My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

สู้เพื่อป่าโบราณและสิทธิพื้นฐานภาคประชาชน

ใส่ความเห็น

Chirikova02
[ที่มาภาพ foreignpolicy.com]

1.
เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจากเครื่องหมายกากบาทสีแดง
ที่ปรากฏอยู่บนต้นไม้หลายต้นในป่าคิมกิ (Khimki Forest)
เอฟจิเนีย ชิริโควา (Yevgenia Chirikova) ซึ่งกำลังตั้งท้องลูกคนที่สอง
สังเกตเห็นร่องรอยพิลึกเหล่านี้ในช่วงฤดูร้อนปี 2007 ระหว่างพาลูกสาวคนโตวัย 5 ขวบไปเดินเล่น

เมื่อมิอาจเพิกเฉยต่อคำถามในใจ
จึงเลือกกำจัดข้อสงสัยของตัวเองผ่านการสืบค้นทางอินเตอร์เน็ต
นั่นไม่เพียงทำให้เธอเข้าถึงข้อมูลที่ว่า รัฐบาลรัสเซียกำลังดำเนินโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์
ขนาด 10 เลนจากกรุงมอสโกมุ่งสู่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
แต่ยังเจอกับสิ่งเลวร้ายกว่าก็คือ นับตั้งแต่กิโลเมตรที่ 15 ถึงกิโลเมตรที่ 58 ของทางหลวงสายนี้
ซึ่งคิดเป็นระยะทาง 43 กิโลเมตรจากทั้งหมด 650 กิโลเมตร
ถูกขีดลากให้ตัดผ่านใจกลางของป่าคิมกิ

“เป็นไปไม่ได้” เอฟจิเนียยังจำคำรำพึงแรกได้ดี
หลังรับรู้ว่าต้นไม้ทั้งหมดที่มีกากบาทสีแดงจะถูกตัดโค่นในไม่ช้า

ป่าคิมกิตั้งอยู่ในเขตเมืองคิมกิ ทางตอนเหนือของกรุงมอสโก
เป็นป่าโบราณ*ที่เต็มไปด้วยต้นโอ๊ก
เป็นบ้านหลังใหญ่ของกวางเอลก์ หมูป่า และสัตว์ป่าอื่นๆ อีกหลายชนิด
มีสถานภาพเป็นพื้นที่อนุรักษ์ทางธรรมชาติ ซึ่งกฎหมายรัสเซียกำหนดชัดเจน
ห้ามใช้ประโยชน์อื่นใดนอกเหนือจากเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ

นั่นทำให้ป่าผืนนี้ยังคงขนาดพื้นที่ 1,600 เฮกตาร์เอาไว้ได้ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา
กระทั่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของชาวเมืองคิมกิ
และผู้คนอีกนับล้านที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของกรุงมอสโก
ทั้งยังเป็นเหตุผลสำคัญที่กวักมือเรียกให้ครอบครัวชนชั้นกลางอย่างเอฟจิเนียกับสามี
ย้ายออกจากเขตชุมชนหนาแน่นของมอสโกมาปักหลักที่เมืองคิมกิ
พวกเขาต้องการให้ลูกสาวเติบโตท่ามกลางธรรมชาติ
และสูดอากาศสะอาดๆ แทนที่จะโดนห้อมล้อมด้วยมลพิษในเมือง

เอฟจิเนียเป็นวิศวกรไฟฟ้า เธอกับสามีทำธุรกิจเล็กๆ ด้านวิศวกรรม
และดำเนินชีวิตเหมือนกับคนรัสเซียเกือบทั้งประเทศ
คือไม่เคยมีปากเสียงกับรัฐบาลของตัวเอง
ไม่เคยข้องแวะกับการเคลื่อนไหวคัดค้านอะไรในฐานะพลเมือง
สิ่งแรกที่คิดได้ในแว่บนั้นจึงเป็นการเขียนจดหมายถึงหน่วยงานรัฐ
เล่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเพื่อขอความช่วยเหลือ

