My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

ภารกิจอพยพปูเสฉวน

ใส่ความเห็น


[ที่มาภาพ facebook.com]

1.
ลีนน์ ซาร์โก (Leanne Sarco) ยังจำครั้งแรกที่สังเกตเห็นคราบแวววาวบนผิวน้ำทะเลได้
ถัดจากนั้นไม่กี่วันมันก็หนาขึ้นและขยายวงกว้างขึ้น ภาพดังกล่าวยืนยันว่า
ผลกระทบจากเหตุระเบิดแท่นขุดเจาะน้ำมันดีปวอเตอร์ ฮอริซอน
ของบริษัท บริติช ปิโตรเลียม (บีพี) ในอ่าวเม็กซิโกเมื่อ 20 เมษายน 2553
แผ่มาถึงอุทยานแห่งรัฐแกรนด์ ไอส์ล (Grand Isle State Park) ในลุยเซียนาแน่นอนแล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องเกินคาดหมาย เพราะหากพิจารณาจากทำเลที่ตั้ง
แกรนด์ ไอส์ล เป็นเกาะในอ่าวเม็กซิโก ทอดตัวในแนวยาวอยู่ด้านนอกสุด
หรือเป็นแนวปะทะแรกของพื้นที่ชายฝั่งหลุยเซียนา
แต่เหตุฉุกเฉินนี้ก็พลอยทำให้กิจกรรมการศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติสำหรับเด็กและเยาวชนทั้งหมด
ที่ลีนน์คิดและวางแผนไว้เป็นอันต้องพับเก็บเข้าลิ้นชัก
เมื่อมีคำสั่งระงับการเข้าใช้ประโยชน์น่านน้ำและชายหาดในเขตอุทยานฯ
หลังจากมีการปนเปื้อนคราบน้ำมันดิบในระดับที่เป็นอันตราย

แล้วสภาวะ “ผิดแผน” จากหน้าที่รับผิดชอบหลักในฐานะเจ้าหน้าที่สื่อความหมายของอุทยานฯ
ก็เปิดโอกาสให้เธอมีเวลาสวมบทอาสาสมัครร่วมกิจกรรมคลีนอัพ
โดยตั้งเป้าหมายแรกไว้กับงานช่วยเหลือนกทะเลและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ได้รับผลกระทบ

ทว่าลีนน์ไม่ได้รับอนุญาตให้สมหวัง
เพราะงานนั้นสงวนไว้สำหรับผู้ที่มีทักษะ ประสบการณ์ และจำเป็นต้องผ่านการอบรม
กระทั่งได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานด้านสัตว์ป่าและประมงของรัฐเสียก่อน
ครั้นจะสมัครเข้าอบรมก็ต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 3 เดือนถึง 1 ปี
คงไม่ทันกับความเร่งด่วนของสถานการณ์เป็นแน่

ความผิดหวังไม่ได้ทำให้หมดหวัง
ต้องมีชีวิตอื่นที่กำลังเดือดร้อนและเธอสามารถช่วยเหลือพวกมันได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใบอนุญาตสิน่า
ลีนน์คิดเช่นนั้นพร้อมกับค่อยๆ หวนนึกถึงภาพแรกๆ ที่เห็นชายหาดเต็มไปด้วยคราบน้ำมัน
ปูเสฉวนนับพันตายเกลื่อน ตัวที่โดนคราบน้ำมันปกคลุมแต่ยังรอดชีวิตก็พยายามตะเกียกตะกายขึ้นฝั่ง
ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาจัดการสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วนี้เลย
ถ้าอย่างนั้น…ฉันทำเอง

