My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

แจกสบู่กู้ชีวิต

ใส่ความเห็น


[ที่มาภาพ blackamericaweb.com]

1.
“สบู่” สิ่งของพื้นฐานที่คนเมืองอย่างเราคุ้นเคย
เจอกันบ่อยจนเป็นหนึ่งในความปกติธรรมดาของชีวิตประจำวัน
นอกจากซื้อหามาไว้ใช้เป็นส่วนตัวที่บ้าน
ห้องส้วมสาธารณะหลายแห่งยังตระเตรียมสบู่
ให้เราฟอกถูทำความสะอาดมือหลังปลดทุกข์หนักเบาอีกด้วย

สภาวะที่ไม่เคยห่างไกลสบู่นี่เองทำให้เราหลงลืมไปว่า
มันสำคัญต่อ “ชีวิต” เพียงใด ชีวิตที่ไม่ใช่มีแค่กิจวัตรซึ่งดำเนินไปในแต่ละโมงยาม
แต่หมายถึงความเป็นความตายกันเลยทีเดียว
ดังเช่นข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ยูนิเซฟ
และโกลบอลโซพโปรเจ็คต์ (Global Soap Project) ซึ่งระบุเอาไว้ว่า…

การล้างมือถูสบู่ช่วยลดความเสี่ยงที่เด็กวัยต่ำกว่า 5 ขวบ
จะเจ็บป่วยด้วยโรคปอดบวมลงร้อยละ 50

การล้างมือถูสบู่ช่วยลดจำนวนผู้ป่วยโรคอหิวาต์ลงร้อยละ 44

แต่ละปีมีเด็กมากกว่า 2 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตด้วยโรคอหิวาต์
ส่วนใหญ่เป็นเด็กแรกเกิดในประเทศที่มีรายได้น้อย

แต่ละปีมีความตายของผู้คนมากถึง 1.4 ล้านรายที่สามารถป้องกันได้ด้วยการล้างมือถูสบู่

และ…
การล้างมือถูสบู่เป็นวิธีการที่ประหยัดค่าใช้จ่าย
และมีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันโรคอหิวาต์และปอดบวม
ซึ่งเป็นสองสาเหตุความเจ็บไข้ได้ป่วยที่ทำให้เด็กราว 3.5 ล้านคนทั่วโลกต้องจบชีวิตในแต่ละปี

ทั้งๆ ที่ได้ยินแคมเปญรณรงค์ให้ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” อยู่บ่อยครั้งในช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา
ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่า การล้างมือให้สะอาดช่วยป้องกันโรคติดต่อ
ทั้งที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจได้
แต่เราก็นึกไม่ถึง (ไม่เคยจะพยายามคิดไปให้ถึงด้วยซ้ำ) ว่า
กิจวัตรเล็กน้อยนี้จะป้องกันความตายของผู้คนได้มากมายเหลือเกิน


[ที่มาภาพ twylah.com]
2.
“ผมช็อคไปเลยเมื่อรู้ว่า มีสบู่จำนวนมากแค่ไหนที่ถูกโยนทิ้งไปในแต่ละวัน”
เดอร์เร็ค เคยอนโก (Derreck Kayongo) เป็นผู้กล่าวประโยคนี้

ซึ่งมันก็น่าช็อคจริงๆ นั่นแหละสำหรับตัวเลข 2.6 ล้านก้อนต่อวัน!
หรือคิดเป็นหลายร้อยล้านก้อนต่อปี!!
ของสบู่ก้อนไม่ใหญ่ที่โรงแรมแถบอเมริกาเหนือนิยมเสิร์ฟให้ผู้เข้าพักใช้ชำระล้าง
…เพื่อจะโยนทิ้งในวันถัดมา

เดอร์เร็คเป็นชาวยูกันดา เขาเดินทางมาถึงสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกช่วงต้นทศวรรษ 1990
และเข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองฟิลาเดเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย
เขาสังเกตว่า ทุกๆ วันจะมีสบู่ใหม่มาวางแทนก้อนเดิมที่เพิ่งผ่านสังเวียนขัดถูไปไม่กี่ครั้ง

“ผมนำสบู่ก้อนใหม่ไปคืนเจ้าหน้าที่โรงแรม เพราะคิดว่าโรงแรมต้องเรียกเก็บเงินค่าสบู่กับผมแน่ๆ
เมื่อได้คำตอบว่า เป็นนโยบายของโรงแรมที่ต้องจัดเตรียมสบู่ก้อนใหม่ให้ผู้เข้าพักทุกวัน ผมแทบไม่เชื่อ”
เดอร์เร็ค วัย 42 ปี เล่าย้อนถึงเรื่องราวในอดีต