ทว่าคำตอบที่ได้รับจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ
และคณะกรรมการแห่งรัฐด้านการปกป้องธรรมชาติช่างน่าผิดหวัง
…โครงการนี้ผ่านการตัดสินใจของประธานาธิบดีปูตินแล้ว
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เธอออกจะแปลกใจ ปูตินอยู่เหนือกฎหมายรัสเซียได้อย่างไร ฟังดูไม่เข้าท่าเอาเสียเลย
แล้วความสงสัยระลอกสองก็นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชีวิต
ชนิดที่เจ้าตัวก็ไม่คาดคิดมาก่อน

*ป่าโบราณ (old-growth forest) บางครั้งก็ใช้คำว่า ป่าดึกดำบรรพ์
หมายถึง สังคมพืชที่เจริญเติบโตต่อเนื่อง ประกอบด้วยพืชหลายช่วงอายุ
ทั้งกล้าไม้ ไม้หนุ่ม ไม้ยืนต้น รวมถึงซากไม้ที่ล้มลงบนพื้นดิน
โดยไม่ถูกรบกวนหรือเปลี่ยนแปลงสภาพด้วยปัจจัยที่ไม่ใช่ธรรมชาติ
(เช่น การตัดถางหรือกิจกรรมพัฒนาต่างๆ ของมนุษย์) เป็นเวลานานกว่า 100-150 ปี

Chirikova01
[ที่มาภาพ csmonitor.com]

2.
แท้จริงแล้วรัฐบาลรัสเซียตัดสินใจเรื่องโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์สายมอสโก-เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กตั้งแต่ปี 2004
และในปีถัดมาก็งุบงิบเลือกเส้นทางที่ต้องตัดถนนผ่านป่าคิมกิกันเอง
ตามด้วยการจัดฉากเวทีรับฟังความเห็น
ซึ่งเท่ากับปิดประตูการมีส่วนร่วมของประชาชนไปโดยปริยาย
ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลจนถึงการตัดสินใจ

ทุกอย่างคืบหน้าอย่างช้าๆ และเงียบเชียบ
กระทั่งเริ่มต้นขั้นตอนของงานสำรวจในเขตป่าคิมกิเมื่อปี 2007 นั่นแหละ
ชาวรัสเซียจึงเริ่มรับรู้โปรเจ็กต์ถนนผ่าป่า
พร้อมกับกระแสคัดค้านที่ก่อตัวขึ้นในนามของกลุ่มพิทักษ์ป่าคิมกิ (Defend Khimki Forest)
โดยมีเอฟจิเนียเป็นแกนนำคนสำคัญ

เธอวางแผนการต่อต้านของภาคประชาชนอย่างเป็นระบบ
นอกจากรวบรวมผู้ไม่เห็นด้วยกับโปรเจ็กต์ถนนผ่าป่าเป็นกลุ่มก้อน
ยังต้องรวมตัวไปประท้วงโดยสงบใกล้ๆ พื้นที่สำรวจโครงการ
เตรียมข้อมูลและทำรายงาน จัดประชุมสาธารณะเพื่อนำเสนอข้อมูล
กิจกรรมเคลื่อนไหวเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอนานเป็นปี
กว่าจะได้รับความสนใจจากหน่วยงานรัฐระดับท้องถิ่น

ปี 2008 กลุ่มผู้คัดค้านเดินขบวนประท้วงในที่สาธารณะเป็นครั้งแรก
ความขัดแย้งระหว่างภาคประชาชนกับรัฐเริ่มชัดเจนขึ้น
เมื่อตำรวจใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายและจับกุมผู้ประท้วง
จากนั้นก็พัฒนาเป็นการคุกคามสื่อ
โดยมิคาอิล เบเคตอฟ หนุ่มนักหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นผู้เกาะติดประเด็นนี้ตกเป็นเหยื่อรายแรก
เขาได้รับคำเตือนให้หยุดนำเสนอข่าวของกลุ่มพิทักษ์ฯ อยู่หลายครั้ง
ก่อนจะโดนรุมทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส สูญเสียขาข้างขวา
สมองกระทบกระเทือนรุนแรงจนบางส่วนของร่างกายซีกซ้ายเป็นอัมพาต
แต่ตำรวจยังจับตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีไม่ได้