ลีนน์เสนอไอเดียและขออนุญาตจากผู้อำนวยการอุทยานฯ
เมื่อทุกอย่างผ่านฉลุย ไม่เกิน 2-3 สัปดาห์หลังเหตุน้ำมันดิบรั่วไหลเธอก็เริ่มภารกิจวันแรกโดยลำพัง
ระหว่างเดินเก็บปูเสฉวนเปื้อนคราบน้ำมันดิบท่ามกลางแดดระอุก็พลันรู้สึกว่า
มันเยอะเกินเรี่ยวแรงของคนคนเดียว และออกจะน่าเบื่อด้วยซ้ำ
แต่คงสนุกกว่านี้ถ้าได้เดินเก็บปูเสฉวนเป็นก๊วนแก๊งค์
จึงออกปากชวนกลุ่มเพื่อนสนิทมาร่วมด้วยช่วยกัน

หนึ่งในนั้นแนะนำให้เปิดกรุ๊ปในเฟซบุ๊กเพื่อระดมอาสาสมัครมาช่วยชีวิตปูเสฉวน
ลีนน์เห็นดีด้วย ภารกิจเล็กๆ ของเธอจึงปรากฏตัวตนบนโลกออนไลน์ในเดือนมิถุนายน
กลายเป็น “โครงการช่วยชีวิตปูเสฉวน” (Hermit Crab Survival Project)
ที่มีอาสาสมัครนับร้อยคนทั้งจากแดนไกลและในท้องถิ่นเดินทางมาร่วมกิจกรรม


[ที่มาภาพ thejakartapost.com]

2.
ช่วยชีวิตปูเสฉวนเนี่ยนะ…
บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเหลือเกิน ทำไปก็เสียเวลาเปล่า
เนื่องจากปูเสฉวนมีจำนวนมหาศาล พบเห็นทั่วไป
และไม่อยู่ในสถานภาพถูกคุกคาม ใกล้สูญพันธุ์ หรือขึ้นบัญชีแดง (ของไอยูซีเอ็น) อะไรเลย

ทว่าในความดาษดื่น ปูเสฉวนสำคัญต่อระบบนิเวศชายฝั่งไม่น้อยไปกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นใด
นอกจากสวมบทผู้ทำความสะอาดชายหาดด้วยการกินซากพืชซากสัตว์เป็นอาหารแล้ว
ในขณะเดียวกันตัวมันเองก็ยังเป็นอาหารของนกทะเลหลายสายพันธุ์
กล่าวได้ว่า ปูเสฉวนคือผู้กำจัดอินทรียสารซึ่งอยู่ในตำแหน่งล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร
…อย่างน้อยการรักษาชีวิตปูเสฉวนก็เท่ากับช่วยปกป้องแหล่งอาหารของนกทะเลนั่นเอง

ปูเสฉวนเป็นสัตว์ที่มีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างปูและกุ้ง มี 10 ขาเหมือนปูม้าปูทะเลแต่ขนาดตัวเล็กจิ๋ว
แถมส่วนท้ายของลำตัวที่มีลักษณะงอโค้งก็อ่อนนุ่มนิ่มไร้เปลือกแข็งห่อหุ้มเสียอีก
มันจึงต้องหาสิ่งกำบังมาป้องกันจุดอ่อนของตัวเอง
ซึ่งส่วนใหญ่หนีไม่พ้นเปลือกของหอยฝาเดียวที่เจ้าของเดิมลาโลกไปแล้ว

เมื่อเจอบ้านที่ถูกใจ ปูเสฉวนจะค่อยๆ ถอยหลังเข้าไปทดลองอยู่อาศัย
ถ้าขนาดพอเจาะเหมาะเหม็งมันก็จะแบกบ้านหลังนั้นไปไหนมาไหนด้วย
กระทั่งตัวโตใหญ่จนอึดอัดคับแน่นนั่นแหละจึงสบโอกาสเปลี่ยนเปลือกหอยใหม่

สำหรับเหตุหายนะทางทะเลครั้งนี้
ปูเสฉวนตัวจ้อยโดนเคลือบด้วยน้ำมันดิบทั่วทั้งตัวและเปลือกหอย
เรียกว่าแทบจะสำลักน้ำมันดิบตายก็คงไม่ผิดนัก
ภารกิจหลักของโครงการช่วยชีวิตปูเสฉวนจึงอยู่ที่การกำจัดคราบน้ำมันออกจากตัวปูและเปลือกหอย
แล้วย้ายผู้รอดชีวิตไปสู่ถิ่นใหม่ซึ่งปลอดภัยจากมลพิษคราบน้ำมันมากกว่าเดิม

ขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือปูเสฉวนเคราะห์ร้ายก็ไม่ยุ่งยากซับซ้อนอะไร
เริ่มต้นด้วยการเดินสำรวจชายหาดในยามน้ำลง
เก็บปูเสฉวนที่ชุ่มโชกไปด้วยน้ำมันดิบใส่ถัง
จากนั้นรวบรวมมาไว้ที่สถานีทำความสะอาด
ซึ่งลีนน์จัดตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวโดยขอใช้อาคารสถานที่ของอุทยานฯ

ปูเสฉวนนับร้อยถูกวางลงบนวัสดุคล้ายผ้าฝ้ายที่ดูดซับน้ำมันได้ดี
จากนั้นจึงชำระล้างคราบน้ำมันออกจากปูเสฉวนทีละตัว ทีละตัว โดยใช้น้ำยาล้างจานหรือสบู่
ขัดเปลือกหอยอย่างเบามือด้วยแปรงสีฟันเก่า
และใช้สำลีเช็ดซับน้ำมันดิบออกจากตัวปูเสฉวน
ออกจากขาทีละขา และซอกหลืบภายในเปลือกหอย
เสร็จแล้วนำไปพักในตู้ปลาที่จัดเตรียมไว้

ผ่านไปราวๆ 30 นาที พวกมันจะเริ่มฟื้นคืนชีวิตชีวา
เดินไปมาหรือไต่บนเปลือกหอยของเพื่อนร่วมชะตากรรม
ลีนน์และอาสาสมัครจะเติมพลังให้ปูเสฉวนด้วยเศษขนมปังจำนวนเล็กน้อย
แล้วรอกระทั่งวันรุ่งขึ้นจึงขนย้ายไปปล่อยบริเวณหนองน้ำกร่อย
ซึ่งอยู่ถัดเข้ามาตอนในของแผ่นดินและห่างจากแนวชายหาดเดิมประมาณ 15-20 ไมล์

แม้ราว 1 ใน 10 ของปูเสฉวนเปื้อนน้ำมันดิบที่เก็บมาจากชายหาดจะตายก่อนได้อพยพสู่แหล่งที่อยู่อาศัยใหม่
แต่หากนับจากวันออกสตาร์ทโครงการจนถึงเดือนสิงหาคม 2553
ลีนน์กับพลพรรคอาสาสมัครรักทะเลช่วยอพยพปูเสฉวนไปแล้วมากกว่า 8,000 ตัว
…และถ้าวันนั้นลีนน์ไม่เริ่ม มากกว่า 8,000 ชีวิตนี้ก็คงไม่รอด


[ที่มาภาพ facebook.com]

3.
การเปิดกรุ๊ปในเฟซบุ๊กเพื่อระดมคนคอเดียวกันมาสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ ร่วมกัน
ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับยุคสมัยนี้ ต่อให้เป็นเจ้าของไอเดียตั้งต้น
ลีนน์เองก็ยังยอมรับว่า ช่องทางนี้ช่วยแปรสิ่งที่เธอวาดฝันให้เป็นจริงได้ง่ายขึ้น
โดยเฉพาะการนำพาน้ำใจและความร่วมมือจากหลายฝ่ายให้หลั่งไหลมาถึงแกรนด์ ไอส์ล

“อุทยานฯ โดนตัดงบประมาณ เราจึงไม่สามารถจัดซื้ออุปกรณ์อะไรได้มากมาย
ทุกอย่างล้วนมาจากการให้เปล่า อาสาสมัครคนแรกก็คือแม่ของฉันเอง
เธอให้ตู้ปลาเก่า 1 ใบ สบู่ และถังอีกหลายใบในวันแรกที่ฉันลงมือ” ลีนน์กล่าว