หลังจากเหตุการณ์นั้นเขาโทรศัพท์หาพ่อซึ่งเคยเป็นช่างทำสบู่แห่งยูกันดา
เพื่อบอกเล่าประสบการณ์ที่พบเจอ พ่ออธิบายในทำนองว่า
เพราะสบู่ไม่ใช่สินค้าราคาแพงของชาวอเมริกันและชาวอเมริกันก็มีกำลังซื้อมากพอที่จะใช้สบู่แบบทิ้งขว้าง
เดอร์เร็คฟังแล้วรู้สึกว่า ไม่เข้าท่าสักเท่าไหร่ คนที่นี่ทิ้งขว้างสบู่กันมากมายทั้งที่มันเป็นสิ่งล้ำค่าของผู้ขาดแคลน
ณ จุดนี้เองที่พ่อหนุ่มผิวสีเริ่มคิด…จะเป็นอย่างไร ถ้าเรารวบรวมสบู่เหล่านี้มารีไซเคิล
ผลิตเป็นสบู่ก้อนใหม่ แล้วส่งกลับไปยังถิ่นเกิด ดินแดนที่ผู้คนยังเอื้อมไม่ถึงสบู่

เอื้อมไม่ถึงสบู่?
…ใช่แล้ว ผู้คนมากมายในทวีปแอฟริกาไม่มีสบู่ใช้
ไม่ใช่เพราะขาดแคลนสบู่ แต่เป็นเพราะขาดแคลนเงินที่จะซื้อสบู่ต่างหาก
ความยากจนกระชากชีวิตของพวกเขาให้ห่างไกลปัจจัยเพื่อความสะอาดและสุขอนามัย

“หาเงินได้วันละ 1 ดอลลาร์ และสบู่ราคาก้อนละ 25 เซนต์
ผมไม่ได้เก่งเลขหรอกนะ แต่ก็บอกได้ว่า คงไม่ควัก 25 เซนต์เพื่อแลกกับสบู่แน่นอน
ต้องเก็บมันไว้ซื้อน้ำตาล ซื้อยา ซื้ออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้มีชีวิตอยู่รอดไปได้อีกวัน
แต่เมื่อล้มป่วยเนื่องจากไม่ได้ล้างมือให้สะอาด ยิ่งต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อรักษาพยาบาล
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญหาซึ่งมักจะจบลงด้วยการเสียชีวิต”
เดอร์เร็คพูดแทนเพื่อนร่วมทวีปได้อย่างเข้าอกเข้าใจ
เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและเขาเองก็ได้เห็นมันมาแล้วในช่วงหนึ่งของชีวิต

ไอเดียรีไซเคิลสบู่ไม่ได้ถูกก่อร่างอย่างเป็นรูปธรรมในทันที
เขาอดทนรอกระทั่งค่อนข้างพร้อมในหลายๆ ด้าน
จึงค่อยออกสตาร์ตโครงการไม่แสวงหากำไร
ภายใต้ชื่อ “โกลบอลโซพโปรเจ็คต์” ในปี 2009

เดอร์เร็คและซาราห์ ภรรยา ย้ายมาตั้งรกรากในแอตแลนต้า
ทั้งคู่เริ่มโครงการสบู่กู้ชีวิตด้วยการใช้เวลาวันหยุดสุดสัปดาห์รวบรวมสบู่ใช้แล้วจากโรงแรมท้องถิ่น
และนำมาทดลองผลิตสบู่ก้อนใหม่ด้วยเทคนิคโน่นนี่นั่น โดยใช้ห้องใต้ดินเป็นสถานที่ปฏิบัติการ
ผ่านไปสองปี โกลบอลโซพโปรเจ็คต์ค่อยๆ เดินไปด้วยดี
โรงงานรีไซเคิลสบู่ขนาดย่อมจึงขยับย้ายจากห้องใต้ดินมาสู่โกดังสินค้า
พร้อมกับขยายกำลังผลิตสบู่เป็นหลายพันก้อนต่อวัน และเป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ

นับจนถึงวันนี้โกลบอลโซพโปรเจ็คต์แจกจ่ายสบู่ฟรีให้ผู้ขาดแคลนในประเทศเฮติ
ยูกันดา เคนยา และสวาซิแลนด์ไปแล้วมากกว่าแสนก้อน
ทั้งยังได้กองหนุนเพิ่มขึ้นเมื่อโรงแรมมากกว่า 600 แห่งทั่วสหรัฐฯ เสนอตัวเข้าร่วมบริจาคสบู่ใช้แล้ว
โดยเฉพาะเครือโรงแรมฮิลตันนั้น นอกจากเห็นดีเห็นงามร่วมบริจาคสบู่ใช้แล้ว
ยังสมทบทุนดำเนินงานด้วยเงิน 1.3 ล้านดอลลาร์อีกด้วย


