My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

เยียวยาสังคมโยนทิ้ง

ใส่ความเห็น


[ที่มาภาพ nytimes.com]

1.
เคยได้ยินไหม…“สังคมโยนทิ้ง” (throwaway society)
มันเป็นคำที่ใช้อธิบายพฤติกรรมการทิ้งของผู้คนยุคปัจจุบัน
ซึ่งเกิดขึ้นง่ายกว่า บ่อยกว่า และมากมายกว่าคนรุ่นปู่ย่าตายาย
โดยแบ่งลักษณะอาการออกเป็น 3 รูปแบบ

หนึ่ง…การโยนทิ้งข้าวของที่ออกแบบมาสำหรับการใช้งานแค่ครั้งเดียว
เช่น หลอดกาแฟ ทิชชู ผ้าอ้อมสำเร็จรูป

สอง…การโยนทิ้งข้าวของเก่าตกรุ่นที่ยังใช้การได้
แล้วหันไปซื้อของใหม่ล่าสุดตามกระแสแฟชั่นหรือความก้าวล้ำทางเทคโนโลยี
ข้าวของในกลุ่มนี้ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ กล้องดิจิตอล คอมพิวเตอร์

และสาม…การโยนทิ้งสารพัดข้าวของชำรุดเสียหาย
ทั้งที่มันอยู่ในระดับพอจะซ่อมแซมเยียวยาให้ใช้งานต่อไปได้

พูดอย่างตรงไปตรงมา สังคมโยนทิ้งเป็นผลลัพธ์ของกระแสบริโภคนิยมนั่นเอง
เพราะเมื่อซื้อเยอะ ซื้อไว โอกาสที่จะทิ้งเยอะ ทิ้งไว ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ปรากฏการณ์ดังกล่าว ส่วนหนึ่งเกิดจากผู้บริโภคที่เพลิดเพลินใช้ชีวิต
โดยยึดเอาความสะดวกสบายและความทันสมัยเป็นที่ตั้ง
อีกส่วนหนึ่ง (ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่า) เกิดจากผู้ผลิตที่หมกมุ่นอยู่กับยอดขายและกำไรสูงสุด
จึงพยายามสรรหากลยุทธ์กระตุ้นการซื้อใหม่ไม่รู้จบ ตั้งแต่วิธีการพื้นๆ
เช่น กระหน่ำโฆษณา สร้างกระแสความนิยม ไปจนถึงรื้อแนวคิดการออกแบบและวางแผนผลิตสินค้ากันเลย

จากที่เคยแข่งขันเรื่องคุณภาพและความทนทาน ซื้อแล้วใช้งานนานเป็นสิบหรือยี่สิบปี
ก็เปลี่ยนมา “designed for the dump
หรือแปลง่ายๆ “ทำให้อายุใช้งานมันสั้นลงซะ จะได้ถูกทิ้งขว้างเร็วขึ้น”
โดยเฉพาะพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

อย่างคอมพิวเตอร์นี่ชัดเจนมาก ไม่ว่าจะตั้งโต๊ะหรือพกพา
ถ้าอายุเกิน 5 ปีก็แทบจะอัพเกรดไม่ไหว หาอะไหล่ไม่เจอกันแล้ว
หรือในกรณีทีวีจอบาง กล้องดิจิตอล เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า ฯลฯ หากเจ๊ง พัง เสียหาย
แต่เจ้าของยังต้องการใช้งานต่อ ก็มักเจอกับกำแพงค่าบริการซ่อมและราคาอะไหล่
บางครั้งแค่ส่งตรวจค้นหาสาเหตุความผิดปกติก็ต้องจ่ายอย่างน้อยครึ่งพันไปจนถึงครึ่งหมื่น
พอตีราคาซ่อมมา ยิ่งอยากแจ้นไปซื้อรุ่นใหม่ที่ทันสมัยกว่า ดีกว่า เจ๋งกว่าในทันที
เพราะจำนวนเงินที่ต้องควักจากกระเป๋าสตางค์มันช่างใกล้เคียงกันเหลือเกิน
คนส่วนใหญ่ตัดสินใจอย่างไรให้คุ้มค่าเงิน คงเดาได้ไม่ยาก

นับจากนั้น อาการโยนทิ้งก็ลุกลามไปสู่ข้าวของอื่นๆ เช่น กระเป๋า ร่ม เสื้อผ้า รองเท้า
ทั้งๆ ที่อาการชำรุดของมันมีแนวโน้มจะซ่อมแซมได้ง่ายกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ด้วยซ้ำ

2.
“เป็นเรื่องน่าอาย เพราะพวกเราโยนทิ้งข้าวของมากมายที่ยังไม่สมควรทิ้ง”
มาร์ทีน โพสต์มา (Martine Postma) หญิงชาวดัตซ์ วัย 42 ปี
เล่าย้อนถึงความรู้สึกที่ผุดขึ้นมากระทบใจในวันหนึ่งระหว่างเดินกลับบ้าน
เธอเห็นสารพัดข้าวของที่ผู้คนนำมาทิ้ง และสังเกตว่า หลายต่อหลายชิ้นยังไม่หมดประโยชน์ซะทีเดียว
มันน่าจะยังซ่อมแซมให้กลับมาใช้ต่อได้อีก


