My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

ลูกชาย แม่ และผู้คนบนแหล่งก๊าซติดไฟ

ใส่ความเห็น


[ที่มาภาพ theepochtimes.com]

1.
ผู้ชายถือไมค์และใส่แว่นตาคนนี้ชื่อ จอช ฟ็อกซ์ (Josh Fox)
จากที่เห็นในภาพ ดูเหมือนเขากำลังนำกลุ่มคนมาประท้วงหรือเรียกร้องอะไรสักอย่าง
ภารกิจดังกล่าวมิใช่สิ่งที่มิสเตอร์ฟ็อกซ์คุ้นเคยนัก จะเรียกว่าเป็นแกนนำม็อบ “มืออาชีพ” คงไม่ได้
เขาเพียงสวมบทบาท (เสริม) นี้ครั้งแรกและบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง

แท้จริงแล้ว จอช ฟ็อกซ์ เป็นผู้กำกับ
ผ่านงานกำกับทั้งภาพยนตร์และละครเวทีมาพอสมควร
แต่คงไม่มีผลงานชิ้นไหนจุดพลุให้ชื่อเสียงของเขา
ได้มากมายเท่ากับภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “Gasland” อย่างแน่นอน

เพราะหลังจากปรากฏสู่สายตาผู้ชมเป็นครั้งแรกในปี 2010
มันไม่เพียงระบาดความสนใจไปทั่วสหรัฐฯ แต่ยังปลุกอเมริกันชนจำนวนไม่น้อย
ให้ตื่นจากฝันหวานๆ ของความเหลือเฟือทางด้านพลังงาน
และหันมามองเห็นความเดือดร้อนแท้จริง (ที่เข้าขั้นน่าสะพรึงกลัว)
ของผู้ได้รับผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติใต้พื้นดิน

การเปิดโปงเรื่องราวโดยฝีมือของฟ็อกซ์และทีมงาน
ทำให้คำที่ไม่ใคร่คุ้นหูอย่าง “แฟรคกิ้ง” (Fracking)
รวมถึงอันตรายของแฟรคกิ้ง หมุนเข้าสู่วงโคจรการรับรู้ของคนทั่วไปภายในเวลาอันรวดเร็ว
ยิ่งมีตัวละครมากหน้าทยอยออกมาบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขา
โดยปราศจากการท่องบทแบบคำต่อคำตามสไตล์ของภาพยนตร์สารคดีด้วยแล้ว
ยิ่งตอกย้ำความรู้สึก “เป็นจริง” มากขึ้นไปอีก

โดยเฉพาะจังหวะที่เจ้าของบ้านชาวโคโลราโดจุดไฟแช็กจ่อไว้ใกล้ๆ ก๊อกน้ำ
เปิดวาล์วให้น้ำไหล แล้วเกิดเป็นไฟก้อนใหญ่ลุกวาบในอ่างล้างจานนั้น
ถือเป็นช็อตเด็ดที่กระชากความรู้สึก กระตุกต่อมสงสัย
และประทับภาพจำได้แทบจะพร้อมกันในคราวเดียว

น้ำที่ติดไฟได้จริงๆ โดยไม่พึ่งพาคอมพิวเตอร์กราฟฟิคหรือเทคนิคการถ่ายทำใดๆ
บ่งบอกความผิดปกติของน้ำในพื้นที่อยู่ใกล้เคียงกับบ่อขุดเจาะก๊าซธรรมชาติอย่างชัดเจน
ยังมิต้องพิสูจน์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ชาวบ้านก็รู้แน่ว่า น้ำก๊อกจากบ่อบาดาลที่พวกเขาเคยใช้ดื่มกิน
ปนเปื้อน “บางสิ่ง” จนไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

