสนใจเกี่ยวกับสารหน่วงการติดไฟ (Flame Retardant)
ซึ่งเป็นสารเคมีที่เพิ่มเติมเข้าไปเป็นส่วนประกอบเส้นใย สิ่งทอ พลาสติก
ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ฯลฯ เพื่อชะลอให้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ติดไฟช้าลง

ดร.ซูซาน อธิบายว่า สารหน่วงการติดไฟแฝงตัวอยู่ในข้าวของเครื่องใช้มากมาย
อาทิ ในเสื้อผ้า ซึ่งมักเล็ดลอดสู่สิ่งแวดล้อมในทุกครั้งของการซักทำความสะอาด
เธอแกะรอยการปนเปื้อนของสารแปลกปลอมนี้อย่างเอาจริงเอาจัง
จนได้เครดิตเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นประจักษ์ว่า
สารหน่วงการติดไฟตกค้างอยู่ในสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมและทรัพยากรประมงที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ
ในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก

สำหรับกรณี “ทะลักทะเล” ดร.ซูซาน เป็นนักวิทยาศาสตร์กลุ่มแรก
ที่มีโอกาสสังเกตการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นใต้ทะเลอย่างใกล้ชิด

“หนึ่งเดือนหลังเกิดเหตุ ฉันได้รับการทาบทามให้เข้าสำรวจพื้นที่
แล่นเรือออกไปจากชายฝั่งราว 40 ไมล์ก็เจอเข้ากับคราบน้ำมันหนาบนผิวน้ำทะเล
ตรงขอบด้านหนึ่งของคราบน้ำมัน ฉันดำน้ำลงสู่เบื้องล่างเพื่อดูว่า
สารเคมีกำจัดคราบน้ำมันที่ฉีดพ่นสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง”
เธอเล่าพร้อมกับยอมรับว่ามันเป็นประสบการณ์ที่น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงอยู่ไม่น้อย


[ที่มาภาพ rtseablog.blogspot.com]

สารเคมีไม่ได้ทำให้คราบน้ำมันหายไป
มันแค่แปลงมวลน้ำมันดิบผืนใหญ่ให้แตกตัวเป็นก้อนเล็กๆ
ซึ่งเชื่อว่าจะย่อยสลายตามธรรมชาติได้รวดเร็วขึ้น
แต่ความจริงมิได้เป็นอย่างนั้น
ณ โลกใต้ทะเล ดร.ซูซานเห็นการทำปฏิกิริยาของสารเคมีกำจัดคราบน้ำมันชัดเจน
เธอรู้ทันที มันกำลังปลดปล่อยสารพัดไฮโดรคาร์บอนในน้ำมันดิบสู่ท้องทะเล
ในปริมาณมากกว่าที่เกิดขึ้นกับคราบน้ำมันบนผิวน้ำเสียอีก
ทั้งหมดเป็นพิษต่อทุกอวัยวะของสิ่งมีชีวิต บ้างเข้าข่ายสารก่อมะเร็ง

ซ้ำร้าย…การสัมผัสน้ำมันดิบกลุ่มก้อนเล็กๆ ยิ่งทวีคูณอันตราย
เพราะร่างกายจะซึมซับความเป็นพิษได้รวดเร็วกว่าเดิม ตายเร็วกว่าเดิม
จึงไม่น่าแปลกที่จะปรากฏร่างไร้วิญญาณของสัตว์ทะเลลอยเคว้งอยู่ใต้น้ำ

น้ำมันดิบที่แตกตัวเป็นก้อนเล็กจมลงสู่ก้นทะเลอย่างช้าๆ
ปกคลุมพื้นทะเลเป็นอาณาเขตกว้างใหญ่หลายร้อยตารางไมล์
ทำให้หนึ่งในแนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์ตายเกลี้ยงไปแล้วเป็นอย่างน้อย
และจะสร้างความเสียหายแก่ระบบนิเวศทางทะเลต่อไปอีกหลายสิบปีเป็นอย่างมาก

ดร.ซูซานตระหนักดีถึงความเสี่ยงอันตราย
แม้การสวมอุปกรณ์สคูบาเต็มชุดพอจะปกป้องผิวหนังได้ทั่วร่างกาย
แต่เมื่อลอยตัวขึ้นผิวน้ำ อากาศที่สูดหายใจเข้าไปก็มิได้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์
งานนี้นอกจากจะอาศัยความกล้าหาญเต็มหัวใจแล้ว
ยังต้องปฏิบัติการอย่างระมัดระวังในเวลาอันจำกัดอีกด้วย