[ที่มาภาพ martinemdpostma]

“และฉันก็อยากลงมือทำอะไรบางอย่างที่มากกว่าแค่เขียนถึงมัน”
ประโยคนี้กระมังที่ทำให้มาร์ทีนซึ่งหันมาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้นหลังจากคลอดลูกคนที่สอง
ตัดสินใจอำลาอาชีพนักหนังสือพิมพ์ แล้วผันตัวเองมาเป็นกองหน้าในกิจกรรมรณรงค์เพื่อความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม

นอกจากภาพของขยะที่ยังไม่ใช่ขยะ
อดีตนักข่าวสาวยังได้แรงบันดาลใจสำคัญจากนิทรรศการงานออกแบบของกลุ่ม “Platform 21”
ซึ่งจัดขึ้นที่สตูดิโอแห่งหนึ่ง ในเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์
โดยนำเสนอเรื่องราวการซ่อมและรีไซเคิลข้าวของ
ในมิติของความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
เพื่อผลักดันให้ใครๆ ในฐานะผู้ใช้งานหันมาสร้างความสัมพันธ์กับข้าวของ
พร้อมกับประกาศแถลงการณ์ที่ชัดเจน
…ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสังคมโยนทิ้งและสนับสนุนการซ่อมทุกรูปแบบ

ในความเห็นของมาร์ทีน การทิ้งข้าวของที่ยังไม่สมควรทิ้งถือเป็นปัญหา
มันน่าจะเกิดขึ้นเพราะคนสมัยนี้ลืมไปแล้วว่า ก่อนที่ข้าวของพังเสียหายจะเดินทางถึงถังขยะ
มี “การซ่อม” เป็นทางเลือกสำหรับชุบชีวิตข้าวของเจ๊งที่ยังไม่ปางตายรวมอยู่ด้วย
หรือไม่เช่นนั้นก็เพราะว่า ทักษะงานซ่อมแซมเบื้องต้นของคนส่วนใหญ่เลือนหายไปหมด
จนพวกเราไม่รู้วิธีจัดการแก้ไขเครื่องใช้พิกลพิการนั่นเอง

เธออยากชักชวนให้ใครๆ หันมาบรรจุคำว่า “ซ่อมได้” กลับเข้าไปในพจนานุกรมของชีวิตอีกครั้ง
ที่สำคัญมันควรจะเป็นการลงมือซ่อมแล้วรู้สึกสนุกไปด้วย
ทั้งยังตอบโจทย์ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม
จึงลองหยั่งความสนใจของคนในสังคมด้วยการจัดมีตติ้งงานซ่อมครั้งแรกเมื่อปี 2009
โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญงานซ่อมทั้งมืออาชีพมือสมัครเล่นมาร่วมแสดงฝีมือ

มาร์ทีนเปิดเผยว่า การตามหานักซ่อมเหล่านี้ไม่ยากเย็นอะไร
แต่ที่น่าประหลาดใจคือ พวกเขาซ่อมได้เกือบทุกอย่าง ซ่อมกันเป็นงานอดิเรก
แถมยังยินดีแบ่งปันความรู้และส่งต่อทักษะงานซ่อมแก่คนที่สนใจแบบไม่มีกั๊ก

จากที่หวาดหวั่นไม่แน่ใจจะมีผู้ร่วมงานสักกี่มากน้อย ปรากฏว่า มันคึกคักเหนือความคาดหมาย
คนในชุมชนกระตือรือร้นหอบหิ้วเสื้อผ้า เครื่องไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์
ไปจนถึงเครื่องดนตรีมาเข้าคิวรับการซ่อมตั้งแต่ก่อนเวลาเริ่มงาน
หลายคนพูดว่า มีตติ้งนี้ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างแท้จริง

“พวกเขาบอกฉันว่าไม่ชอบทิ้งข้าวของ แต่ถูกบังคับให้ทิ้งเพราะไม่รู้จะเอาไปซ่อมที่ไหน” มาร์ทีนกล่าว

…และเมื่อได้ยินเสียงถามไถ่หนาหู จะจัดอย่างนี้ทุกสัปดาห์เลยมั้ย หรือจัดเป็นประจำทุกเดือน
เธอจึงคลอดความคิดฝุ่นตลบของตัวเองออกมาเป็น
“รีแพร์คาเฟ่” (Repair Café) แห่งแรกของกรุงอัมสเตอร์ดัมในเดือนมีนาคม ปี 2010


[ที่มาภาพ repaircafe.org]

