My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

รวมพลเศษอาหารกลับบ้านเก่า


[ที่มาภาพ au.news.yahoo.com]
1.
“พวกเราเป็นเหมือนโรบินฮู้ดเศษอาหาร”
คำพูดนี้กล่าวโดยชายวัย 40 ปี เขาชื่อ เจเรมี่ โบรซอว์สกี้ (Jeremy Brosowsky)
ผู้ก่อตั้ง “คอมโพสต์ แค็ป” (Compost Cab)

คอมโพสต์ แค็ป เริ่มนับหนึ่งเมื่อเดือนมีนาคม 2010
ในฐานะธุรกิจขนาดเล็กซึ่งรับจัดเก็บรวบรวมเศษอาหาร
จากบ้านพักของกลุ่มชาวเมืองที่เต็มใจจ่ายค่าบริการในสนนราคาสัปดาห์ละ 8 ดอลลาร์สหรัฐฯ
และจากภาคเอกชนอื่นๆ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ธุรกิจจัดเลี้ยง ฯลฯ (ไม่เปิดเผยอัตราค่าบริการ)
แล้วขนส่งระยะใกล้ๆ ต่อไปยังแหล่งผลิตอาหารในเขตเมือง
ที่เรียกว่า “ซิตี้ ฟาร์ม” (City Farm) หรือ “เออร์เบิน ฟาร์ม” (Urban Farm) ทั้งหลายแหล่
โดยมอบให้เกษตรกรใช้เป็นวัตถุดิบหมักปุ๋ยอินทรีย์เพื่อบำรุงความอุดมสมบูรณ์ดินกันแบบฟรีๆ

รู้กันโดยทั่วไปอยู่แล้วว่า กระบวนการย่อยสลายอินทรียสารเป็นกลไกทางธรรมชาติ
ซึ่งช่วยปลดปล่อยธาตุอาหารคืนสู่ผืนดิน เพื่อที่ธาตุอาหารเหล่านั้นจะหมุนเวียน
กลับไปเป็นปัจจัยสร้างความเจริญเติบโตให้พืชและสัตว์อีกครั้ง
นักปลูกมือสมัครเล่นไปจนถึงเกษตรกรจำนวนนับไม่ถ้วน
เลือกที่จะฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยวิธีนี้กันมาแสนนาน
การหมักปุ๋ยจากเศษอาหารทั้งในระดับครัวเรือนและในเชิงพาณิชย์จึงมิใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรเลย

ทว่าการแยกเศษอาหารเพื่อการหมักปุ๋ย
แทนที่จะปล่อยทิ้งลงไปนอนรวมกับขยะอื่นๆ ในหลุมฝังกลบ
กำลังเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหลายสิบเมืองใหญ่ทั่วสหรัฐอเมริกา
อาทิ ซาน ฟรานซิสโก ซีแอตเติล มิเนอาโปลิส
โดยนิวยอร์กเป็นเมืองล่าสุดที่กระโดดเข้าร่วมเกาะกระแสความฮิต

กระนั้น คอมโพสต์ แค็ป ของเจเรมี่ซึ่งกำลังเดินไปได้สวยในแถบวอชิงตัน ดีซี และพื้นที่ข้างเคียง
ก็ดูจะพิเศษกว่าตรงที่ไม่ได้วางเป้าหมายหลักเพื่อลดปริมาณขยะหรือแบ่งเบาภาระของหลุมฝังกลบเหมือนใครๆ
แต่มุ่งเน้นให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการมีอยู่ของพื้นที่เกษตรในเขตเมือง

เขามองว่า สิ่งที่ตั้งใจลงมือลงแรงนี้สัมพันธ์ต่อเนื่องไปยังการผลิตอาหาร การให้ความรู้ การสร้างงาน
ทั้งยังก่อประโยชน์ต่อชุมชนมากมาย
…มากกว่าจะคำนึงถึงผลบวกทางสิ่งแวดล้อมเพียงมิติเดียว

2.
ใช่ว่าอยากใช้บริการคอมโพสต์ แค็ป แล้วจะโทรเรียกให้มารับเศษอาหารถึงบ้านได้ทันที
เรื่องแบบนี้มันต้องมีขั้นตอนกันหน่อย เริ่มต้นด้วยการลงทะเบียนออนไลน์ผ่านหน้าเว็บ
กรอกรายละเอียดให้ครบถ้วน รวมทั้งพิกัดของที่พักอาศัย