ประเด็นนี้สร้างความสั่นสะเทือนขนานใหญ่
นักข่าวยกขบวนตามลงพื้นที่ไปเก็บภาพมาเผยแพร่ซ้ำทางทีวี
ขณะที่กลุ่มบริษัทพลังงานก็ต้องเข็นคลิปวิดีโอออกมา
โหมประชาสัมพันธ์ผลบวกของการขุดหาก๊าซธรรมชาติใต้ดิน
เช่น ราคาถูกเพราะเป็นทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในประเทศ เป็นแหล่งพลังงานสะอาด
(อันนี้เป็นกลยุทธ์ตัดตอนความจริงมาเพียงส่วนเดียวแบบที่กลุ่มบริษัทพลังงานหยิบมาใช้อยู่บ่อยๆ
แม้ว่าก๊าซธรรมชาติเป็นแหล่งพลังงานที่ปล่อยมลพิษน้อยกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่นๆ
เช่น ถ่านหิน น้ำมันเตา การเผาไหม้ก๊าซธรรมชาติก็ยังปล่อยมลพิษอยู่ดี
มิใช่ปลอดมลพิษเหมือนพลังงานที่ได้จากลม น้ำ และคลื่น
ผู้บริโภคพลังงานอย่างเราๆ ท่านๆ ต้องเข้าใจเรื่องนี้เสียก่อน
และเมื่อพ้นไปจากการใช้ก๊าซธรรมชาติ
การเสาะหาให้ได้มาซึ่งก๊าซธรรมชาติจากกระบวนการแฟรคกิ้ง
ก็เสี่ยงต่อการก่อมลพิษปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมในปริมาณมหาศาล
ผู้เขียนจึงไม่เห็นด้วยหากจะกล่าวถึงกรณีนี้โดยเหมารวมไปว่า
ก๊าซธรรมชาติทั้งหมดเป็นแหล่งพลังงานสะอาด)

คลิปวิดีโอชิ้นเดียวกันนี้ยังป้อนชุดข้อมูลแก้ต่างน้ำขุ่นๆ
ในทำนอง ไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างน้ำที่ติดไฟกับผลกระทบจากการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ
และเปิดประเด็นตอบโต้กลับว่า จอช ฟ็อกซ์เสนอความจริงไม่ครบถ้วน
เพราะปรากฏการณ์น้ำติดไฟในพื้นที่แถบนั้นเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง
ตั้งแต่ก่อนที่กระบวนการแฟรคกิ้งจะเริ่มต้นเสียอีก

แม้น้ำก๊อกในบางพื้นที่จะไม่ติดไฟ
เหยื่อผลกระทบของนักล่าพลังงานก็ยังสังเกตความเปลี่ยนแปลงเลวร้าย
ที่เกิดขึ้นกับแหล่งน้ำของพวกเขาได้จากประสาทสัมผัสพื้นฐาน
อาทิ มีตะกอนปะปนจนขุ่นข้น หรือเปลี่ยนสีเป็นอมเหลืองบ้าง อมน้ำตาลบ้าง หรือส่งกลิ่นเหม็นประหลาด

“น้ำคือชีวิต” ประโยคนี้หมายความตรงตัวตามนั้นจริงๆ
เมื่อบ่อน้ำบาดาลอายุการใช้งานหลายสิบปีตกอยู่ในสภาพที่ไม่ปลอดภัยต่อการดื่มกินเสียแล้ว
ชีวิตย่อมอยู่รอดยากลำบากขึ้น การแสวงหาและขุดเจาะก๊าซธรรมชาติด้วยวิธีแฟรคกิ้ง
เพื่อสร้างกำไรให้คนเพียงหยิบมือในกลุ่มบริษัทพลังงาน
จึงไม่ต่างอะไรกับความอิ่มจากการกัดกินชีวิตของผู้คนนับพันนับหมื่นครอบครัว
ที่บังเอิญตั้งบ้านเรือน เพาะปลูก หรือเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ที่ตัวเองก็ไม่เคยรู้ว่า
…ลึกลงไปมีก๊าซติดไฟซ่อนอยู่นั่นเอง


[ที่มาภาพ gaslandthemovie.com]
2.
หากไม่ได้รับจดหมายฉบับนั้น
จอช ฟ็อกซ์ ก็คงเหมือนคนส่วนใหญ่ที่ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยรู้จัก
และไม่คิดจะทำความรู้จักกับ “แฟรคกิ้ง” อย่างจริงจัง
ถึงขั้นลงไปตามเก็บข้อมูลจากผู้ได้รับผลกระทบ
และออกโรงร่วมคัดค้านกิจกรรมแฟรคกิ้งไปกับเขาด้วย

มันเป็นจดหมายจากบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแห่งหนึ่ง
ส่งมาเพื่อเสนอเงินจำนวนเกือบหนึ่งแสนดอลลาร์
แลกกับสิทธิเข้าดำเนินการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ
จากชั้นหินดินดาน “มาเซลลัส เซลล์” (Marcellus Shale)
ที่อยู่ลึกลงไปใต้บ้านและที่ดินขนาด 19.5 เอเคอร์ของครอบครัวฟ็อกซ์
ซึ่งตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเดลาแวร์ตอนบน ในรัฐเพนซิลเวเนียใกล้เขตรอยต่อรัฐนิวยอร์ก