หลังจากที่ส่งคำขอรับบริจาคอุปกรณ์ต่างๆ ออกไปทางสังคมออนไลน์
ภารกิจอพยพปูเสฉวนของลีนน์ก็ขยับขยายมีตู้ปลาสิบใบซึ่งช่วยให้ปูเสฉวนพักฟื้นได้โดยไม่แออัด
โรงเรียนแห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนียถึงกับช่วยรับบริจาคแปรงสีฟันเก่าและสบู่
แถมยังจัดส่งถึงปลายทางให้อาสาสมัครได้ใช้งานกันอย่างรวดเร็ว
…มันเติบโตจนใหญ่เกินกว่าภาพที่เธอคิดไว้ในตอนแรก

“ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากหลายๆ ฝ่าย สิ่งนี้คงเป็นไปไม่ได้” ลีนน์ยืนยัน

และผลลัพธ์ที่เหนือกว่าการบรรลุเป้าหมายอพยพปูเสฉวน
ก็ตบเท้าตามมาอีกอย่างน้อย 2 ประการ

หนึ่ง…มิตรภาพงอกงาม อาสาสมัครบางคนเดินทางมาไกล
จึงได้สิทธิพักค้างคืนในห้องรับแขกของครอบครัวลีนน์เป็นการชั่วคราว
จากคนแปลกหน้าที่ช่วยกันสร้างช่วงเวลาดีๆ ที่น่าประทับใจร่วมกัน
ภายหลังก็พัฒนาเป็นเพื่อนหัวใจสีเขียวที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ยอดรวมในหน้าเฟซบุ๊ก

สอง…จุดประกายความรู้สึกร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อม
อาสาสมัครหลายคนยอมรับว่าสิ่งที่เห็นจากภาพข่าวในสื่อ
ไม่ทำให้พวกเขา “อิน” ได้มากเท่ากับที่มาสัมผัสสถานการณ์จริงในพื้นที่จริงด้วยตนเอง
บางคนเกิดแรงบันดาลใจในการถ่ายทอดประสบการณ์เป็นภาพยนตร์สารคดี
และอีกจำนวนไม่น้อยเปิดเผยว่า รู้สึกสนุกสนานกับกิจกรรมคลีนอัพ
ที่เขาได้ “ลงมือ” ทำความสะอาดคราบน้ำมันจริงๆ
โดยที่ไม่ต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือปราศจากความเชี่ยวชาญพิเศษใดๆ

“ในช่วงแรกเหมือนประตูทุกบานจะปิดตาย
แต่เมื่อผ่านมาได้ ประสบการณ์นี้ก็สอนบทเรียนยิ่งใหญ่ว่า
ถ้าตั้งใจจะทำอะไรบางอย่างต้องเริ่มสร้างให้มันเกิดขึ้นด้วยตัวเองเสียก่อน
จงเป็นคนแรกที่เดินหิ้วถังลงไปยังหาดทราย” ลีนน์ ซาร์โก กล่าวทิ้งท้าย

FYI
กิจกรรมเก็บปูเสฉวนมาทำความสะอาดสิ้นสุดลงไปนานเกินปีแล้ว
แต่หน้าเพจของโครงการช่วยชีวิตปูเสฉวนยังอยู่และลีนน์ยังแวะเวียนเข้ามาใช้พื้นที่นี้อย่างต่อเนื่อง
เพื่ออัพเดทข่าวสารความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกรณีการรั่วไหลของน้ำมันดิบในอ่าวเม็กซิโก
ทั้งการดำเนินงานแก้ไขปัญหาและผลกระทบสิ่งแวดล้อมยังคงบานปลายซึ่งไม่มีวี่แววจะยุติได้ในเร็ววัน

หมายเหตุ-บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกผ่านทางคอลัมน์คนหมุนโลกบนเว็บไซต์ของมูลนิธิโลกสีเขียว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s