จากนั้นเจเรมี่จะจัดตารางวางแผนและบรรจุพิกัดของลูกค้ารายใหม่เข้าไปในเส้นทางขับรถ
กำหนดนัดหมายวันเก็บเศษอาหารกันสัปดาห์ละครั้ง พร้อมกับตกลงจุดตั้งถังรวมพลเศษอาหารที่ชัดเจน
ซึ่งนอกจากใกล้ที่พักของลูกค้าเป็นสำคัญ ยังต้องเป็นจุดที่รถกระบะเข้าถึงและสามารถจอดชั่วคราว
เพื่อขนย้ายถังที่อัดแน่นด้วย “ว่าที่ปุ๋ยหมัก” ขึ้นท้ายรถได้สะดวก

ทั้งนี้ลูกค้าแต่ละบ้านจะได้รับถังพลาสติกขนาด 5 – 7 แกลลอนที่มีฝาปิดมิดชิดสนิทแน่น
พร้อมกับถุงพลาสติกผลิตจากเส้นใยข้าวโพด
ซึ่งแน่นอนว่า ย่อยสลายได้เช่นเดียวกับเศษอาหารที่บรรจุอยู่ภายในนั่นเอง

ในทุกครั้งที่มารับถังเศษอาหารตามนัดหมาย
เจเรมี่ต้องชั่งและจดบันทึกน้ำหนักเศษอาหารของลูกค้าแต่ละบ้าน
แล้วจึงวางถังพลาสติกอีกใบซึ่งผ่านการล้างทำความสะอาด
พร้อมถุงพลาสติกเส้นใยข้าวโพดใหม่เอี่ยมไว้แทนถังใบที่ยกขึ้นท้ายรถไป
และในทุกๆ 100 ปอนด์ของน้ำหนักเศษอาหาร
คอมโพสต์ แค็ป มีโปรโมชั่นมอบปุ๋ยหมักจำนวน 10 ปอนด์พ่วงด้วยมูลไส้เดือนอีก 1 ปอนด์เป็นของกำนัล
ลูกค้ารายใดไม่ต้องการสิ่งสมนาคุณนี้ สามารถแจ้งบริจาคให้แหล่งผลิตอาหารในเขตเมืองนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกต่างหาก

สุดท้ายที่ขาดไม่ได้…การแจกจ่ายข้อมูลความรู้และแนวทางปฏิบัติสำหรับการส่งเศษอาหาร
ซึ่งสิ่งต้องห้ามที่คอมโพสต์ แค็ป ขอร้องไว้คือ
อย่าเทเนื้อสัตว์ น้ำมัน ไขมัน นมและผลิตภัณฑ์จากนมลงถังรับเศษอาหารโดยเด็ดขาด
ซึ่งที่ผ่านมาก็ยังไม่เจอลูกค้าที่ฝ่าฝืนกฎสักรายเดียว เรียกว่าให้ความร่วมมือกันอย่างดีเยี่ยม

เจเรมี่ใช้เวลาขับรถตระเวนรับเศษอาหารและนำส่งไปยังแหล่งผลิตอาหารในรัศมีใกล้เคียงสัปดาห์ละ 5 วัน
แถมยังเปิดโอกาสให้ลูกค้านำเศษอาหารมาส่งมอบด้วยตัวเองได้ในทุกวันอาทิตย์
โดยใช้ตลาดสดเกษตรกรดูปองต์ เซอร์เคิล (Dupont Circle Farmers’ Market)
ซึ่งเป็นตลาดสดที่ใหญ่โตกว้างขวางที่สุดในวอชิงตัน ดีซี เป็นจุดรวมพลเศษอาหารเฉพาะกิจ
ทั้งเศษอาหารจากบ้านเรือนและเศษผักผลไม้จากตลาดสดแห่งนี้
ก็จะถูกลำเลียงต่อไปยังซิตี้ ฟาร์ม หรือ เออร์เบิน ฟาร์มในรัศมีใกล้เคียง เพื่อหมักทำปุ๋ยอินทรีย์ด้วยเช่นกัน

…ต้องยอมรับว่า คอมโพสต์ แค็ป เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ชาวเมือง
สามารถมีส่วนร่วมส่งแรงหนุนถึงแหล่งผลิตพืชอาหารในเขตเมืองของตนเองได้อย่างง่ายดายและเป็นรูปธรรมจริงๆ


[ที่มาภาพ /newshopper.sulekha.com]
3.
ย้อนกลับไปช่วงต้นปี 2010 ตอนนั้นเจเรมี่ในวัย 38 ปีกำลังเรียนรู้เกี่ยวกับเกษตรกรรมในชุมชนเมือง
ด้วยความที่มีความสนใจเรื่องการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง
เพื่อลดปรากฏการณ์เกาะความร้อน (Heat Island Effect) เป็นทุนเดิม
เขาจึงอยากบุกเบิกธุรกิจการผลิตพืชอาหารบนดาดฟ้าหรือบนหลังคาของอาคารบ้านเรือน
แต่เมื่อได้รับคำท้วงติงที่เป็นประโยชน์ว่า
สิ่งที่สำคัญมากต่อการปลูกพืชผักและเป็นของหายากในชุมชนเมืองคือดินที่อุดมด้วยธาตุอาหาร
เขาก็กลับมาคิดทบทวนและเริ่มเห็นคล้อยตาม
…ถ้าไม่ปรับปรุงบำรุงดินให้ดี การปลูกพืชอาหารในเมืองจะกลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาทันที

เจเรมี่ขยับไอเดียมาสู่การแก้ปัญหาความขาดแคลนดินดีของกลุ่มเกษตรกรเขตเมือง
ด้วยการออกเดินทางค้นหาคำตอบให้กับข้อสงสัยของตนเอง
“จะเป็นอย่างไร ถ้าเรานำเศษอาหารกลับมาปลูกพืชอาหาร”

ส่วนเกินจากโต๊ะอาหารและห้องครัว ไม่ว่าจะเป็นเปลือกกล้วย ผักใบเหี่ยว ผลไม้สุกงอม
กากกาแฟ รวมถึงใบไม้ใบหญ้าจากการตัดแต่งสวนในพื้นที่ขนาดเล็ก
ล้วนเป็นขุมทรัพย์ของการปลูกพืชที่หาได้ง่ายในเขตเมือง
เพียงแต่ที่ผ่านมายังไม่มีใครนำทางขยะเศษอาหารที่มีเหลือเฟือไปให้ถึงมือเกษตรกรที่ขาดแคลนปัจจัยบำรุงดิน
คอมโพสต์ แค็ป ของเจเรมี่จึงเป็นจิ๊กซอว์ที่มาช่วยเติมเต็มให้ระบบการผลิตและบริโภคอาหารในชุมชนเมืองครบถ้วนสมบูรณ์

นี่ไม่ใช่เรื่องอุดมคติเกินเอื้อม เพราะเกิดขึ้นจริงแล้วอย่างน้อยก็ที่วอชิงตัน ดีซี จากตัวอย่างนี้
ถ้าชักชวนให้ทุกชุมชนเมืองเดินตามโมเดลนี้บ้าง
แต่ละชุมชนเมืองก็จะพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น
และช่วยแบ่งเบาภาระของเกษตรกรรมในระบบใหญ่ได้เช่นกัน

จากก้าวแรกจนถึงวันนี้ คอมโพสต์ แค็ป เดินทางมาเกินสองปีเต็ม
เจเรมี่ไม่เคยใช้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ใดๆ
เพียงความมุ่งมั่นของเขาที่สะท้อนผ่านการลงมือก็มากพอที่จะสร้างความประทับใจแก่ลูกค้า
และแนะนำกันปากต่อปากกระทั่งจำนวนสมาชิกรายบุคคลเพิ่มขึ้นเป็น 200 – 300 คนในวันนี้
เรียกว่าเติบโตอย่างช้าๆ ด้วยความมั่นคง
ขณะที่ลูกค้าภาคเอกชนก็สนใจทางเลือกนี้มากขึ้น
เพราะนอกจากลดปริมาณขยะที่ต้องส่งลงหลุมฝังกลบ ซึ่งหมายถึงช่วยประหยัดรายจ่ายได้แล้ว
เศษอาหารเหล่านี้ยังสร้างประโยชน์เฮือกสุดท้ายได้อีก มันตอบโจทย์ทางธุรกิจและความยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน

โรบินฮู้ดเศษอาหารแห่งศตวรรษที่ 21 หวังว่า
การนำร่องพิสูจน์ความเป็นไปได้ของโมเดลธุรกิจนี้ด้วยตัวเองจะทำให้ผู้สนใจรายอื่นๆ เดินตามเขาบ้าง
ยิ่งแตกหน่อต่อไปในอีกหลายเมืองยิ่งดี ยิ่งภาครัฐเข้ามาเป็นตัวตั้งตัวตียิ่งดีเข้าไปใหญ่

มานั่งนึกๆ ดู ปลูกพืชอาหารในเขตเมือง กระจายสู่การบริโภคของชาวเมือง
แล้วนำเศษอาหารย้อนกลับมาสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่เกษตรในเขตเมือง หมุนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ
เป็นวัฏจักรที่สวยงามเลยทีเดียว
…แล้วมันจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองเราบ้างหรือไม่ อยากรู้จริง

หมายเหตุ-บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกผ่านทางคอลัมน์คนหมุนโลกบนเว็บไซต์ของมูลนิธิโลกสีเขียว

Advertisements

การแสดงความเห็นถูกปิด