ถ้าตกลงยินยอมก็เพียงเซ็นต์ชื่อแกร๊กเดียวลงในเอกสารที่แนบมา
ซึ่งฟ็อกซ์คิดว่า มันออกจะง่ายเกินไปหน่อย จึงลองโทรศัพท์กลับไปสอบถามเพิ่มเติม
เมื่อไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดให้คำอธิบายได้เป็นที่น่าพอใจ
เขาตัดสินใจทำการบ้านเพื่อตอบข้อสงสัยของตัวเองด้วยวิธีการที่ตัวเองถนัด
นั่นคือ ตระเวนขับรถไปพูดคุยกับผู้รู้ ผู้เกี่ยวข้อง และผู้ที่กำลังเผชิญผลกระทบจากแฟรคกิ้ง
บันทึกภาพ เสียง และเหตุการณ์ต่างๆ ลงในกล้องวิดีโอคู่ใจ
จากนั้นเรียบเรียงตัดต่อเป็นภาพยนตร์สารคดี
ซึ่งช่วยสื่อสารความเข้าใจเกี่ยวกับแฟรคกิ้งต่อไปยัง
“ว่าที่” ผู้ได้รับผลกระทบและสังคมวงกว้างอีกนับไม่ถ้วน

อธิบายให้เข้าใจง่าย ก๊าซธรรมชาติพวกนี้เกิดจากการหมักหมมทับถมของซากพืชซากสัตว์
ที่สะสมกันอยู่ในชั้นหินดินดานเป็นเวลานานนับล้านๆ ปี
เมื่อมนุษย์ผู้ชาญฉลาดต้องการนำก๊าซติดไฟขึ้นมาใช้ประโยชน์ด้านพลังงาน
จึงคิดค้นการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติจากชั้นหินดินดาน
ด้วยวิธี “ไฮดรอลิก แฟรคเจอริ่ง” (Hydraulic Fracturing)
หรือเรียกสั้นๆ ว่า แฟรคกิ้ง อันเป็นเทคนิคที่เพิ่งถูกนำมาใช้งานเมื่อประมาณสิบปีมานี้
และมีดีตรงที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขุดเจาะได้ก้อนโตเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีเดิมๆ ที่ใช้กันมา

ขั้นตอนแฟรคกิ้งเริ่มจากการขุดเจาะในแนวดิ่ง
ให้ถึงชั้นหินดินดานที่อยู่ลึกลงไปประมาณ 6,000-8,000 ฟุต
แล้วจึงหักเลี้ยวหัวเจาะให้ขุดทะลวงชั้นหินดินดานต่อไปในแนวนอน
จากนั้นสอดท่อทรงกระบอกที่มีรูเข้าไปตามแนวของการขุดเจาะ
ฉีดน้ำผสมทรายและสารเคมีอีกอย่างน้อย 596 ชนิดลงไปตามท่อ
ด้วยแรงดันที่สูงมากพอจะอัดกระแทกให้เกิดรอยแยกรอยร้าวกระจายทั่วชั้นหินดินดาน
(ใน Gasland อธิบายว่า ขั้นตอนนี้เป็นเหมือนการสร้างแผ่นดินไหวขนาดย่อมๆ)
กลายเป็นช่องว่างเล็กๆ ที่ปลดปล่อยก๊าซธรรมชาติออกจากขั้นหินดินดานโดยง่าย

ข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีอย่างน้อย 596 ชนิดนั้นยังค่อนข้างคลุมเครือ
ว่าประกอบด้วยอะไรและในสัดส่วนเท่าใดบ้าง
แต่เท่าที่ฟ็อกซ์สืบค้นมาได้ มันมีทั้งโลหะหนัก สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs)
กัมมันตภาพรังสี สารลดแรงตึงผิว ฯลฯ
ซึ่งส่วนผสมค็อกเทลเคมีนี้จะช่วยละลายก๊าซธรรมชาติใต้ดิน
เพื่อสูบขึ้นจากหลุมเจาะมาผ่านขั้นตอนการทำให้ก๊าซธรรมชาติบริสุทธิ์ต่อไป