3.
บีพีพยายามบรรเทาผลกระทบและจำกัดขอบเขตพื้นที่ปนเปื้อนน้ำมันดิบ
ด้วยการดูดคราบน้ำมัน การจุดไฟเผาน้ำมันทิ้ง และการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดคราบน้ำมัน
โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ยอมให้บีพีใช้สารเคมีกำจัดคราบน้ำมันมากถึง 2 ล้านแกลลอน
ซึ่งถือว่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์…ปริมาณสารเคมีตกค้างย่อมมากขึ้นตามไปอย่างไม่ต้องสงสัย
แถมยังส่งผลกระทบยาวนานและรุนแรงกว่าการปนเปื้อนคราบน้ำมันล้วนๆ เสียด้วยสิ

ดร.ซูซาน เปิดเผยว่า ในช่วงที่เหตุการณ์เลวร้ายสุด
นักวิทยาศาสตร์ถูกกันไม่ให้เข้าสำรวจพื้นที่
กว่าจะได้เข้าไปเก็บตัวอย่างหรือตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมก็ต้องรอนานเป็นเดือน
ซึ่งถือว่าล่าช้ากว่าที่ควรเป็นไปมากพอดู
และหมดโอกาสที่จะประเมินผลกระทบความเสียหายได้ใกล้เคียงความเป็นจริง

เธอและทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะกิจสรุปบทเรียนครั้งนี้ว่า
ขั้นตอนปฏิบัติงานในสถานการณ์ฉุกเฉินจากเหตุน้ำมันดิบรั่วไหลจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงให้รวดเร็วขึ้น
ทันท่วงทีมากขึ้น ต้องมีเทคโนโลยีและเครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัยเพียงพอ
ขณะที่การปฏิบัติงานบนแท่นขุดเจาะเองก็ต้องเตรียมแผนสำรองกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินที่รัดกุมและเหมาะสมกว่าที่เป็นอยู่

พวกเขาช่วยกันเสนอรายงานต่อรัฐบาล
แต่คำแนะนำในนั้นเป็นเพียงข้อความที่ไม่ถูกนำไปปฏิบัติ
และสภาคองเกรสก็ยังไม่ลงมติผ่านร่างกฎหมายที่จะใช้ควบคุมเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลในทะเลเสียที

“ฉันหวังว่าการรั่วไหลของน้ำมันครั้งนี้จะเป็นการปลุกกระแสครั้งใหญ่ให้ทุกฝ่ายตื่นตัวพร้อมรับมือ
แต่เอาเข้าจริงพวกเรายังคงเดินหน้าขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลในระดับที่ลึกลงไปเรื่อยๆ
และรอคอยให้หายนะครั้งต่อไปเกิดขึ้นซ้ำรอย” ดร.ซูซานกล่าว

แม้งานที่ตั้งใจมีแนวโน้มไม่ได้รับการตอบสนองหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงรูปธรรมได้เท่าที่ควร
แต่นั่นดูจะไม่สำคัญเท่ากับการได้ลงมือทำให้เต็มที่
เพราะเธอยังคงมุ่งมั่นกับภารกิจพิทักษ์ท้องทะเลต่อไป
นอกจากเดินสายบรรยายเกี่ยวกับวิกฤตของมหาสมุทรจากมลพิษสารเคมีไปทั่วอเมริกา ยุโรป และเอเชีย
ล่าสุดเธอยังตั้งองค์กรอิสระ “Gulf of Mexico EcoTox Project”
เพื่อทำหน้าที่ศึกษาและตรวจสอบผลกระทบการรั่วไหลของน้ำมันดิบ
และสารเคมีกำจัดคราบน้ำมันที่มีต่อสิ่งมีชีวิตทางทะเลอีกด้วย

เราจำเป็นต้องรู้ว่า มลพิษเหล่านี้สร้างความสั่นสะเทือนต่อสุขภาพของสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมอย่างไร
เพราะพวกมันเป็นผู้บริโภคลำดับสูงสุดในห่วงโซ่อาหารเช่นเดียวกับมนุษย์
หรือจะพูดให้ง่าย…สัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมและมนุษย์
มีชะตากรรมของการสะสมมลพิษแปลกปลอมที่ปนเปื้อนอยู่ในท้องทะเลร่วมกันนั่นเอง

หมายเหตุ-บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกผ่านทางคอลัมน์คนหมุนโลกบนเว็บไซต์ของมูลนิธิโลกสีเขียว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s