[ที่มาภาพ hmhinthenews.com]
3.
เดอร์เร็คคุ้นเคยกับความยากจน ชีวิตวัยเด็กและความเป็นอยู่ในยูกันดานั้นไม่สู้ดีนัก
เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเลวร้ายลงเรื่อยๆ
พ่อของเขาตัดสินใจพาครอบครัวหนีออกจากประเทศบ้านเกิดในปี 1979
เพื่อดิ้นรนให้รอดพ้นจากการสังหารหมู่ในยุคเผด็จการอีดี อามิน (Idi Amin)
โดยหลบไปอยู่ที่เคนยาก่อนจะอพยพมาตั้งรกรากที่สหรัฐอเมริกาในภายหลัง

พ้นจากสถานภาพผู้ลี้ภัย เขาพาตัวเองเข้าสู่ชีวิตนักศึกษา
กระทั่งได้เป็นพลเมืองสหรัฐฯ และมุ่งมั่นกับงานเอ็นจีโอในองค์กรชั้นนำ
อาทิ World Vision, CARE International, Amnesty International และอื่นๆ

แม้จะรู้สึกโชคดีที่รอดชีวิตมาอยู่ในดินแดนใหม่
แต่ความทรงจำครั้งอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยยังชัดเจน ที่แม้สบู่สักก้อนก็ไม่มีให้ล้างมือ
ประสบการณ์ความยากลำบากที่ผ่านพ้น ทำให้เขาไม่ลืมรากของตนเอง
และพยายามให้ความช่วยเหลือผู้คนที่นั่นอย่างเต็มกำลัง
สำหรับเดอร์เร็ค การรวบรวมสบู่ใช้แล้วจึงถือเป็นแนวรบแรก
ของภารกิจต่อสู้กับความตายของเด็กๆ ชาวแอฟริกาที่เขาสามารถริเริ่มและลงมือได้เอง

สบู่ใช้แล้วจากโรงแรมต่างๆ ถูกแพ็คลงกล่องกระดาษสีน้ำตาลส่งมายังโครงการฯ
รอคอยให้อาสาสมัครเข้ามาจัดการแปลงร่างมันเป็นสบู่ก้อนใหม่ในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์
เริ่มจากแกะหีบห่อให้เหลือเพียงก้อนสบู่เปลือยเปล่า ทำความสะอาดเบื้องต้น
และนำเข้าสู่กระบวนการผลิตสบู่อีกครั้ง ฆ่าเชื้อโรคที่ความร้อนสูง ปล่อยให้เย็นลง
แล้วจึงตัดเป็นก้อนและจัดเรียงบรรจุให้พร้อมสำหรับการแจกจ่าย

ด้วยเหตุที่สบู่จากแต่ละโรงแรมมีคุณสมบัติแตกต่างกัน
สีและกลิ่นหลากหลาย ความเป็นกรด-ด่างก็ไม่เท่ากัน
ถ้านำทั้งหมดมาผสมรวมกัน
มันจะมั่วซั่วและเพิ่มความยุ่งยากในการควบคุมคุณภาพการผลิต
จึงต้องแยกล็อตการผลิตสบู่ตามแหล่งที่มา

โดยขั้นตอนสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ก็คือ
การสุ่มเก็บตัวอย่างสบู่ผลิตใหม่ไปตรวจวิเคราะห์หาเชื้อแบคทีเรียในห้องปฏิบัติการเคมี
เพื่อให้แน่ใจว่า มันปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้ใช้งานนั่นเอง

ทุกครั้งที่สบู่ก้อนใหม่ออกเดินทาง
เดอร์เร็คจินตนาการถึงความสุข ความดีใจ
และรอยยิ้มบนใบหน้าของผู้รับได้อย่างไม่ยากเย็น

แม้โกลบอลโซพโปรเจ็คต์จะวางเป้าหมายหลักที่การกู้ชีวิตของเด็กและผู้ใหญ่ในดินแดนขาดแคลนสบู่
ทว่าในทางอ้อม มันก็ช่วยกู้ชีวิตให้กับโลกใบนี้เช่นกัน
ทั้งจากการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าและลดพื้นที่ฝังกลบขยะได้อีกหลายสิบตัน

ขณะเดียวกัน อาสาสมัครที่แวะเวียนมาช่วยงานผลิตสบู่ก็พกความรู้สึกอิ่มใจกลับไปทุกครั้ง
พวกเขายินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการหยิบยื่นโอกาสเข้าถึงความสะอาดให้ผู้คนในอีกซีกโลก
บางคนถึงกับยกขบวนเพื่อนฝูงมาฉลองวันเกิดด้วยการบำเพ็ญประโยชน์ในโรงงานผลิตสบู่แห่งนี้เสียเลย

…ช่างเป็นกิจกรรมหมุนโลกที่สร้างรอยยิ้มได้มากมายจริงๆ

หมายเหตุ-บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกผ่านทางคอลัมน์คนหมุนโลกบนเว็บไซต์ของมูลนิธิโลกสีเขียว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s