เนื่องจากการอัดกระแทกด้วยของเหลวแรงดันสูง
ยังมีข้อจำกัดในการควบคุมหรือกำหนดขอบเขตการเกิดรอยแยกรอยร้าว
นอกจากจะเปิดโอกาสให้ก๊าซธรรมชาติซึ่งส่วนใหญ่เป็นมีเทนไหลแทรกตามช่องว่างเหล่านั้น
และเคลื่อนตัวขึ้นสู่ชั้นหินอุ้มน้ำหรือแหล่งน้ำบาดาลที่อยู่ลึกจากผิวดินประมาณ 50-80 ฟุต
หรือซึมขึ้นสู่ผิวดินและลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลกได้โดยเสรีแล้ว
ท่อทรงกระบอกที่อยู่ในหลุมเจาะแฟรคกิ้งก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดรอยร้าว
ทำให้ทั้งมีเทนและสารเคมีอันตรายต่างๆ เล็ดลอดสู่สิ่งแวดล้อมใต้ดิน
ซึ่งรวมถึงแหล่งน้ำบาดาลของชาวบ้านได้อีกทางหนึ่ง

แม้แต่ข้อมูลของกลุ่มบริษัทพลังงานเองยังยอมรับว่า
การวางท่อในปีแรกมีความเสี่ยงต่อการเกิดรอยร้าวประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์
และความเสี่ยงนี้ก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุการใช้งานของท่อที่นานขึ้นด้วย

ด้วยเหตุที่มีเทนเป็นก๊าซไร้สีไร้กลิ่น จึงยากที่ชาวบ้านจะรู้ว่า
มันเล็ดลอดขึ้นมาสู่พื้นดินแล้วหรือไม่ ในปริมาณมากน้อยเพียงใด
แต่บางคนก็เคยสังเกตเห็นว่า
น้ำผิวดินที่ขังอยู่ในหลุมหรือแอ่งตื้นๆ บางแห่งมีฟองอากาศผุดขึ้นต่อเนื่อง
…นั่นอาจเป็นร่องรอยการขึ้นสู่ผิวดินที่เห็นชัดเจนที่สุดของมีเทน

นอกจากนี้ยังปรากฏรายงานอย่างเป็นทางการของหน่วยงานรัฐ
อย่างน้อยใน 6 รัฐที่มีหลุมเจาะแฟรคกิ้งว่า
ตรวจพบสารเคมีปนเปื้อนในบ่อน้ำบาดาลรวมทั้งสิ้นประมาณ 1,000 บ่อ
ซ้ำร้ายชาวบ้านหลายรายก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติทางสุขภาพของตัวเอง
อาทิ มึนงง ปวดศีรษะ หอบหืด เจ็บปวดไปทั่วร่างกาย
ทั้งยังเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับสัตว์ เช่น
แมวและม้าที่เลี้ยงไว้ขนร่วงจนน่าตกใจ นกและปลาตายคราวละมากๆ

หลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่ดูมีน้ำหนักมากพอจะเชื่อมโยง
ถึงสถานการณ์ความแพร่หลายครึกโครมของหลุมเจาะแฟรคกิ้งก็คือ
การปลดล็อคกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2005 ในสมัยรัฐบาลจอร์จ บุช
เนื้อหาตอนหนึ่งใน Gasland เปิดเผยว่า
ดิ๊ก เชนีย์ (Dick Cheney) ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีขณะนั้น
ควบด้วยการนั่งเก้าอี้ประธานบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแห่งหนึ่ง
เป็นผู้เร่งผลักดันให้การขุดเจาะแบบแฟรคกิ้งของกิจการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
ได้รับการยกเว้นจากพระราชบัญญัติที่ใช้ควบคุมคุณภาพน้ำและอากาศหลายฉบับ

ถึงบรรทัดนี้ก็คงไม่แปลกใจแล้ว…ทำไมผู้กำกับอย่างจอช ฟ็อกซ์
จึงกลายหนึ่งในหัวหอกปลุกกระแสต่อต้านหลุมเจาะแฟรคกิ้งในสหรัฐฯ
ซึ่งนับวันจะเกาะกลุ่มเติบโตและเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อคนไม่เอาหลุมเจาะแฟรคกิ้งมารวมตัวกันมากๆ
แรงต้านย่อมกระเพื่อมไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจเชิงนโยบายในที่สุด
ดังเช่นกรณีของผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กซึ่งตอนแรกวางแผนจะไฟเขียว
ให้แฟรคกิ้งได้ในพื้นที่ที่เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติ
แต่ครั้นผลสำรวจความเห็นต่อนโยบายสาธารณะครั้งล่าสุดออกมาว่า
72 เปอร์เซ็นต์ของชาวนิวยอร์กผู้มีสิทธิออกเสียงอยากให้ชะลอโครงการ
จนกว่าผลการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจะเสร็จสมบูรณ์
…หากไม่อยากโดนโหวตออก ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กก็ต้องชั่งใจกับเสียงคัดค้านนี้บ้างแหละน่า