ในปี 2009 และ 2010
มีนักข่าวที่เสนอเรื่องราวโปรเจ็กต์ถนนผ่าป่าอีกอย่างน้อย 2 รายโดนทำร้ายร่างกาย
หนึ่งรายเสียชีวิต อีกหนึ่งรายปางตาย และยังจับตัวคนร้ายไม่ได้เช่นเดิม
แนวร่วมกลุ่มพิทักษ์ฯ หลายรายโดนทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสในลักษณะคล้ายๆ กัน

แม้แต่เอฟจิเนียเอง นอกจากถูกตำรวจจับกุมระหว่างนำการประท้วงและลากตัวไปกักขังนับครั้งไม่ถ้วน
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2011 เธอยังโดนข่มขู่ว่า
จะถูกตัดสิทธิในการดูแลบุตรสาวทั้ง 2 คน
เมื่อตำรวจท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่พิทักษ์เด็กของรัฐ
ได้รับจดหมายร้องเรียนจากเพื่อนบ้านว่าเธอกระทำทารุณต่อลูกๆ

ทว่าจดหมายดังกล่าวไม่มีลายเซ็นต์ผู้ร้องเรียน
และเมื่อตรวจสอบเบื้องต้นก็ไม่ปรากฏว่าเพื่อนบ้านรายใดเป็นผู้ร้องเรียน
หลักฐานปลอมจึงพรากลูกไปจากเธอไม่ได้
กระนั้นตำรวจท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่พิทักษ์เด็กของรัฐก็ยังไม่ละความพยายาม
ที่จะฟ้องร้องเอฟจิเนียด้วยข้อหาทารุณกรรมต่อเด็ก
หน่วยงานเอกชนด้านป้องกันการทารุณกรรมเด็กต้องยื่นหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์
ของเอฟจิเนียอยู่หลายครั้งกว่าจะหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาที่ไร้มูล

“พวกเราเจอเรื่องหนักๆ แบบนี้เยอะ แต่มันก็ดึงความสนใจได้มาก
และช่วยเพิ่มจำนวนผู้สนับสนุนให้มากขึ้นตามไปด้วย” เธอกล่าว

ระหว่างที่แนวร่วมโดนป่วนด้วยวิธีการสกปรก
การเคลื่อนไหวของพวกเขายังดำเนินต่อไปเช่นเดียวกับการทำงานในฟากฝั่งของรัฐบาล
เวทีรับฟังความเห็นที่เปิดขึ้นอีกครั้งในปี 2009
สะท้อนกระแสต่อต้านของภาคประชาชนอย่างชัดเจน
แต่รัฐไม่ไยดีกับผลสำรวจ วลาดิมีร์ ปูติน ซึ่งนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น
ออกพระราชกฤษฎีกายกเลิกสถานภาพพื้นที่อนุรักษ์ทางธรรมชาติของป่าคิมกิ
เพื่ออนุญาตให้กิจกรรมก่อสร้างมอเตอร์เวย์เดินหน้าต่อไปโดยสะดวก

กลุ่มพิทักษ์ฯ ยื่นฟ้องต่อศาลให้ยกเลิกการบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว
แต่ศาลไม่รับฟ้อง การตัดโค่นป่าคิมกิเฟสแรกจึงเริ่มต้นขึ้นในฤดูร้อนปี 2010…

Chirikova03
[ที่มาภาพ newshopper.sulekha.com]

3.
เอฟจิเนียประกาศจุดยืนชัดๆ
กลุ่มพิทักษ์ฯ ไม่คัดค้านการก่อสร้างถนนสายใหม่และไม่มีเจตนาล้มโครงการ
เพียงแต่เรียกร้องให้รักษาป่าโบราณผืนนี้ไว้
โดยพิจารณาเส้นทางการตัดถนนที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า
เธอเชื่อว่า ยังมีทางเลือกที่ดีกว่าแต่มันไม่ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณา
ด้านรัฐบาลก็ปฏิเสธการเปลี่ยนเส้นทางตัดถนนโดยอ้างว่า
จะทำให้ต้องจ่ายชดเชยค่าเสียหายก้อนโตแก่คู่สัญญาซึ่งเป็นบริษัทเอกชนสัญชาติฝรั่งเศส