3.
คนที่มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ “ซ่อมได้” จะมารวมตัวที่รีแพร์คาเฟ่
ซึ่งเปิดให้ใช้พื้นที่สำหรับทำกิจกรรมการซ่อมกันแบบฟรีๆ ประมาณ 3-4 ครั้งต่อเดือน
ที่นี่จัดเตรียมสองสิ่งจำเป็นไว้ครบครัน
หนึ่งคือ อุปกรณ์และเครื่องมือ ไม่ว่าสิ่งที่เสียหายจะเป็นเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องไฟฟ้า
จักรยาน เครื่องครัว ของเล่น หรือแม้แต่เครื่องดนตรี ก็รับมือไหว
อีกหนึ่งคือ อาสาสมัครผู้ชำนาญงานซ่อมที่คอยแนะนำและให้ความช่วยเหลือในการชุบชีวิตข้าวของเครื่องใช้

ส่วนผู้แวะเวียนมาใช้บริการ ถ้าหิ้วข้าวของพังเสียหายติดมือมา
ส่วนใหญ่จะกลับออกไปพร้อมกับรอยยิ้มแถมพ่วงด้วยทักษะการซ่อมเล็กๆ น้อยๆ
แต่หากมามือเปล่าเพื่อนั่งอ่านหนังสือประเภท “ซ่อมได้ด้วยตัวเอง”
หรือต้องการฝึกฝีมือช่วยซ่อมข้าวของให้เพื่อนร่วมชุมชน รีแพร์คาเฟ่ก็ยินดีต้อนรับเสมอ

แม้จะกำหนดเป้าหมายหลักไว้ที่การสื่อสารให้ผู้คนในวงล้อมของสังคมโยนทิ้ง
หันมาเห็นความเป็นไปได้ในการซ่อมแซมข้าวของ พร้อมกับส่งต่อทักษะและความรู้ด้านงานช่างเบื้องต้น
ซึ่งส่งผลเชื่อมโยงถึงการใช้งานข้าวของได้นานขึ้น ช่วยลดภาระในการกำจัดขยะ
ลดใช้ทรัพยากรและพลังงานในการผลิตข้าวของชิ้นใหม่ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ

รีแพร์คาเฟ่ยังแอบชักชวนให้ผู้คนมองสิ่งของในครอบครองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
การใส่ใจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับข้าวของรอบตัวและการให้คุณค่าการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นนี่เอง
ที่มาร์ทีนเชื่อว่า จำเป็นต่อการจุดประกายเพื่อสร้างความยั่งยืนทางสังคม

จากแรกเริ่มจนถึงวันนี้ รีแพร์คาเฟ่เพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 42 แห่งทั่วเนเธอร์แลนด์ ทั้งในเมืองใหญ่และในหมู่บ้านเล็กๆ
โดยมีมูลนิธิรีแพร์คาเฟ่ของมาร์ทีนคอยสนับสนุนข้อมูล คู่มือแนวทางปฏิบัติ โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์
รวมถึงเงินทุนบางส่วนสำหรับจ่ายค่าตอบแทนให้เจ้าหน้าที่ประจำรีแพร์คาเฟ่

นอกจากนี้ยังได้รับอีเมลขอคำแนะนำในการเข้าร่วมสร้างกระแส “ซ่อมได้”
จากชุมชนต่างๆ ในฝรั่งเศส เบลเยี่ยม เยอรมนี โปแลนด์ ยูเครน แอฟริกาใต้ และออสเตรเลีย

เธอบอกว่าการจัดตั้งรีแพร์คาเฟ่ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย
ขั้นตอนแรกสุดคือหาช่างไฟฟ้าหรือช่างอิเล็กทรอนิกส์สัก 3-4 คน
จากนั้นก็มองหาทำเลเหมาะๆ ที่คนในชุมชนจะแวะเวียนมาได้โดยสะดวก แล้วจึงประชาสัมพันธ์

ส่วนเครื่องมือสำหรับงานซ่อมนั้น มาร์ทีนฟันธงจากประสบการณ์ที่ผ่านมาว่า
หากช่วงแรกจะขาดแคลนไปบ้างก็ไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด
ขอแค่มีช่างไฟฟ้า ช่างไม้ ช่างซ่อมจักรยาน และช่างตัดเย็บเสื้อผ้า
อย่างละ 1 คนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมก็เหลือเฟือแล้ว
พวกเขามักใจดีพอที่จะนำเครื่องมือส่วนตัวมาให้หยิบยืมใช้งาน
ต่อเมื่อมีเสียงตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ ในการจัดกิจกรรมซ้ำเป็นครั้งที่สอง สาม สี่
จึงค่อยหาทางระดมทุนเพื่อจัดซื้อก็ยังได้

สรุปว่า…ขอให้มีใจ มีช่างซ่อม มีสถานที่ และมีเสียงตอบรับก่อนเถอะ
เครื่องมือและเงินทุนจะตามมาเอง

หมายเหตุ-บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกผ่านทางคอลัมน์คนหมุนโลกบนเว็บไซต์ของมูลนิธิโลกสีเขียว

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s