[ที่มาภาพ photos.dailycamera.com]
3.
หนึ่งในผู้ที่ตื่นตัวและตบเท้าเข้าร่วมขบวนต่อต้านหลุมเจาะแฟรคกิ้ง
มีแองเจลา มอนตี้ ฟ็อกซ์ (Angela Monti Fox) รวมอยู่ด้วย
เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต แต่ระยะหลังมักถูกพ่วงท้ายชื่อด้วย
“แม่ของจอช ฟ็อกซ์ ผู้สร้างภาพยนตร์สารคดี Gasland”
ซึ่งแองเจลาก็ภูมิใจกับคำขยายนี้อยู่ไม่น้อย

“จอชพยายามจะปกป้องบ้านของเราที่เพนซิลเวเนียด้วยภาพยนตร์สารคดีของเขา
และก็เป็นเพราะจอชกับหัวใจที่รักความยุติธรรมของเขานี่แหละ
ที่ผลักดันให้ฉันกระตือรือร้นตามไปด้วย”เธอยอมรับตรงๆ

หลังจากคลุกคลีกับข้อมูลผลกระทบหลุมเจาะแฟรคกิ้งมาพอสมควร
แองเจลา ฟ็อกซ์ ตัดสินใจก่อตั้ง “โปรเจ็คต์แม่ๆ” (The Mothers Project) ขึ้น
ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อเปิดทางให้บรรดาคุณแม่ที่มีแนวคิดเดียวกันเข้ามารวมตัวเป็นกลุ่มก้อน
และแสดงพลังหยุดยั้งแฟรคกิ้งได้อย่างหนักแน่นเป็นรูปธรรมมากขึ้น
โดยพ่วงรวมการสร้างความเข้าใจและความตระหนักเกี่ยวกับ
ผลลบจากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลและอุตสาหกรรมนิวเคลียร์
ที่จะกระทบถึงลูกหลานซึ่งเป็นคนของวันข้างหน้าเข้าไปด้วย

ผลงานการเรียกร้องชิ้นแรกของโปรเจ็คต์แม่ๆ
คือการเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงมิเชล โอบามา เนื่องในโอกาสวันแม่ (ของสหรัฐอเมริกา)
และตีพิมพ์ลงในหน้าโฆษณาของนิตยสารนิวยอร์ก ไทมส์
เมื่อเดือนพฤษภาคม 2012 เนื้อความในจดหมายพอสรุปได้ว่า…

“บรรดาแม่ๆ จากทุกสาขาอาชีพเขียนจดหมายขึ้นเพื่อบอกเล่าประเด็นห่วงใยเร่งด่วน
นั่นคือกระบวนการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติด้วยวิธีแฟรคกิ้ง
กำลังคุกคามสุขภาพของเด็กๆ ซึ่งเป็นลูกหลานของพวกเรา
มันบุกรุกเข้าไปถึงสวนหลังบ้าน สนามของโรงเรียน และพื้นที่เกษตรกรรมทั่วอเมริกา

แต่เนื่องจากเด็กๆ ยังไม่สามารถลงคะแนนเสียงหรือกำหนดนโยบายสาธารณะได้
ทั้งยังบอบบางต่อการสัมผัสสารเคมีเป็นพิษมากกว่าผู้ใหญ่
จึงเป็นหน้าที่ของแม่และพ่อที่จะช่วยกันดูแลรักษาพวกเขาให้ปลอดภัยตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันข้างหน้า
โดยพวกเราขอเรียกร้องร่วมกับกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ กุมารแพทย์ และเจ้าหน้าที่อนามัย
ให้รัฐบาลประกาศระงับการขุดเจาะหลุมแฟรคกิ้งเป็นการชั่วคราว
จนกว่าจะศึกษาแนวโน้มผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพได้ครบถ้วนสมบูรณ์