ผู้เชี่ยวชาญบางรายตั้งข้อสังเกตว่า
โครงการนี้เกี่ยวพันกับการคอร์รัปชั่น ป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่ามาก
แม้รัฐบาลรัสเซียจะประเมินมูลค่าไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง แต่เมื่อพัฒนาพื้นที่สองข้างถนนในเชิงพาณิชย์
จะมีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเมืองคิมกิและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลอีกหลายคนที่สามารถกอบโกยกำไรได้มหาศาล

เช่นเดียวกับองค์กรความโปร่งใสสากล (Transparency International) ที่เริ่มได้กลิ่นตุๆ
ของความไม่ชอบมาพากลบางประการ อาทิ การตีความกฎหมายแบบหลวมๆ
ขาดหลักกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการยกเลิกสถานภาพป่าอนุรักษ์
รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมและอดีตหัวหน้าหน่วยงานทางหลวงเ
คยเป็นซีอีโอของสถาบันวิจัยแห่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับงานสำรวจข้อมูลของโครงการ
นักลงทุนชาวรัสเซียหลายคนถือหุ้นอยู่ในบริษัทเอกชนสัญชาติฝรั่งเศส
ซึ่งรับงานโครงการนี้และหนึ่งในนั้นคือเพื่อนสนิทของนายกรัฐมนตรี ฯลฯ

เดือนสิงหาคม 2010 แกนนำกลุ่มพิทักษ์ฯ และแนวร่วมราวห้าพันคน
รวมตัวกันเดินขบวนไปชุมนุมกลางกรุงมอสโก
ถือเป็นหนึ่งในการประท้วงด้านสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในรัสเซีย

คราวนี้ดมิทรี เมดเวเดฟ นายกรัฐมนตรีรัสเซียขณะนั้น
เลือกรับมือกับผู้ชุมนุมด้วยคำสั่งชะลอโครงการเพื่อทบทวนรายละเอียด
และเป็นอย่างที่เอฟจิเนียคาดไว้แต่แรก คำสั่งชะลอก็แค่เรื่องเบี่ยงเบนความสนใจ
เพราะท้ายที่สุดรัฐบาลเปิดไฟเขียวให้เดินหน้าโครงการต่อในเดือนเมษายน 2011

“อย่างน้อย คำสั่งชะลอก็ทำให้โครงการล่าช้าไปอีกหน่อย
ทั้งยังเปิดโอกาสให้พวกเราได้หารือกับผู้เชี่ยวชาญและจัดทำรายงานฉบับประชาชน
ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มีทางเลือกถึง 11 เส้นทางสำหรับโครงการมอเตอร์เวย์สายมอสโก-เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
โดยเส้นทางที่ตัดผ่านใจกลางป่าคิมกินั้นเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ห่วยที่สุด” คุณแม่ลูกสองกล่าว

ตลอดห้าปีแห่งความยุ่งยาก เอฟจิเนียกำลังจารึกความเปลี่ยนแปลงลงในประวัติศาสตร์ชาติหมีขาว
แม้วันนี้ปฏิบัติการค้านถนนผ่าป่ายังไม่ส่อวี่แววความสำเร็จ
ทว่าการกระทำอันกล้าหาญของผู้หญิงคนนี้คือหมุดหมายแรกที่ปลุกกระแสเคลื่อนไหว
ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระดับรากหญ้าในรัสเซีย
เธอกลายเป็นต้นแบบที่สร้างความตื่นตัวให้อีกหลายกลุ่มหลายชุมชนทั่วรัสเซียฉุกคิด
และลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิของตนเองในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
…อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

จึงไม่น่าแปลกใจที่ เอฟจิเนีย ชิริโควา จะเป็นหนึ่งในหกนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม
ที่ได้รับรางวัลโกลด์แมนประจำปี 2012

“ในประเทศรัสเซีย พวกเราจะปกป้องสิ่งแวดล้อมของตัวเองไม่ได้
หากประชาชนไม่ลุกขึ้นมาแสดงจุดยืนที่พวกเขาเชื่อมั่น
และปกป้องสิทธิความเป็นพลเมืองของพวกเขาเอง”
เธอเชื่อเช่นนั้นและกำลังพิสูจน์มันด้วยการลงมือทำ

หมายเหตุ-บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกผ่านทางคอลัมน์คนหมุนโลกบนเว็บไซต์ของมูลนิธิโลกสีเขียว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s