พวกเรากังวลเรื่องมลพิษทางอากาศ
มีรายงานการเกิดหมอกควันระดับสูงในชุมชนที่อยู่ใกล้หลุมเจาะแฟรคกิ้ง
ซึ่งสัมพันธ์ถึงอาการหืดหอบของเด็กๆ การขาดเรียน และค่าใช้จ่ายทางสุขภาพที่เพิ่มขึ้น

พวกเรากังวลเรื่องแหล่งน้ำดื่ม
เนื่องจากพบการปนเปื้อนมีเทนในบ่อน้ำบาดาลหลายแห่ง
ที่อยู่ใกล้หลุมเจาะแฟรคกิ้งในรัฐเพนซิลเวเนีย

พวกเราเป็นห่วงเรื่องการรั่วไหลของสารเคมี กัมมันตภาพรังสี
มลพิษทางเสียงจากเครื่องจักรที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
ไปจนถึงผลกระทบต่อสัตว์เลี้ยงและสัตว์อื่นๆ ในธรรมชาติ

ในฐานะสตรีหมายเลขหนึ่งคนปัจจุบัน
ท่านเคยกล่าวว่าตั้งใจจะอุทิศการทำงานให้เรื่องครอบครัว เด็ก และสุขภาพ
พวกเราจึงหวังให้ท่านร่วมเรียกร้องคำประกาศระงับการขุดเจาะหลุมแฟรคกิ้งไปด้วยกัน
การถลุงใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเข้มข้นมิใช่คำตอบที่ท้าทายทางด้านพลังงานอีกต่อไป…”

ยังมิทันได้จดหมายตอบกลับจากมิเชล โอบามา
ในเดือนถัดมาโปรเจ็คต์แม่ๆ ก็ต้องกระโดดเข้าเป็นแนวร่วม
สนับสนุนกลุ่มรากหญ้า “อีรี่ ไรส์ซิ่ง” (Erie Rising)
ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของคุณแม่ชาวโคโลราโดผู้กล้าหาญ
เพื่อต่อสู้เรียกร้องสิทธิในการปกป้องสุขภาพของเด็กๆ จากการขุดเจาะหลุมแฟรคกิ้ง

“สุขภาพลูกหลานของพวกเราสำคัญกว่ากำไรของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ”
แองเจลา ฟ็อกซ์ ยืนยันหนักแน่น

นี่ไม่ใช่กรณีแรกที่บรรดาคุณแม่ลุกขึ้นมาต่อกรกับความไม่เป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม
โดยมีความห่วงใยต่อลูกหลานของตนเป็นแรงขับเคลื่อน
แต่สำหรับกรณีนี้ ฝ่ายตรงข้ามเรียกได้ว่าเป็นยักษ์ตัวใหญ่มากเพราะเป็นกลุ่มบริษัทพลังงาน
ซึ่งโดยปกติแค่บริษัทพลังงานบริษัทเดียวก็แผ่อิทธิพลล้นหลาม
ในทางเศรษฐกิจ การเมือง รวมถึงมิติอื่นๆ ของสังคมอยู่แล้ว
จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทั้งลูกชายและกลุ่มแม่ๆ จะบรรลุเป้าหมาย
แม้เพียงก้าวแรกอย่างการประกาศระงับการขุดเจาะหลุมแฟรคกิ้งเป็นการชั่วคราว

ยังไม่รู้เส้นทางชีวิตของผู้คนบนแหล่งก๊าซติดไฟจะจบลงเช่นไร
แต่อย่างน้อยเราก็ได้เห็นหัวใจรักความเป็นธรรมของลูกที่ส่งพลังถึงแม่
และความพยายามของแม่ที่จะปกป้องชีวิตของลูกหลานในวันพรุ่งนี้
…เอาเข้าจริง นอกจากพลังคนหนุ่มสาวแล้ว
พลังแม่ๆ ก็หมุนโลกได้อย่างนุ่มนวลและสวยงามเช่นกัน

FYI
ชมภาพยนตร์สารคดี Gasland แบบเต็มๆ ได้ที่นี่

และติดตามความเคลื่อนไหวของโปรเจ็คต์แม่ๆ ได้ที่
mothersforsustainableenergy.com

หมายเหตุ-บทความนี้แก้ไขและตัดทอนจากที่เคยเผยแพร่ครั้งแรกผ่านทางคอลัมน์คนหมุนโลก
บนเว็บไซต์ของมูลนิธิโลกสีเขียว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s